นายเจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในงานเสวนาวิชาการเรื่อง “จริงแน่หรือแค่ฝัน เศรษฐกิจไทยก้าวไกลหลังการปฏิรูป” จัดโดยสมาคมปริญญาโทสำหรับผู้บริหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ว่า ไทยควรเร่งปฏิรูปในเรื่องคน และการศึกษา เนื่องจากปัจจุบันแม้ไทยกำลังเข้าสู่การเปิดประชาคมอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 แต่ขณะนี้คนในประเทศ ยังไม่พร้อม โดยเฉพาะเรื่องภาษา รวมทั้งขณะนี้ ไทยแพ้โลกสังคมโซเชียลมีเดีย ที่เปิดรับทันที โดยไม่คัดกรองข้อมูล เมื่อเปิดเออีซีแล้ว จะยิ่งทำให้มีข้อมูลในโซเซี่ยลมีเดียเพิ่มมากขึ้น เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล“หากถามว่า แรงงานไทยพร้อมเข้าสู่เออีซีหรือยัง ผมขอตอบว่า ยังไม่พร้อม เพราะเพียงภาษาอังกฤษ ก็ไปไม่รอดแล้ว นี่เป็นสาเหตุที่คนไทยกลัวการไปทำงานที่ใช้ฝีมือแรงงานเทคโนโลยีระดับสูง ทำให้เสียเปรียบแรงงานอาเซียนด้วยกัน นอกจากนี้แรงงานไทยยังติดขัดกับปัญหารสชาติอาหาร ที่ทำใจยอมรับรสชาติอาหารที่แปลกลิ้นไปจากปกติไม่ได้ และอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมไทย ที่เป็นประเด็นหนึ่งที่อาจทำให้การปฏิรูปประเทศไทย ไม่สามารถเดินหน้าได้รวดเร็ว คือ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมที่เป็นความขัดแย้งบนพื้นฐานของการที่อะไรเป็นเรื่องที่ควรรู้หรืออะไรเป็นเรื่องที่ไม่ควรรู้ และไทยแพ้โลกของสังคมโซเซี่ยลมีเดีย พร้อมเปิดรับข้อมูลทันที โดยไม่คัดกรอง ทำให้เชื่อในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ ไร้ภูมิคุ้มกัน”อย่างไรก็ตามการจะกำหนดทิศทางให้ประเทศไทย เดินไปในทิศทางใดในการปฏิรูป จะต้องกำหนดแผนงานขึ้นมา เช่นเดียวกับประเทศเยอรมันนี ที่มีการวางแผนมาอย่างยาวนานว่า ต้องการเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป(อียู) วางแผนยุทธศาสตร์ประเทศ เมื่อมีการรวมกัน จึงมีการใช้เงินสกุลยูโร ในอียู ขณะที่ไทยต้องการเป็นผู้นำในกลุ่มอาเซียน แต่ปีหน้าจะเข้าสู่เออีซี แต่จนถึงขณะนี้ไทย ยังไม่มีแผนพัฒนา และรองรับความต้องการดังกล่าว เพราะล่าสุดความก้าวหน้าทางวิชาการการศึกษาของประเทศไทยในระดับโลก จะถูกจัดอันดับให้ลดอันดับลงมาอีก“อยากบอกว่า ขอให้คนไทยอย่ากลัวการปฏิรูปประเทศไทยที่กำลังจะเกิดขึ้น หน้าที่ของเราคือทำตัวให้พร้อมไม่ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางใด แต่ขอให้เชื่อว่าทุกสิ่งจะต้องดีขึ้นในอนาคต ซึ่งการเมืองที่มีความขัดแย้งกันในปีนี้ ไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม เพราะโรงงานอุตสาหกรรก็เปิดทำงานตามปกติ ไม่ได้ลดกำลังการผลิต แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดการส่งออกของประเทศไทยกลับลดลง ซึ่งตรงนี้อาจมาจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน หรือการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของประเทศไทยไม่ตรงตามรสนิยมตลาดโลก หรือว่าเทคโนโลยีการผลิตของไทยที่เน้นใช้แรงงานเป็นหลักอาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง”นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ทำให้การส่งออกของประเทศไทยมีปัญหา สิ่งที่รัฐบาลต้องปฏิรูปเป็นเรื่องเร่งด่วนคือการฟื้นฟู และสนับสนุนให้เกิดการค้าตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหาตลาดส่งออกแห่งใหม่ ๆ โดยเฉพาะตลาดชายแดน พม่า กัมพูชา และลาว ที่แม้ว่าแต่ละปี จีดีพีจะเติบโตไม่มากนัก แต่ก็มีมูลค่ารวมกันหลายแสนล้านบาทต่อปีนายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร หลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การปฏิรูป ไม่ใช่แค่การปฏิรูปในด้านกฎหมายเท่านั้น แต่ถ้าให้การปฏิรูปอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องปฏิรูปคน ทั้งในด้านการศึกษา สามัญสำนึก เนื่องจากขณะนี้บุคลากรของประเทศ ยังมีปัญหาเรื่องการศึกษา รวมทั้งเรื่องภาษา ซึ่งต้องเร่งพัฒนาในจุดนี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ฟันธงคนไทยไม่พร้อมรับเออีซี
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลจะเร่งใช้งบลงทุน และงบก่อสร้างหลาย 100,000 ล้านบาท เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในช่วง 3 เดือนแรก ของปีงบประมาณ 58 ทั้งงบลงทุน งบประมาณด้านการก่อสร้าง เพราะปีงบประมาณที่ผ่านมามีปัญหาการเบิกจ่ายที่ใช้ได้ไม่เต็มที่ ขณะเดียวกันในการประชุม ครม.ครั้งนี้ ยังหารือถึงปัญหาเศรษฐกิจที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล เพราะที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องค่าครองชีพ ขณะที่เงินทุนหมุนเวียนในประเทศมีน้อย และการจับจ่ายใช้สอยยังไม่มาก ดังนั้นจึงต้องใช้การขับเคลื่อนการใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มขึ้น“ยอมรับว่าจากปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ไม่สามารถเบิกจ่ายงบปี 57 มาใช้ได้เต็มที่ มีเงินสูญหายในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ การจัดทำงบขาดดุลที่ตั้งไว้ที่ 250,000 ล้านบาท ใช้ได้จริงเพียง 2 แสนล้านบาท เพราะส่วนหนึ่งต้องนำไปคืนงบกลางปี 57 รวมถึงต้องดูแลหนี้สาธารณะ ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 43% เป็นผลจากการผูกพันงบหลายแสนล้านบาทจากรัฐบาลที่ผ่านมา”ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมครม. เห็นชอบรายงานแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 58 และให้หน่วยงานราชการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 58 โดยมีวงเงินเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสที่ 1 (ต.ค.–ธ.ค.57) รวม 1.1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำ 791,443 ล้านบาท รายจ่ายลงทุน 149,146 ล้านบาท และอีกส่วนหนึ่งมาจากวงเงินลงทุนเหลือจ่ายจากงบประมาณปี 57 ซึ่งยังไม่ได้ผูกพันวงเงิน 160,000 ล้านบาท โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีกล่าวในที่ประชุมครม.ว่า การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 ได้อย่างมาก
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งในที่ประชุม ครม. ให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเริ่มตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีงบ ประมาณ 58 ควบคู่ไปกับการจัดทำแผนปฏิบัติการของทุกหน่วยงาน โดยให้เน้นโครงการลงทุนตั้งแต่โครงการขนาดเล็ก ที่สามารถดำเนินการได้ทันที รวมถึงโครงการขนาดใหญ่ที่สามารถผูกพันงบประมาณ เพื่อให้มีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และทำให้เศรษฐกิจช่วงปลายปีโตได้ตามแผนที่ตั้งไว้“ตามแผนปฏิบัติงานที่ทุกหน่วยงานต้องไปทำ มีละเอียดทั้งแผนใหญ่ และแผนย่อย โดยในแผนเร่งด่วน จะให้ความสำคัญกับการเร่งรัดลงทุนโครงการขนาดเล็ก ที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจในระดับชุมชนก่อน เพราะช่วง 3 เดือนนี้ ความสำคัญของการใช้จ่ายงบประมาณ จะเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่นายกฯมอบนโยบายไว้”สำหรับแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณปี58ที่สำนักงบประมาณเสนอ มีสาระสำคัญคือให้หน่วยงานราชการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณตั้งแต่ไตรมาสที่1ของปีงบประมาณ58โดยมีวงเงินเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสที่1(ต.ค.–ธ.ค.) รวม1.1ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำ791,443.27ล้านบาท รายจ่ายลงทุน149,146ล้านบาท และอีกส่วนหนึ่ง มาจากวงเงินลงทุน เหลือจ่ายจากงบประมาณ57 แต่ยังไม่ได้มีการผูกพันงบประมาณวงเงิน160,000ล้าน บาท ซึ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวในที่ประชุมฯ ครม.ว่าการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตร มาสสุดท้ายของปี57ได้อย่างมากทั้งนี้ที่ประชุมครม.ยังเห็นชอบรายงานแผนการปฏิบัติงาน และแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 58 วงเงิน 2.575 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังได้เสนอแนวทางเร่งรัด และกำกับดูแลการบริหารงบประมาณ โดยให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดกำกับดูแลให้หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ และผู้ว่าราชการจังหวัด ติดตามและกำกับดูแลการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ รวมทั้งรายงานผลเป็นรายเดือนให้สำนักงบฯ เพื่อใช้ติดตามความก้าวหน้าของการปฏิบัติงาน ก่อนเสนอครม. เป็นรายไตรมาสต่อไปอย่างไรก็ตามหากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ จำเป็นต้องปรับแผนงานให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 และ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ก็ให้เสนอรัฐมนตรีเจ้าสังกัดพิจารณาเห็นชอบ จากนั้นจึงส่งให้สำนักงบฯ เห็นชอบการปรับแผน นอกจากนี้ยังให้แต่ละหน่วยงานนำแผนดังกล่าว ที่สำนักงบฯ เห็นชอบไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำแผนการปฏิบัติราชการประจำปีของแต่ละ หน่วยงาน