ที่กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ได้ออกคำสั่งถึงเจ้าหน้าที่ศุลกากรตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ประจำด่านสนามบินและด่านชายแดนทั่วประเทศ ให้ดำเนินการตรวจสอบการลักลอบขำเข้าไอโฟน 6 และ ไอโฟน 6 พลัส ที่เปิดตัวไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น หากพบว่าลักลอบนำเข้าโดยไม่ได้ขอใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถือว่ามีความผิด และจะถูกยึดอุปกรณ์ที่นำเข้ามาทั้งหมด โดยไม่มีข้อยกเว้น แต่จะไม่มีการเรียกเก็บภาษี เนื่องจากภาษีนำเข้าเป็น 0%ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรได้ตรวจยึดการลักลอบนำเข้าไอโฟน 6 และ ไอโฟน 6 พลัส มาแล้วกว่า 200-300 เครื่อง โดยเป็นการคละขนาดทั้งรุ่น 16 กิกะไบท์ 64 กิกะไบท์ ซึ่งเป็นการหิ้วมาจากประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง ในลักษณะการพรีออร์เดอร์ ซึ่งการนำเข้ามาพบว่าเป็นการนำเข้าเพื่อการค้าขาย ไม่ได้นำมาใช้เอง เพราะบรรจุอยู่ในลังขนาดใหญ่ โดยภายหลังจากที่ตรวจจับเข้มงวด ผู้ลักลอบเริ่มมีการขนเข้าผ่านชายแดนประเทศพม่ามากขึ้น ขณะที่ กรณีที่นำเข้ามาใช้เอง 1-2 เครื่อง กรมศุลกากรคงไม่ได้เข้าไปจับกุม“กรมศุลกากรมีแผนตรวจจับผู้นำเข้าที่ลักลอบไว้ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงผู้ที่นำมาขายผ่านตู้ในห้างที่ขายสินค้าไอทีโดยเฉพาะ ถือว่ามีความผิด เพราะเป็นการนำเข้ามาในราคาที่ต่ำ แต่ตั้งราคาขายสูงถึง 70,000 บาทต่อเครื่อง ซึ่งกรณีนี้แม้จะมีมีความผิดเรียกค่าปรับ แต่ก็จะถูกยึดเครื่อง ส่วนกรณีที่มีใบนำเข้าแต่มาสำแดงภายหลัง ก็ทำได้แต่ก็จะมีค่าปรับตามกฎหมาย” นายสมชัย กล่าวว่า การจับกุมผู้ลักลอบนำเข้าโดยไม่มีใบอนุญาต จะดำเนินการเฉพาะผู้ที่มีเจตนานำเข้ามาเพื่อทำการค้าโดยเฉพาะ ส่วนกรณีที่บริษัทเอกชน นำเข้ามาร่วมจัดโปรโมชั่นสินค้า เช่น ชิงโชคลุ้นไอโฟน 6 คงต้องไปพิจารณาว่ามีการนำเข้ามาถูกต้องด้วยหรือไม่
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ศุลกากรสั่งทุกด่านสกัดไอโฟน 6
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยหลังนายไดชิโระ ยามากิวะ รมช.เศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่นเข้าพบว่า ญี่ปุ่นได้ขอเจรจาลดภาษีนำเข้ารถยนต์ขนาดมากกว่า 3,000 ซีซี ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น(เจเทปา) จากปัจจุบันเก็บอยู่60% ซึ่งตนเห็นว่า เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากที่ผ่านมาความช่วยเหลือด้านความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และฝึกอบรมบุคลาการที่ไทยได้รับจากญี่ปุ่นไม่คุ้มค่ากับที่ไทยต้องสูญเสียรายได้ภาษีในช่วง 6 ปี 17,000 ล้านบาท “รัฐบาลได้กำหนดให้ทางกระทรวงต่างประเทศเจรจาการค้าเรื่องนี้คงจะต้องเป็นหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศแต่เราคงจะเป็นฝ่ายให้ข้อมูลทั้งหมด ซึ่งภายใต้กรอบ เจเทปา ไทยเองก็ลดภาษีนำเช้าชิ้นส่วนรถยนต์ให้ไปแล้ว และต่อมาก็ลดภาษีรถยนต์ขนาดมากกว่า3,000 ซีซีตั้งแต่ปี 53 จากที่เรียกเก็บ 80 % เหลือ 60 % ไทยเองก็สูญเสียรายได้จากภาษีคิดเป็นเงินประมาณ 17,000 ล้านบาทแต่สิ่งที่ไทยได้รับในแง่ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แรงงานฝีมือตีราคาไม่ถึง 100 ล้านบาท ซึ่งแม้ว่าจะตีเป็นเงินไม่ได้แต่ก็ขอให้รู้สึกว่าได้อะไรกลับมาบ้างหน่อย” นอกจากนี้ญี่ปุ่นขอเจรจาเพิ่มปริมาณการนำเข้าเหล็กคุณภาพสูง ที่ปกติจะเจรจาปีต่อปี ซึ่งในปี 57 ญี่ปุ่นมีโควตาในการนำเข้า 1.2 ล้านตัน โดยญี่ปุ่นยังไม่ได้แจ้งปริมาณเหล็กในการนำเข้าว่า ต้องการเท่าไร ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องให้กระทรวงพาณิชย์ไปเจรจาในรายละเอียด โดยตั้งแต่ ปี 50 ถึง มิ.ย. 57 ไทยสูญเสียรายได้จากการยกเว้นภาษีนำเข้าเหล็กคุณภาพสูงประมาณ5,974 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปี 58 เบื้องต้นเชื่อว่า การผลิตรถยนต์จะมีปริมาณที่สูงกว่าในปี 57 ที่คาดว่า จะมีปริมาณ 2 – 2.1 ล้านคัน และการผลิตจะกลับมาสู่การเติบโตในระดับปกติมากขึ้น ภายหลังจากหมดโครงการรถคันแรก ส่วนเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปี 60 ที่กำหนดเป้าหมายสู่ระดับ 3ล้านคันนั้น อาจเป็นไปได้แต่ก็คงไม่ง่ายนัก เนื่องจากจะต้องดูภาวะตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศประกอบด้วย
นางจินตนา ขัยยวรรณาการ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการสำรวจราคาสินค้า และวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงอาหาร และอาหารสำเร็จรูปในเทศกาล กินเจ ว่า ในวันที่ 23 -24 ก.ย. 57 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์จะเชิญสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มาหารือสถานการณ์ราคาสินค้าในปลายปีและปี 58 เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการตรึงราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เช่น จีน ยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่นไม่ยังอยู่ในภาวะที่ไม่ดีมากนัก “ตอนนี้รมว.พาณิชย์ต้องการให้ประชาชนมีความสุขในการซื้อสินค้าที่ไม่แพงมากนัก ซึ่งแนวโน้มที่จะให้มีการตรึงราคาเป็นไปได้สูงจากเศรษฐกิจโลกไม่ดีนัก ขณะเดียวกันก็ได้สั่งให้กรมการค้าภายในติดตามราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวมอย่างใกล้ชิดด้วย โดยการหารือนั้นในวันที่ 23 ก.ย. จะเป็นผู้บริหารจากหอการค้าไทยฯ และ วันที่ 24 จะเป็นผู้บริหารจะส.อ.ท. โดยทั้งสององค์กรถือเป็นหน่วยงานกลางที่จะประสานงานกับผู้ประกอบการได้” ทั้งนี้หลังจากที่มีหารือกับสภาหอฯและส.อ.ท. แล้ว รมว.พาณิชย์ก็จะมีการนัดหารือกับบริษัทตัวแทนของอุตสาหกรรมกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มรถยนต์, เครื่องดื่ม, วัสดุก่อสร้าง, อาหาร เป็นต้น อย่างไรก็ตามในขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยอะไรที่จะเป็นตัวช่วยผลักดันให้สินค้าในภาพรวมขึ้นราคา เพราะนอกจากเศรษฐกิจโลกยังไม่ดีแล้วพบว่าราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับที่ไม่สูง ขณะที่การปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคขนส่งให้เท่ากับภาคครัวเรือนนั้นคงไม่ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้ามากนัก นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่รมว.พาณิชย์เชิญสภาหอฯ หารือสถานการณ์ราคาสินค้าว่า สถานการณ์ราคาสินค้าน่าจะอยู่ในระดับทรงตัวได้อีก 5-6 เดือนหรือปลายไตรมาสที่ 1 ของปี 58 เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณอะไรที่จะบ่งบอกว่าจะเป็นปัจจัยให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในภาพรวมปรับขึ้นราคาหรือมีต้นทุนสูง ดังนั้นถือเป็นโชคดีของรัฐบาลที่ไม่ต้องมานั่งแก้ปัญหาเรื่องนี้มากนัก สำหรับในส่วนของสินค้าประเภทอาหารก็ยังพบว่าราคาทรงๆเช่นกันจากวัตถุดิบราคาสินค้ายังอยู่ในระดับต่ำประกอบกับราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในไทยไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรจึงไม่กระทบต่อต้นทุนการขนส่งแต่หากเกิน 30 บาทต่อลิตรเมื่อไหร่ก็จะกระทบต่อราคาสินค้าเช่นกัน นอกจากนี้ยังพบว่าผลกระทบจากภัยแล้งและน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาแม้จะมีผลต่อการผลิตสินค้าเกษตรให้เสียหายในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่มากนักและที่สำคัญทั้ง 2 เหตุการณ์ก็ผ่านพ้นไปได้ดี