ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (12 ก.ย.) ดัชนีเคลื่อนไหวผันผวนสลับบวกลบตลอดช่วงเช้า โดยมีแรงซื้อเก็งกำไรเป็นระยะเพื่อรอการแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันนี้ ซึ่งขณะเดียวกันปัญหาความขัดแย้งในต่างประเทศกดดันบรรยากาศการลงทุนปรับตัวได้ในกรอบจำกัด แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนรอให้น้ำหนักกับการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐเรื่องแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้าเป็นสำคัญ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าที่ 1,575.42 จุด ลดลง 5.45 จุด หรือ 0.34% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 24,167.02 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยภาคเช้าปิดตลาดลบ 5.45 จุด
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้สรุปรายละเอียดการปฏิรูปภาษีให้นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง รับทราบแล้ว โดยเรื่องการลดหย่อนภาษีการลงทุนกองทุนหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ที่หมดสิทธิประโยชน์ในปี 59 นั้น จะไม่เสนอต่ออายุ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องให้การยกเลิกภาษีให้กับคนรวย แต่ส่วนของการลงทุนในกองทุนหุ้นเพื่อการเกษียณอายุ (แอลทีเอฟ) ยังคงให้มีต่อไป เนื่องจากถือว่าเป็นการส่งเสริมการออก ให้ผู้ลงทุนมีเงินเพื่อการดำรงชีพหลังอายุครบ 55 ปีขณะที่ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นเรื่องที่ทาง สศค. ได้ผลักดันมาเป็นเวลานาน และ รมว.คลัง ได้ให้นโยบายว่า การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในระยะเริ่มต้นให้ในเก็บในอัตราต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อไม่ให้กระทบกับชาวบ้านและผู้มีรายได้น้อย โดยมีเป้าหมาย เพื่อเก็บภาษีกับผู้ที่มีรายได้มากและทิ้งให้รกล้างว่างเปล่า โดยการเก็บภาษีจะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลกลางมีภาระส่งเงินอุดหนุนให้กับท้องถิ่นน้อยลง สามารถนำไปใช้เพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้น
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อแก้ปัญหาหนี้ในโครงการจำนำข้าวที่ยังค้างอยู่ถึง 700,000 ล้านบาท ซึ่งเกินกรอบตามมติครม.ของรัฐบาลชุดก่อน ที่กำหนดไว้สิ้นปี 57 ไม่ให้เกินวงเงินหนี้ 500,000 ล้านบาท ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่รัฐบาลจะแถลงกับสภานิติบัญญัติ (สนช.) วันที่ 12 ก.ย.นี้ ทั้งนี้ แนวทางการลดหนี้จำนำข้าว มีอยู่ 2 แนวทาง แบ่งเป็น การให้กระทรวงพาณิชย์เร่งระบายข้าวภายหลังจากดำเนินการตรวจสต๊อกข้าวเป็นเรียบร้อยแล้ว และอีกแนวทางหนึ่งทางสำนักงบประมาณได้ตั้งงบประมาณปี 58 ให้กับ ธ.ก.ส. 80,000 ล้านบาท โดยจำนวนนี้กว่า 70,000 ล้านบาท เป็นการใช้หนี้ในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้ขยายเวลากรอบการลดหนี้ในโครงการจำนำข้าวให้เหลือ 500,000 ล้านบาท ภายในวันที่ 31 ธ.ค.57 ไปเป็น 30 ก.ย.58 เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถระบายข้าวมาใช้หนี้ได้ เพราะรัฐบาลกำลังตรวจสต๊อกข้าวและคุณภาพที่แท้จริงให้แล้วเสร็จทั้งหมดก่อนถึงจะระบายขายข้าวได้ สำหรับหนี้ในโครงการจำนำข้าว 700,000 ล้านบาทนั้น มีส่วน 2 ส่วนที่สำคัญ คือก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งจะเป็นหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำเงินกู้ให้ ธ.ก.ส. วงเงิน 410,000 ล้านบาท และเงินสภาพคล่องของ ธ.ก.ส. 90,000 ล้านบาท และภายหลัง คสช .เข้ามาบริหารได้สั่งให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้ ธ.ก.ส. อีกประมาณ 200,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายหนี้จำนำข้าวให้กับชาวนาที่รอเงินมาเป็นแวลานาน