นางกุลณี อิศดิศัย รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงต่างประเทศในการเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นภูมิปัญญาไทยทั่วประเทศเพื่อป้องกันการแอบไปขึ้นทะเบียนหรือจดลิขสิทธิ์ตามนโยบายของรัฐบาล โดยจะนำร่องจดทะเบียนผลงานศิลป์แผ่นดิน ที่จัดแสดงอยู่ในพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งสถาบันสิริกิติ์ได้สร้างสรรค์ขึ้นเช่น ฉากไม้แกะสลัก เรื่องสังข์ทองและป่าหิมพานต์, ฉากผ้าปักไหมน้อย เรื่องอิเหนา, ฉากถมทอง เรื่องรามเกียรติ์รวมถึงเครื่องเงินเครื่องทอง ปักผ้า และลายเขียน เป็นต้น“กรมฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำร่องผลงานศิลป์แผ่นดินก่อนเนื่องเป็นผลงานทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม และบันทึกเป็นฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาของชาติและ ผลงานศิลป์แผ่นดินเป็นเดอะเบสท์ ออฟ อาเซียน ในด้านของความประณีต วิจิตรบรรจงที่ควรค่าแก่การปกป้องคุ้มครองให้เป็นสมบัติของชาติต่อไป และจากนั้นจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบเพื่อขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นภูมิปัญญาไทยทั่วประเทศ”นอกจากนี้กรมฯยังได้เร่งดำเนินการปกป้องคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยในด้านต่างๆตามนโยบายของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยโดยได้จัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาและทุกหน่วยงานเห็นตรงกันว่า ระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่ยังไม่รองรับการคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นทรัพยากรพันธุกรรม และการแสดงออกทางวัฒนธรรมดั้งเดิม รวมถึงยังไม่มีกฎหมายหรือพันธกรณีระหว่างประเทศที่ให้การคุ้มครองจึงต้องบูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงต้องมีหน่วยงานหลักทั้งนี้ในเบื้องต้นจะมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อบริหารคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเดิมที่มีอยู่หรือร่างกฎหมายใหม่เพื่อให้การปกป้องคุ้มคอรงครอบคลุม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนางกุลณี กล่าวว่า ในปัจจุบันไทยยังไม่มีระบบการปกป้องคุ้มครองภูมิปัญญาไทย มีเพียงแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นในแต่ละด้านว่ามีอะไรบ้าง เช่นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีฐานข้อมูลพันธ์พืช พันธ์สัตว์, กระทรวงวัฒนธรรม ด้านโบราณสถาน โบราณวัตถุและมรดกที่จับต้องไม่ได้ เช่นวิธีการนวดแผนไทย มวยไทย รวมถึงการแสดงออกทางวัฒนธรรม อย่าง การรำ โขน รวมประมาณ 286 รายการ,กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดูแลทรัพยากรพันธุกรรม และกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์รับจดแจ้งข้อมูลวิธีการทำอาหาร และเครื่องดื่ม เป็นต้น ราว 4,800 รายการ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปูพรมจับภูมิปัญญาไทยทั่วประเทศจดลิขสิทธิ์
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมช. พาณิชย์ เปิดเผยว่าขณะนี้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา(องค์กรมหาชน) สถาบันนานาชาติเพื่อเอเชียแปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ บริษัทโบลลิเกอร์ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดการสัมมนาเรื่อง“ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียน” เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาการประเมินความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมหลักของไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทั้งนี้ ได้มีการศึกษาสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญจำนวน9 อุตสาหกรรม ได้แก่1 อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป 2. อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, 3อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน, 4อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ, 5อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, 6 อุตสาหกรรมเคมีภัณท์และพลาสติก, 7อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า,8 อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และ 9อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณท์ยาง ทั้งนี้ผลการศึกษาในด้านการส่งออกของไทยเมื่อเทียบกับสมาชิกอาเซียนอื่นพบว่า ไทยจะอยู่อันดับแรก5อุตสาหกรรม คือ อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนอันดับสอง คืออุตสาหกรรมเคมีและพลาสติก อันดับสาม คือ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และอันดับสี่ คืออุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ อย่างไรก็ตามหากคำนวณขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยเทียบกับอาเซียนเมื่อประเมินจากปัจจัยต่างๆ เช่น ภาพรวมอุตสาหกรรม ความสามารถในการแข่งขันความสามารถผู้ประกอบการ ปัจจัยการผลิต อุตสาหกรรมสนับสนุน อุปสงค์ภายในประเทศและการส่งเสริมจากภาครัฐ พบว่า ไทยอยู่อันดับ 1 มี 2 อุตสาหกรรม คืออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ และอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง อันดับ2มีอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และพลาสติก อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ อันดับ3มีอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
นายฑิฆัมพร นาทวรทัต รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดสัมมนาเพิ่มความรู้ให้กับผู้ส่งออกไทยแต่ละสาขาเตรียมความพร้อมรับมือการถูกตัดสิทธิจีเอสพีในหัวข้อเรื่อง“ปฏิรูปแนวคิด พลิกชีวิตการค้าไทย : หาตลาดใหม่แข่งได้ไม่พึ่งGSP”ว่า จากการที่ประเทศไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(จีเอสพี) ของสหภาพยุโรป (อียู) ที่จะเริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 ม.ค. 58 เป็นต้นไปและเพื่อให้ผู้ส่งออกไทยแต่ละกลุ่มที่ยังคงสามารถใช้สิทธิจีเอสพีในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้แบบได้ประโยชน์สูงสุดก่อนที่จะถูกตัดสิทธิกรมการค้าต่างประเทศจะเร่งอำนวยความสะดวกให้ผู้ส่งออกแต่ละกลุ่มอย่างเต็มที่โดยจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ส่งออกยื่นขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าพร้อมเอกสารสำคัญอื่น ๆ ที่ใช้ประกอบการผ่านพิธีการศุลกากรภายในวันที่31ธ.ค.57ขณะเดียวกันก็จะประสานงานกับกรมศุลกากรในการตรวจปล่อยสินค้าภายในวันที่ 31 ธ.ค. 57เพื่อให้สินค้ายังได้รับสิทธิจีเอสพีซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาขยายเวลาการขอรับเอกสารตรวจปล่อยสินค้าจากเดิมล่วงหน้า3วันเป็น5-7วันแต่ต้องมีหลักฐานสำเนาการส่งออกสินค้าที่ชัดเจนอย่างไรก็ตามในช่วงใกล้สิ้นปีที่จะมีคำสั่งซื้อสินค้าค่อนข้างมาก ดังนั้นกรมการค้าต่างประเทศจะเร่งตรวจปล่อยสินค้าให้หมดเป็นวันต่อวัน รวมทั้งแนะนำให้ผู้ส่งออกควรยื่นเอกสารให้ครบถ้วนก่อนวันที่24ธ.ค. 57 เพราะอาจจะติดขัดในช่วงหยุดยาวคริสต์มาสต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีเพื่อป้องกันความเสี่ยง เพราะหากกรมศุลกากรตรวจปล่อยสินค้าไม่ทันภายในวันที่ 31ธ.ค. 57 สินค้านั้นจะไม่สามารถใช้สิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้กรอบจีเอสพีได้ ดังนั้นการจัดอบรมสัมมนาในครั้งนี้จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมส่งออกไทยเตรียมความพร้อมและปรับตัวได้ทันตามเหตุการณ์สอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วนกรมการค้าต่างประเทศ1385ได้