นายนพรัตน์ เมธาวีกุลชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็ป) เปิดเผยว่า ทีเส็ปได้ออกแคมเปญการตลาด ชื่อโครงการ มีทติ้ง โบนัส เพื่อกระตุ้นการเดินทางในกลุ่มการประชุม และการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล ให้เดินทางมายังประเทศไทย เนื่องจากเห็นว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพด้านการใช้จ่ายมากกว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 2 เท่า รวมยังมีสัดส่วนในการสร้างรายได้ในกลุ่มการจัดประชุมและนิทรรศการ (ไมซ์) ถึง 82% จากปี 56 ที่ผ่านมาในแคมเปญดังกล่าว จะกำหนดเงื่อนไข คือ นักเดินทางจากต่างประเทศ ต้องเดินทางมาตั้งแต่ 200-1,000 คนขึ้นไป โดยต้องพำนักในไทยอย่างน้อย 3 คืนขึ้นไป ต้องมีนักเดินทางเข้าไทยตั้งแต่ 200-1,000 คน ซึ่งทีเส็ปจะสนับสนุนการเงินมูลค่า ตั้งแต่ 1 แสน-1 ล้านบาท โดยเงินสนับสนุน 1 ล้านบาท ต้องมีนักเดินทางตั้งแต่ 1,000 คนขึ้นไป ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันนี้-เดือน มิ.ย.58 นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้กลุ่มผู้ร่วมประชุม ตั้งแต่ 30-300 คนขึ้นไป ได้รับของที่ระลึกจาก ทีเส็ป ,รับบริการ ฟาสต์ แทร็ค และ การสนับสนุนการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ในด้านงบประมาณด้วย“ต้องยอมรับว่า กลุ่มการจัดประชุมพร้อมการท่องเที่ยว เป็นกลุ่มที่นิยมเดินทางมาไทยมาก โดยเฉพาะจากจีน และ มาเลเซีย ในแผนปี 58 จึงต้องเน้นการดึงตลาดนำลูกค้ากลุ่มนี้เข้ามาในไทยให้ได้มากที่สุด โดยหลังจากนี้ จะเดินหน้าเข้าร่วมงานเทรดโชว์ด้านการประชุมและการท่องเที่ยว ในต่างประเทศ 7 งาน เตรียมนำผู้ประกอบการไมซ์เดินสายโรดโชว์ใน 7 ประเทศด้วยเช่นกัน”อย่างไรก็ดี ในปี 58 ทีเส็ป จะเน้นการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ทั้งโรงแรม สายการบิน สมาคมต่างๆ เพื่อให้การจัดทำแผนการตลาดและส่งเสริมการขาย มีความสะดวก และ ได้รับผลตอบรับมากยิ่งขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ทีเส็ป” จัด “มีทติ้ง โบนัส”
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นางนลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรง เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวบริการส่งสินค้า (เดลิเวอร์รี่) ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เป็นครั้งแรกของบริษัท และธุรกิจขายตรงในไทย เพื่อขยายช่องทางการกระจายสินค้า กระตุ้นยอดขา ยและอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้ามากขึ้น พร้อมทั้งเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาที่สื่อสารข้อมูลบริการส่งสินค้าไปถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทั้งนักธุรกิจกิฟฟารีน และคนรุ่นใหม่ โดยดึงเจมส์ มาร์ มาร่วมแสดงด้วย โดยตั้งเป้าหมายสิ้นปีนี้จะมียอดขายจากช่องทางนี้ 30 ล้านบาท และเติบโตเป็นเท่าตัวในปีหน้า หรือมียอดขาย 100 ล้านบาท“บริษัทจะจัดส่งสินค้าฟรีเมื่อสั่งสินค้าครบ 900 บาท ทั่วประเทศไทย ไม่เว้นแม่แต่ 42 พื้นที่พิเศษ ที่ยากแก่การเข้าถึง เช่น บางอำเภอ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่าง เบตง ทำให้เข้าถึงลูกค้าบางคนที่เดิมไม่มีโอกาสที่จะสั่งสินค้า เพราะไกลจุดซื้อ สามารถหาซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น ยอดขายบริษัทก็เติบโตควบคู่กันไป”สำหรับภาพรวมรายได้ในปีนี้ คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี ที่ 5,500 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่มีรายได้ 5,800 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยครึ่งปีแรกมียอดขาย 3,500 ล้านบาท หรือติบลบ 9% แต่ด้วยกิจกรรมการตลาด รวมถึงการขยายช่องการจำหน่ายผ่านเดลิเวอร์รี่ เชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าหมายได้แน่นอนพร้อมกันนี้ คาดว่าปีหน้ารายได้จะกลับมาเติบโตปกติได้ที่ 10% หรือ 6,000 ล้านบาท เพราะเชื่อมั่นในภาพรวมสถานการณ์ในประเทศที่ฟื้นตัวขึ้นเป็นลำดับ เห็นได้จากยอดขายที่กลับมาเป็นปกติในเดือน มิ.ย. เป็นต้นมา แต่ทั้งนี้ หากเกิดวิกฤตทางธรรมชาติหรือน้ำท่วมอาจต้องทบทวนประมาณการรายได้ ใหม่อีกครั้ง
นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้ช่วยผู้อำนวยการ บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่นในเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า แผนตลาดในช่วง 4 เดือนสุดท้าย บริษัทนำสินค้าแฟชั่นกว่า 60 ยี่ห้อ มาทำโปรโมชั่นลดราคาร่วมกัน เพื่อกระตุ้นรายได้ คาดว่าทั้งปีนี้มีรายได้ 13,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา รายได้ติดลบ 8-9% เนื่องจากช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.กำลังซื้อผู้บริโภคเริ่มกลับ มาทำให้ยอดขายยอดขายเริ่มฟื้นได้บ้าง“ส่วนภาพรวมการแข่งขันธุรกิจสินค้าแฟชั่น คาดว่าจะลดความร้อนแรง มีการทำโปรโมชั่นลดลง เพราะเป็นช่วงไฮซีซั่น ผู้บริโภคมีอารมณ์จับจ่ายใช้สอย แตกต่างจากเมื่อ 6 เดือนแรกที่ผ่านมา ทุกแบรนด์ทำสงครามโปรโมชั่นรุนแรง เพื่อกระตุ้นยอดขาย และทั้งปีประเมินว่าตลาดจะไม่เติบโต อีกทั้งยังห่วงเรื่องน้ำท่วมในต่างจังหวัด และยิ่งจะทำให้กำลังซื้อลูกค้ากลุ่มนี้หายไปในช่วงเวลาดังกล่าว”สำหรับแผนการตลาดของชุดชั้นในวาโก้โค้งสุดท้ายปีนี้ ล่าสุดทุ่มงบ 80 ล้านบาท เปิดตัวร้านค้ารูปแบบอินเตอร์แอคทีฟ 40 สาขา ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดภายในไตรมาส4 ปี 58 โดยภายในร้าน จะให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ภายในร้านพร้อมทั้งจัดส่งสินค้าให้ถึงบ้าน ก่อนหน้านี้ได้จัดจำหน่ายผ่านทีวีออนไลน์ ทำโปรโมชั่นและอยู่ระหว่างการศึกษาช่องทางขายใหม่ ๆ เช่น เข้าสู่ระบบขายตรง เป็นต้นทั้งนี้การขยายร้านค้าอินเตอร์แอคทีฟ บริษัทวางแผนเปิดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะทำให้ภาพลักษณ์วาโก้ทันสมัย ช่วยขยายฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่ 20-30 ปี จากปัจจุบันลูกค้าหลักอายุ 30 ปีขึ้นไป โดยสิ้นปีนี้ได้ตั้งเป้าหมายมีรายได้ผ่านช่องทางออนไลน์ สัดส่วน 5% หรือ 150 ล้านบาท และ 5 ปีข้างหน้า วางเป้าหมายขยายเพิ่มเป็น 10-20% เพราะเป็นช่องทางที่เติบโตสูง รวมถึงช่องทางทีวีสัดส่วน 10-15% จากปัจจุบันที่มียอดขายผ่านห้างสรรพสินค้า เป็นช่องทางสร้างรายได้หลักถึง 3,000 ล้านบาท สิ้นปีวาโก้คาดว่ารักษารายได้ 3,300 ล้านบาท หรือไม่เติบโต หลังจากครึ่งปีแรกรายได้ติดลบมากกว่า 5%“การขายแบบอินเตอร์แอคทีพได้เปิดประสบการณ์การซื้อชุดชั้นในของลูกค้าอีกทั้งยังขยายฐานให้กว้างขึ้น ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าได้ นอกจากนี้ในส่วนของตลาดรวมชุดชั้นในที่มีแบรนด์มีมูลค่า 8,000 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะทรงตัวและช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ยอดขายตลาดรวมติดลบ 5%”