มาตรฐานเทคโนโลยีสารสนเทศด้านสุขภาพ โจทย์ใหญ่สำคัญของการก้าวไปสู่ศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) คือการพัฒนางานด้านมาตรฐานเทคโนโลยีสารสนเทศด้านสุขภาพ จึงได้มีการพัฒนามาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสุขภาพ Health Level Seven (HL7) เพื่อเป็นมาตรฐานในการบริหารจัดการการรับส่งข้อมูล ปัจจุบันมีประเทศที่นำมาตรฐาน HL7 ไปใช้และเข้าร่วมเป็นสมาชิกมากกว่า 55 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศหลักที่มีบทบาทในการประยุกต์ใช้และส่งเสริมเผยแพร่ ได้แก่ ประเทศแคนาดาและประเทศฟินแลนด์ นอกจากนี้ยังมีสหรัฐอเมริกา เยอรมนี สเปน อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ปากีสถาน อินเดีย เกาหลี เป็นต้น ได้มีการนำมาตรฐาน HL7 มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพของประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยน และจัดเก็บข้อมูลสุขภาพให้มีความราบรื่นและประสิทธิภาพ สำหรับประเทศไทยนั้น สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เตรียมร่วมมือกับศูนย์พัฒนามาตรฐานระบบข้อมูลสุขภาพไทย (ศมสท.) และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล สนับสนุนการจัดสร้างมาตรฐานข้อมูลสุขภาพในระดับประเทศ ทั้งนี้การมีมาตรฐานด้านข้อมูลสุขภาพที่ใช้ได้จริงในระดับประเทศจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ซึ่งจะต้องสร้างความตระหนักถึงความจำเป็นและความสำคัญของการมีมาตรฐานสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่ง สพธอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ รวมถึงยังเป็นการส่งเสริมให้ประเทศไทยให้เป็น Medical Hub ในภูมิภาคอาเซียนต่อไปในอนาคต โลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ร่วมจัดงานประชุมสัมมนา เรื่อง “งานประชุมเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภายใต้บริบทประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” (ASEAN Economic Community : AEC) ทุนวิจัยมุ่งเป้า ประจำปี 2555 โดยมีหัวหน้าแผนงาน รศ.ดร.รุธิร์ พนมยงค์ ม.ธรรมศาสตร์, ดร.ณรงค์ ป้อมหลักทอง และ รศ.ดร.อภิชาต โสภาแดง ม.เชียงใหม่ ร่วมเป็นเกียรติในงาน ให้กับผู้ที่สนใจทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในวันที่ 31 ต.ค. 56 เวลา 08.30-16.30 น. ณ ห้องประชุมแคทลียา 2 โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ภาษาเดียวกัน วันที่ 30 ตุลาคม 2556
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายสุทธิชัย สังขมณี อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมฯมีแผนจูงใจให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี เข้ามาในระบบมากขึ้น ด้วยการรณรงค์ให้ใช้ใบกำกับภาษี เพื่อแก้ปัญหาใบกำกับภาษีปลอม หรือการหลีกเลี่ยงการเสียภาษี หรือนำใบกำกับภาษีไปขายต่อ ด้วยการส่งใบกำกับภาษีชิงโชค ส่วนรางวัลจะเป็นอะไรบ้างนั้น กำลังให้เจ้าหน้าที่ศึกษารายละเอียด คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเชื่อว่าวิธีการนี้จะช่วยให้รัฐจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น นอกจากนี้เตรียมเสนอให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง และนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง พิจารณาเรื่องการหักค่าใช้จ่ายการเสียภาษีแบบเหมาจ่ายของบุคคลธรรมดาจาก 40% ไม่เกิน 60,000 บาท ว่าจะหักค่าใช้จ่ายเพิ่มได้หรือไม่ หรือนำใบกำกับภาษีมาหักค่าใช้จ่ายเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้มากน้อยแค่ไหน ตลอดจนทบทวนรายการลดหย่อนภาษี เช่น ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา ว่ารายการใดมีการใช้มากสุดและรายการไหนใช้น้อยสุด พร้อมดูว่ามีรายการใดที่ต้องเพิ่มการลดหย่อนภาษีหรือไม่ ส่วนการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(แอลทีเอฟ) ต้องดูว่ามีเพิ่มขึ้นหรือไม่ และถ้ากองทุนฯ แข็งแกร่งแล้วจำเป็นต้องยกเลิกหรือไม่ สำหรับปรับลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% นั้น เชื่อว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้ามาอยู่ในฐานภาษีมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าเอสเอ็มอีและนิติบุคคลที่ไม่ใช่มหาชน หลีกเลี่ยงการแสดงทรัพย์สิน ไม่มีงบการเงิน เช่น ที่ดิน หรือเงินทุน ซึ่งจะใช้ข้อมูลทางการเงินที่กรมฯมีอยู่ตรวจสอบในแต่ละบริษัท และจากข้อมูลยังพบว่า บางรายกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์มาลงทุน แต่ตรวจสอบไม่พบบริษัทเป็นผู้กู้ยืม แต่กลับเป็นชื่อบุคคลมากู้แทน ทำให้รัฐเก็บภาษีได้ไม่เต็มที่ ส่วนการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 10% นั้น ยังคงจัดเก็บอัตราเดิมที่ 7% เพราะยังเก็บภาษีตัวอื่นมาทดแทนภาษีแวตที่หายไปได้ เช่น ภาษีหักณ ที่จ่าย เป็นต้น แต่ทั้งนี้ ต้องดูนโยบายรัฐว่าจะทำอย่างไร ซึ่งถ้าให้จัดเก็บเหมือนเดิมคาดว่าจะเป็นการทยอยปรับขึ้นครั้งละ 1% มากกว่า ด้านนางเบญจา หลุยเจริญ รมช.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่มีนโยบาย หรือความคิดที่จะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มไปจนถึง 30 ก.ย.57 เนื่องจากข่าวที่ออกมาส่งผลกระทบค่าครองชีพของประชาชน เพราะผู้ประกอบการกักตุนสินค้าทำให้ราคาสินค้าที่ไม่แพงกลับมีราคาแพงขึ้น และไม่มีปัญหาการจัดเก็บรายได้ ขณะนี้รัฐบาลก็ไม่มีปัญหาเรื่องรายได้ โดยปีงบประมาณ57 คาดว่าการเก็บรายได้ 2.275 ล้านบาทบาท รายงานข่าวแจ้งว่า นายกิตติรัตน์ ได้โพสต์ข้อความในเพซบุ๊คว่า กำลังเดินทางเพื่อพบนักลงทุนใน สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ จะกลับถึงไทยในวันที่ 30 ต.ค.นี้ ขอยืนยันว่ารัฐบาลและกระทรวงการคลัง ไม่มีนโยบายที่จะขึ้นภาษีใด ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ เพราะขณะนี้รายได้ปีงบประมาณ 56 เกินเป้าหมายเกือบ 60,000 ล้านบาท
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่คณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. อนุมัติให้ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการใช้อากาศยาน (พีเอสซี) อีก 100 บาท เพื่อชดเชยขาดทุนว่า ทอท.ต้องชี้แจงรายละเอียดต้นทุนการให้บริการเพื่อเรียกเก็บค่าพีเอสซีกับผู้โดยสาร ว่ามีอะไรบ้าง และแบ่งสัดส่วนต้นทุนระหว่างการให้บริการผู้โดยสารภายในประเทศ และระหว่างประเทศอย่างไร เช่น พนักงานส่วนกลางที่ต้องให้บริการทั้งผู้โดยสารภายในประเทศและระหว่างประเทศแบ่งสัดส่วนต้นทุนอย่างไร นอกจากนั้น ยังต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมระหว่างค่าพีเอสซีกับค่าตั๋วโดยสารด้วย เนื่องจากปัจจุบันค่าตั๋วโดยสารของสายการบินต้นทุนต่ำภายในประเทศราคาต่ำมากที่ระดับ 1,500 บาท หากผู้โดยสารจะต้องจ่ายเงินค่าพีเอสซีเพิ่มขึ้นอีก 200 บาท จะส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารและทำให้การเดินทางลดลงหรือไม่ “การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการใช้ท่าอากาศยานนั้น จะต้องพิจารณาในภาพรวม ไม่ได้คิดเฉพาะต้นทุนการดำเนินงานสูง หรือขาดทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ต้องนำมาประกอบการพิจารณา รวมถึงผลประกอบการของทอท. ซึ่งมีกำไร และเป็นธุรกิจผูกขาด โดยคณะกรรมการ การบินพลเรือน (กบร.) ซึ่งผมเป็นประธาน จะพิจารณาความเหมาะสม คาดว่าจะมีการประชุมกบร.อีกครั้งภายในเดือนพ.ย.นี้” อย่างไรก็ตาม อัตราค่าพีเอสซีดังกล่าวนี้ จะไม่มีผลกับค่าพีเอสซีของท่าอากาศยานอื่น ไม่ว่าจะเป็นท่าอากาศยาน 28 แห่ง ของกรมการบินพลเรือน (บพ.) หรือท่าอากาศยานสมุยของเอกชน หากท่าอากาศยานอื่นต้องการปรับค่าพีเอสซี จะต้องเสนอเรื่องมาให้กบร.พิจารณา และไม่จำเป็นว่าทุกท่าอากาศยานจะต้องเก็บค่าพีเอสซีเท่ากัน เนื่องจากต้นทุนแตกต่างกัน นายชัชชาติ กล่าวว่า ขณะที่ทอท.อยู่ระหว่างเจรจาต่อรองค่าตอบแทนและเงื่อนไขการจ้างนายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ซึ่งตนต้องการให้ผู้อำนวยการใหญ่ทอท.เข้ามาช่วยติดตามเร่งรัดงานก่อสร้างขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 และงานขยายท่าอากาศยานภูเก็ต รวมทั้งปรับปรุงบริการเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันจะได้กำชับให้ดำเนินงานด้วยความโปร่งใสด้วย สำหรับค่าพีเอสซีที่ทอท.เสนอ ประกอบด้วย อัตราค่าพีเอสซีสำหรับผู้โดยสารภายในประเทศ เป็น 200 บาท จากปัจจุบัน 100 บาท โดยต้นทุนอยู่ที่ 336 บาท และอัตราค่าพีเอสซีสำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ เป็น 800 บาท จากปัจจุบัน 700 บาท ต้นทุนอยู่ที่กว่า 500 บาท โดยทอท.คาดว่าในปีนี้จะมีรายได้จากค่าพีเอสซี 16,000 ล้านบาท เมื่อปรับค่าพีเอสซีใหม่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 3,800 ล้านบาท.