นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ในปี 57 ผู้ส่งออกได้ตั้งเป้าขยายตัวการส่งออกไทยในปี 57 ที่ระดับ 5-7% หลังเริ่มรับรู้ปริมาณคำสั่งซื้อ (ออเดอร์)จากต่างประเทศล่วงหน้าถึงครึ่งปีแรกของปี 57 (ม.ค. –มิ.ย.) ที่เข้ามาในปริมาณมากกว่าปีก่อน เนื่องจากลูกค้าให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจในหลายประเทศ เช่น ยุโรป, สหรัฐ, จีน, ญี่ปุ่น เริ่มมีการฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคการบริโภค จึงเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการไทยอย่างมาก “ออเดอร์หลายๆอุตสาหกรรมเริ่มทะยอยเข้ามาเรื่อยๆ บางรายมีออเดอร์ล่วงหน้าแล้ว 6-9 เดือน ขณะที่บางรายมีล่วงหน้า 3-6 เดือน ซึ่งค่อนข้างจะมากกว่าปีก่อน ซึ่งถือว่าผู้ส่งออกค่อนข้างที่สบายใจได้ในระดับหนึ่งยกเว้นว่าในปีหน้าจะ เกิดอุบัติเหตุด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะประเทศสหรัฐที่ยังมีปัญหาอีกมากก็อาจทำ ให้เป้าส่งออกในปีหน้าไม่เป็นไปตามที่ประเมินไว้ก็ได้” สำหรับการส่งออกในปีนี้สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือประเมินไว้ที่ 1.3-1.4% โดยคาดว่า 3 เดือนที่เหลือของปี (ต.ค.-ธ.ค.) ส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 20,000 -20,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้นเป้าตัวเลขส่งออกในปีนี้ลืมไปได้เลยแล้วมาเริ่มต้นการวางแผนในปีหน้าใหม่ นายวัลลภ กล่าวว่า ภาคเอกชนเตรียมเสนอแผนผลักดันการส่งออกไทยให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาเพื่อ อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้า เช่น ให้รัฐบาลสร้างศูนย์ข้อมูลเชิงลึกของประเทศคู่ค้าเป็นรายสาขาธุรกิจเพื่อให้ เอกชนนำไปวางแผนในการเจาะตลาดแต่ละประเทศ เพราะที่ผ่านมาศูนย์ข้อมูลมีหลายแห่งทั้งกระทรวงต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แต่ก็ไม่ลึกพอ ทั้งนี้เอกชนยังต้องการให้รัฐบาลเพิ่มปริมาณการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเข้าไปร่วมลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและ สาธารณูปโภคในบริเวณชายแดน เพราะหากเพื่อนบ้านมีความสะดวกในการเดินทางมาซื้อสินค้าก็จะยิ่งเพิ่มมูลค่า การค้ามากขึ้นเช่นกัน ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องเปิดด่านถาวรให้มากขึ้นอำนวยความสะดวกผู้ค้า ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วง 9 เดือนของปี 56 การค้าชายแดนของไทย มาเลเซีย พม่า ลาว กัมพูชา มีปริมาณ 680,916 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.3% โดยไทยส่งออก 412,859 ล้านบาท ลดลง 2% และ นำเข้า 268,057 ล้านบาท เพิ่ม 2.5% ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้าชายแดน 144,802 ล้านบาท โดยได้ดุลการค้าจากลาวสูงสุด 62,290 ล้านบาท รองลงมาเป็น กัมพูชา 55,377 ล้านบาท แต่ขาดดุลกับพม่า 27,036 ล้านบาท เนื่องจากมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเป็นมูลค่าสูง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เชื่อเศรษฐกิจปี57ฟื้นต่างชาติออเดอร์สินค้ายาว6-9เดือน
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา และกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกันสนับสนุนสร้างภาพยนต์ไทย ที่เน้นการท่องเที่ยว และเน้นการสร้างวัฒนธรรมการกินอาหารของไทย รวมทั้งอาหารไทย ที่ต่างชาติชื่นชอบ สอดแทรกเข้าไป เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์และกระตุ้นให้ชาวต่างชาติมาเที่ยวป และกินอาหารไทยมากขึ้น เชื่อว่า จะสามาถผลักดันให้ยอดการส่งออกอาหารปรับเพิ่มขึ้น และรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน “ อยากให้ภาครัฐ สนับสนุนให้สร้างภาพยนต์ ที่เน้นส่งเสริมภาพลักษณ์ทั้งวัฒนธรรม การท่องเที่ยว อาหารของไทย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดกันมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการจริงจัง ทั้งที่เห็นความสำเร็จจากภาพยนต์หลายเรื่องแล้ว เช่น เรื่อง ลอสต์อินไทยแลนด์ ของประเทศจีน ช่วยสร้างกระแสการท่องเที่ยว และอาหารให้ไทยอย่างมาก เช่นในหนังมีก๋วยเตี๋ยว คนจีนมาไทย ก็แห่กินแต่ก๋วยเตี๋ยวกัน อย่างหนังแดจังกึม จองนางแห่งวังหลัง ก็ทำให้คนไทยแห่กินอาหารเกาหลีเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นถ้าไทย สร้างหนังสักเรื่อง แล้วนำไปฉายในประเทศ เชื่อว่า จะทำให้คนต่างชาติ แห่มาเที่ยวไทย กินอาหารไทย ดูวัฒนธรรมไทย สร้างรายได้ให้ไทยอย่างมากแน่นอน” สำหรับภาพรวมการส่งออกอุตสาหกรรมอาหารของไทยปีนี้ คาดว่า จะมียอดส่งออกประมาณ 980,000 ล้านบาท ไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ 1 ล้านล้านบาทแน่นอน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสินค้าเกษตร โดยเฉพาะการส่งออกข้าว ที่ลดลงมาก ส่วนยอดการส่งออกปีหน้า ขณะนี้ยังไม่สามารถตั้งเป้าได้ เพราะขณะนี้การส่งออกสินค้าเกษตรต่างๆ ยังไม่นิ่ง และต้องรอตัวเลขจากสถาบันอาหารด้วยคาดว่า จะคาดการร์ได้ภายในสิ้นปีนี้ ส่วนการดำเนินธุรกิจ ของอุตฯอาหาร ในภาคเอสเอ็มอี อยู่ในภาวะทรงตัว หลังจากได้รับผลกระทบจากค่าแรงปรับขึ้น 300 บาท ซึ่งต้องการให้ภาครัฐ สนับสนุนผู้ประอบการเอสเอ็มอี หาตลาดในต่างประเทศมากขึ้น เช่น จัดงาน เอสเอ็มอี เอ็กซ์โปร์ และนำผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาร่วมงาน ไม่ควรให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ออกแต่งาน โอทอปเท่านั้น
นายพีรกันต์ แก้ววงศ์วัฒนา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ เปิดเผยว่า รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ กำลังร่วมมือกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.เพื่อเปิดศูนย์ เช็คอินเที่ยวบินในเมือง (ซิตี เช็กอิน) บริเวณสถานีแอร์พอร์ตลิงค์มักกะสัน ตามนโยบายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ที่ต้องการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว และบรรเทาปัญหาแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิ โดยคาดจะเปิดบริการได้ในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า “ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับทอท.ว่า จะให้สายการบินใด โดยเบื้องต้นจะมีการบินไทย เข้ามาเปิดเคาน์เตอร์เช็คอินที่สถานีมักกะสัน รวมถึงสายการบินอื่นที่มีผู้โดยสารจำนวนมาก เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ต้องเดินทางทั้งในและต่างประเทศ เหมือนกับประเทศอื่นที่ส่วนใหญ่ มีการเปิดศูนย์เช็กอินในเมืองทั้งหมด แต่หลังจากนี้จะต้องเร่งปรับปรุงเครื่องเช็คอิน เครื่องขนกระเป๋า และระบบรถไฟฟ้าให้รองรับการเช็คอินได้โดยเร็ว ซึ่งคาดว่าหากใช้สถานีมักกะสันเป็นที่เช็คอินเที่ยวบินในเมืองจะช่วยให้นักท่องเที่ยวสะดวกสบายและมีเวลาเที่ยวเมืองไทยนานขึ้นด้วย” ทั้งนี้สถานีมักกะสัน มีความพร้อมเต็มที่ เพราะมีพื้นที่กว้างขวางถึง 10,000 ตรม. สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึงวันละ 10,000 คน อีกทั้งยังมีลิฟท์ ห้องน้ำ บันไดเลื่อนเพียงพอ และหลังจากนี้จะมีการเปิดพื้นที่ในเชิงพาณิชย์เพิ่ม โดยนำร้านค้ารายย่อยทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ธนาคารพาณิชย์ บริการสินค้าอื่นๆ เข้ามาเปิดในสถานีด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการเช็กอินด้วย นอกจากนี้ แอร์พอร์ตลิงก์จะปรับปรุงระยะเวลาให้บริการเดินรถไฟฟ้าด่วน (เอ็กเพรสไลน์) ให้มีความถี่มากขึ้น จากเที่ยวละ 1 ชม.เป็นเที่ยวละครึ่งชม.เพื่อรองรับการเปิดศูนย์เช็คอินเที่ยวบินในเมือง รวมทั้งจะปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคภายในสถานีให้พร้อมรองรับผู้ที่จะเข้ามาใช้บริการ นายพีรกันต์กล่าวต่อว่า ความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ ช่วงพญาไท- ดอนเมือง ระยะทางประมาณ 21.8 กม.วงเงินลงทุนประมาณ 27,070 ล้านบาท ขณะนี้ได้ผ่านการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เรียบร้อยแล้ว และเตรียมเปิดประกวดราคาภายในสิ้นปีนี้ คาดใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2 ปี พร้อมเปิดได้ในปี 58 โดยรายละเอียดเบื้องต้นจะมีการก่อสร้างตามแนวเส้นทางรถไฟเดิม ตั้งแต่สถานีพญาไทถึงดอนเมือง มีจุดจอด 6 สถานี และใช้เวลาเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง เพียง 45 นาทีเท่านั้น ช่วยอำนวยความสะดวกการเดินทางให้ผู้โดยสาย ระหว่าง 2 สนามบิน