นางสาวนภัสร กิตะพาณิชย์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายการเงินและบัญชี บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เปิดเผยว่า ปีนี้ บริษัทมีแนวโน้มการขายเครื่องยนต์ทางการเกษตร หรือคูโบต้า เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ คาดว่าจะสามารถขายได้ 72,000 คัน จากปีก่อนอยู่ที่ 65,000 คัน และคาดว่าปีหน้านจะเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 15% เนื่องจากเกษตรกรมีรายได้มากขึ้นอย่างไรก็ดี ในส่วนของบริษัทโดยภาพรวม คาดว่าปีนี้จะมีรายได้ลดลง 10% จากปีก่อนที่มีรายได้ 9,346.87 ล้านบาท เนื่องจากการบริโภคสินค้าคงทนในประเทศชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้ยังเชื่อมั่นว่าในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มฟื้นตัวเพิ่มมากขึ้นตาม อุตสาหกรรมรถยนต์ในระยะต่อไป"ปีนี้ธุรกิจอุตสาหกรรมรถยนต์ได้ รับผลกระทบในหลายด้าน แต่ประเมินว่ารายได้ในปีหน้าอาจกลับมาเติบโตได้ถึง 5-7% และมียอดผลิตรถยนต์ทั้งอุตสาหกรรมอยู่ที่ 2.2 ล้านคัน จากการบริโภคภายในประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว"อย่างไรก็ดี บริษัทมีแผนสร้างโรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เพิ่มเติมอีก 1 โรงงาน ในต่างประเทศ โดยประเมินจากประเทศที่มีการส่งออกของบริษัทเป็นหลัก ได้แก่ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย และแอฟริกาใต้ และคาดว่าใช้งบลงทุน 400-500 ล้านบาท สิ้นปีนี้น่าจะได้ข้อสรุปเรื่องดังกล่าวด้านนายรัฐวัฒน์ ศุขสายชล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซังโกะ ไดคาซติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ ยังคงอยู่ในช่วงขาลง ทำให้ยอดคำสั่งซื้อสินค้ายังอยู่ในระดับต่ำ แต่บริษัทมีมาตรการบริหารต้นทุนด้านพลังงานและการผลิต ซึ่งคาดว่าปีนี้บริษัทจะมีผลขาดทุนลดลงจากปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 14.58 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดขายคูโบต้ายังดีต่อเนื่อง
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นางสาลินี วังตาล ประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เปิดเผยว่า ธพว.ได้ออก ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ 9 เมนู คืนความสุขเอสเอ็มอี วงเงินรวมทั้งหมด 19,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการรายย่อยได้ 10,000 – 20,000 ราย โดยมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่หลากหลาย ตอบสนองผู้ประกอบการรายใหม่ และดูแลลูกค้าเดิมของธนาคาร ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจ มีเงินทุนหมุนเวียน ลงทุน ปรับปรุง พัฒนากิจการให้ดีขึ้น ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 ธ.ค.58“ธพว.ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหนุนนโยบายรัฐบาล ชูบทบาทสถาบันการเงินหลัก เพื่อการพัฒนาของประเทศ พลิกฟื้นธุรกิจรายย่อย โดยออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อ 9 เมนูดังกล่าว เพื่อตอบสนองผู้ประกอบการในทุกภาคธุรกิจ เพื่อเริ่มต้น ขยาย หรือปรับปรุงกิจการ ด้วยหลากหลายผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร 28 หน่วยงาน เพื่อช่วยเหลือด้านเงินทุน”ทั้งนี้ ธพว.จะให้บริการปรึกษาแนะนำ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี ให้กู้เงินมาดำเนินธุรกิจให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินให้ลูกค้าเดิมให้มากขึ้น โดยจะเดินสาย 4 ภาคทั่วประเทศ ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา อุดรธานี เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่ ใช้บริการสินเชื่อทั้ง 9 เมนูคืนความสุข ได้โดยตรงสำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มีหลายรูปแบบที่ตอบสนองรายใหม่ และลูกค้าเดิมที่ต้องการต่อยอดธุรกิจ เป็นทุนหมุนเวียน ปรับปรุงและพัฒนากิจการให้ดีขึ้น ได้แก่ สินเชื่อโอท็อป กู้ได้สูงสุด 1 ล้านบาท ปลอดเงินต้นสูงสุด 1 ปี, สินเชื่อซื้อสถานประกอบการ กู้ได้สูงสุด 15 ล้านบาท นาน 15 ปี ปลอดเงินต้น 15 เดือน ดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ -1% ต่อปีช่วง 3 ปีแรก, สินเชื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิต ให้กู้ 5 ล้านบาทต่อราย ปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 1 ปี พิเศษรับคำปรึกษาแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญฟรีนอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อลงทุนโครงการที่ตามแผนยุทธศาสตร์กระทรวงอุตสาหกรรม กู้ได้สูงสุด 15 ล้านบาท, สินเชื่อ สไมล์ แฟคเตอริง สำหรับลูกหนี้การค้าที่รับโอนสิทธิ์จากภาครัฐ, สินเชื่อ เอ็กซ์ตร้า เอสเอ็มอี ให้ลูกค้าเดิมกู้ รวมลูกค้าไม่มีหลักประกัน กู้เพิ่มได้สูงสุด 5 ล้านบาท ใช้เพียง บสย. ค้ำประกัน, สินเชื่อ แฮปปี้ โลน กู้ได้สูงสุด 120% ของมูลค่าหลักประกัน, สินเชื่อสำหรับลูกค้าชั้นดี และสินเชื่อแฟคเตอริง เปลี่ยนลูกหนี้การค้าภาคเอกชนให้เป็นเงินสด
นายอัษฌไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมฯจะประชุมใหญ่ร่วมกับแพทยสภา เพื่อสรุปข้อกำหนด 10 กลุ่มเสี่ยงต้องห้ามในการขอรับใบอนุญาตขับขี่ วันที่ 29 ก.ย.นี้ และหลังจากนั้นจะแถลงข่าว เพื่อระบุรายละเอียดระดับความรุนแรงของ 10 กลุ่มเสี่ยง ที่ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ ก่อนขอทำใบขับขี่ทันที ถัดไป กรมฯจะพิจารณาออกเป็นกฎหมายเพื่อประกาศใช้โดยเร็ว"ยอมรับว่าแนวทางนี้อาจได้รับกระแสต่อต้านจากบางกลุ่ม ที่ไม่ได้รับใบขับขี่ เพราะเพิ่มความยุ่งยาก รวมถึงบางคน หากมีอาการรุนแรงมาก ก็ไม่สามารถทำใบขับขี่ได้ แต่เชื่อว่าระยะยาวจะเป็นผลดี ช่วยลดอุบัติเหตุ สร้างความปลอดภัยการใช้รถใช้ถนนได้มากกว่า เพราะแนวทางเหล่านี้ จะช่วยยกระดับมาตรฐานการทำใบขับขี่ให้สูงขึ้น ต่างจากเดิมที่กำหนดให้เฉพาะโรคที่น่ารังเกียจเท่านั้น”ด้าน พล.อ.ต. อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการคณะอนุกรรมการกำหนดมาตรฐานสุขภาพสำหรับใบอนุญาตขับขี่ใหม่ กล่าวว่า เบื้องต้นเห็นตรงกันว่าใบตรวจสุขภาพเดิม ไม่เกิดประโยชน์ที่จะป้องกันการเกิดอุบัติเหตุได้ จึงต้องกำหนดมาตรฐานใหม่ เพิ่ม 10 กลุ่มเสี่ยง คาดจะมีผลบังคับใช้ได้เร็วสุดในต้นปี 58 โดยจะออกประกาศให้ผู้ขอรับใบอนุญาตขับขี่ต้องรับรองตัวเอง ว่าไม่มีโรคเสี่ยงก่อน ส่วนการเพิ่มบทลงโทษนั้น จะต้องทำผ่านการออกประกาศกฎกระทรวง หรือผ่านการแก้ไข พ.ร.บ.การขนส่ง“ในการตรวจสุขภาพ ผู้ที่มีอาการปกติไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะไม่มีปัญหาในการทำใบขับขี่ แต่หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะแบ่งระดับความรุนแรงว่าเป็นผู้ป่วยที่ขับรถได้หรือไม่ใน 3 ระดับ เช่น เคยป่วย และรักษาอาหารหายแล้ว หรือรับประทานยาตามแพทย์สั่งโดยไม่ปรากฏอาการ ผู้ป่วยที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่น ผู้ที่เคยป่วยเป็นโรคชมชัก แต่ไม่แสดงอาการนานกว่า 2 ปี หรือผู้ป่วยโรคหัวใจที่ผ่านการรักษาดูแล จนไม่แสดงอาการ และผู้ป่วยไม่ควรได้รับใบอนุญาตขับขี่ มีโรค หรือผู้อาการตามข้อห้ามทั้ง 10 กลุ่มเสี่ยง หรืออยู่ในระยะแสดงอาการเกิดความไม่ปลอดภัยในการขับรถได้ อาจต้องมีการห้าม เพราะถือว่ามีความเสี่ยงอยู่”ส่วนกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตขับขี่ ปกปิดข้อมูล หรือให้ข้อมูลอันเป็นเท็จนั้น จะต้องกำหนดบทลงโทษ เพื่อให้ไม่มีคนกล้ากระทำผิด รวมทั้งอาจขยายผลไปยังบริษัทประกัน ไม่ให้รับประกันผู้ขับขี่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ด้วย ดังนั้นในการประชุมร่วม 3 ฝ่าย ในวันที่ 29 ก.ย.นี้ จะเชิญผู้ขับขี่รถที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือด้วย