ร.อ.สุวิพันธุ์ ดิษยมณฑล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯ และ 14 สมาคมอุตสาหกรรมแฟชั่นและเครื่องหนังไทย มีความพร้อมจัดงานงานแสดงสินค้าแฟชั่นและงานแสดงสินค้าเครื่องหนัง ครั้งที่ 33 หรือ BIFF&BIL 2015ระหว่างวันที่ 11-15 มี.ค. 58 โดยชูภาพลักษณ์ใหม่และคอนเซ็ปท์ใหม่ให้มีความเป็นสากลและทันสมัย เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายธุรกิจด้วยดีไซน์ เพื่อเพิ่มโอกาสต่อยอดทางธุรกิจของผู้ประกอบการในด้านอุตสาหกรรมแฟชั่นและเครื่องหนังไทยให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น“ด้านการประชาสัมพันธ์ กรมฯปรับแผนเชิงรุกมากขึ้น โดยจัดโรดโชว์ไปเชิญผู้ซื้อในต่างประเทศ โดยผ่านช่องทางสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศของกรมฯกว่า 60 แห่งทั่วโลกแล้ว เน้นเชิญกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย รายประเทศทั้งประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงจีน, เกาหลี, ญี่ปุ่น, อินเดีย, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ หรือ ตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ ตะวันออกกลาง รัสเซีย เป็นต้น สำหรับการจัดโซนใหม่ในงานจะแบ่งเป็น 4 โซนหลักตามสไตล์ของแฟชั่น ได้แก่สินค้าแฟชั่น เครื่องหนังที่เป็นทางการ, สินค้าแฟชั่น เครื่องหนังลำลอง, สินค้าแฟชั่นเครื่องหนังสไตล์เอกลักษณ์ของแต่ละประเทศ อาทิ ผ้าไหม สิ่งทอ และสินค้าพื้นเมือง และกลุ่มสินค้าวัตถุดิบ เส้นใยสิ่งทอ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ วัสดุตกแต่ง เครื่องจักร เคมีภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าแฟชั่นทุกชนิด ร.อ.สุวิพันธุ์ กล่าวถึงความสำเร็จของการจัดงานในครั้งที่ผ่านมาว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องหนัง เป็นอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญของประเทศไทย ในช่วงครึ่งแรกของปี 57 ขยายตัว 3.6% ส่วนแนวโน้มการส่งออกช่วงครึ่งปีหลัง 57 คาดว่าจะขยายตัวได้ 5% ซึ่งการสนับสนุนผลักดันอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง และการจัดงานแสดงสินค้าในประเทศให้ได้มาตรฐานสากลเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการสนับสนุนผู้ประกอบการ พร้อมทั้งสร้างโอกาสให้ผู้ส่งออกรายใหม่และรายย่อยให้สามารถค้าขายกับต่างประเทศได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเดินทางไปต่างประเทศ“การจัดงานครั้งที่ผ่านมาแม้จะเกิดขึ้นระหว่างที่ประเทศไทยมีเหตุการณ์ความไม่สงบ แต่ผู้แสดงสินค้าก็พร้อมใจกันเข้าร่วมงานอย่างเต็มที่จำนวน 434 บริษัท 717 คูหา ในส่วนของผู้เข้าชมงานนั้นพบว่ามีผู้ซื้อที่ตั้งใจมาซื้อจริงมากเกินความคาดหมายและมีการสั่งซื้อทันทีและมีผลสั่งซื้อตามมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ในวันเจรจาธุรกิจมีผู้เข้าชมงาน 6,602 คน โดย 5 อันดับของประเทศที่เดินทางมาชมงานมากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ เป็นต้น”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยพร้อมจัดงาน BIFF&BIL 2015
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายยุทธชัย สุนทรรัตนเวช นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศ (สทน.) เปิดเผยว่า ต้องการให้รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กำหนดมาตรการกระตุ้นการเดินทางของกลุ่มไทยเที่ยวไทยให้มากขึ้นด้วยการโฆษณา ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้และทำให้เกิดการเดินทางซึ่งในระยะยาว หากจำนวนคนไทยเที่ยวไทย เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก็จะช่วยสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย สู่สายตาชาวต่างชาติ และหลังจากนั้น นักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะเกิดความมั่นใจและเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกันทั้งนี้แนวทางในการกระตุ้นหลักๆ ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียจะอาศัย สื่อต่างๆ เช่น เฟสบุ๊ค ยูทิวป์ ด้วยการใส่โฆษณาโปรโมทการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะขณะนี้ในยูทิวป์มีการขายโฆษณาก่อนเข้าชมวิดีโอต่างๆ ก็น่าจะเป็นการแนะนำแหล่งท่องเที่ยวในไทยได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะประหยัดงบกว่าการโฆษณาประชาสัมพันธ์บางรูปแบบด้วย “จากการได้เข้าฟังการแถลงนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวของ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาแล้วถือว่ารมว.มีนโยบายต่างๆ ที่น่าสนใจเยอะ แต่จริงๆ แล้วหากมองให้ลึกลงไป ด้านการทำตลาดกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนนักเพราะจริงๆ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมาจาก สองทาง คือ ทั้งต่างชาติมาเที่ยวไทย และ คนไทยเที่ยวไทยด้วยกันเอง หลังจากนี้ก็อยากจะเห็นมาตรการที่ชัดเจนด้านการท่องเที่ยวในประเทศบ้าง”
นายกิติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปี 57 นี้ บริษัทได้สำรวจการซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดินใจกลางเมืองในเขตกรุงเทพฯ พบว่ามีราคาสูงสุดใน 3 ทำเล หรือราคาตารางวาละ 1.3-1.8 ล้านบาท ส่วนใหญ่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซื้อไปพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวสูง หรือคอนโดมิเนียมเป็นหลัก โดยราคาซื้อขายเปลี่ยนมือที่สูงทั้งหมดนี้ เป็นผลมาจากอิทธิพลของรถไฟฟ้า โดยเฉพาะในโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ส่งผลให้ราคาที่ดินปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 8-20% “ช่วงครึ่งแรกที่ผ่านมา แม้จะมีปัญหาทางการเมือง แต่ก็พบว่ามีธุรกรรมการซื้อขายที่ดินในราคาสูงในย่านใจกลางกรุงเทพฯ และแต่ละปี ราคาซื้อขายที่ดินจริงในย่านศูนย์กลางธุรกิจ ทำสถิติใหม่สูงสุดตลอด โดยเฉพาะทำเลที่รถไฟฟ้าผ่าน โดยปีที่ผ่านมา ราคาที่ดินในซอยสุขุมวิท 24 ทำสถิติซื้อขายสูงสุดตารางวาละ 2 ล้านบาทต่อตารางวา” สำหรับทั้ง 3 แปลงที่สูงสุดดังกล่าวนั้น แปลงแรกคือ ที่ดินเปล่าติดรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีนานา ริมถนนสุขุมวิทซอย 6 ขนาด 3-4 ไร่ ซึ่งผู้ซื้อไปคือบริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ในราคาซื้อขายสูงสุดตารางวาละ 1.8 ล้านบาท ขณะที่ปี 56 ในย่านนั้น มีการซื้อขายตารางวาละ 1.6 ล้านบาท ขณะที่ราคาประเมินของราชการตารางวาละ 4.45 แสนบาทเท่านั้น ส่วนแปลงที่ 2 คือที่ดินย่านสุขุมวิท 36 ขนาด 7 ไร่ โดยบริษัท เฟรเกรนท์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซื้อไปในราคาขายตารางวาละ 1.3 ล้านบาท มีราคาประเมินเพียงตารางวาละ 3.9 แสนบาท แปลงที่ 3 อยู่ในซอยศาลาแดง ขนาด 1 ไร่กว่าใกล้อาคารอื้อจือเหลียง บริษัท เอสซีแอสเสท จำกัด (มหาชน) ซื้อไปในราคาตารางวาละ 1.5 ล้านบาท ราคาประเมินจากราชการตารางวาละ 6.5 -8.5 แสนบาท โดยแปลงในซอยสุขุมวิท 24 ที่โครงการพาร์ค 24 ซื้อไปตารางวาละ 2 ล้านบาทนั้น ถือว่าเป็นราคาซื้อขายในตลาดที่สูงสุด แต่เป็นการซื้อเพื่อเปิดทางเข้าออกโครงการไม่ใช่ราคาโดยทั่วไป ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าในอนาคต ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเปลี่ยนแปลงไป หรือสู่ยุคที่เรียกว่า เรียล เอสเตส ซีซั่น เชนจ์ ซึ่งจะมีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นบนทำเลสำคัญ สะท้อนภาพการลงทุนของกลุ่มทุนอสังหาฯ ที่กลุ่มทุนใหญ่ จะร่วมมือกันลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนชาวจีน ที่ปัจจุบันเข้ามาติดต่อขอร่วมลงทุนกับบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในลักษณะผสมผสานการลงทุนรับ กับตลาดและโอกาศทางธุรกิจในอนาคต ทั้งการค้าปลีก อาคารสำนักงาน โรงแรม และที่อยู่อาศัยในพื้นที่เดียวกัน ส่วนทำเลยอดนิยมของคอนโดฯ ปัจจุบันและอนาคตอีกใน 4 ปีข้างหน้า ยังคงเป็นย่านทองหล่อ-เอกมัย ที่บางแปลงซื้อขายกันถึงตารางวาละ 1.2-1.8 ล้านบาท รองลงมาคือพญาไท พหลโยธิน สนามเป้า สะพานควาย ซื้อขายกันตารางวาละ 7.5-8.5 แสนบาท และทำเลที่ 3 คือ สาทร ศาลาแดง สวนพลู ซื้อขายเปลี่ยนมือกันตารางวาละ 8 แสนถึง 1 ล้านบาท และอันดับที่ 4 คือห้าแยกลาดพร้าว-จุดตัดรัชดาภิเษก ซื้อขายกันตารางวาละ 3.5-5.5 แสนบาท