ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)เปิดเผยว่า ในการประชุมคสช. เพื่อการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อเร็วๆนี้ ได้เห็นชอบแนวทางการแก้ปัญหาการขนส่งชายฝั่งทะเลตามมติของคณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.)โดยแนวทางการแก้ปัญหาระยะสั้น ได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมและการท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) เจรจากับผู้ประกอบการท่าเทียบเรือต่างๆ ภายในท่าเรือแหลมฉบังเพื่อให้แต่ละท่าเพิ่มช่องว่างให้เรือชายฝั่งสามารถเข้าเทียบท่าขนถ่ายสินค้าโดยตรงไปยังเรือสินค้าระหว่างประเทศได้เพื่อแก้ไขปัญหาความแออัดบริเวณหน้าท่าเรือ ขณะเดียวกันยังให้กทท.เร่งดำเนินโครงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังให้เป็นท่าเรือขนส่งอิเล็กทรอนิกส์(อี-พอร์ท) โดยระหว่างนี้ให้กทท.ประสานกับกรมศุลกากร เพื่ออำนวยความสะดวกการเข้า-ออกให้กับตู้สินค้าเรือชายฝั่งและยังให้กระทรวงการคลัง เร่งพิจารณาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนโครงการท่าเทียบเรือชายฝั่ง(ท่าเทียบเรือเอ) ที่ท่าเรือแหลมฉบังเพื่อให้กระทรวงคมนาคมสามารถเสนอโครงการดังกล่าว เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนได้โดยเร็วต่อไป ส่วนในระยะยาว ได้มอบหมายให้กทท.กำหนดพื้นที่สำหรับรองรับท่าเทียบเรือชายฝั่งในโครงการท่าเรือแหลมฉบังขั้นที่3 เพื่อรองรับการขยายตัวของตู้สินค้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้นและยังให้กระทรวงคมนาคมพิจารณารูปแบบการพัฒนาท่าเรือชายฝั่งอ่าวไทยเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพให้มีความทันสมัยและพิจารณาแนวทางเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างท่าเรือชายฝั่งและท่าเรือแหลมฉบังด้วย อย่างไรก็ตามเพื่อให้การพัฒนาระบบโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพและสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในภาพรวมเพิ่มขึ้นที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ร่วมกันจัดทำแผนพัฒนาการขนส่งสินค้าชายฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทยให้ครอบคลุมทั้งเรื่อง การพัฒนาท่าเรือ เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมและการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลักรวมทั้งใช้ประโยชน์จาการพัฒนาโครงการข่ายเชื่อมโยงกับท่าเรือของประเทศเพื่อนบ้านทั้ง เมียนมาร์ กัมพูชา และเวียดนามด้วย นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือกับภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาเช่น ร่วมลงทุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนหรือเข้ามาให้บริการที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมขนส่งทางน้ำ และบริการโลจิสติกส์รวมทั้งให้ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการเทคโนโลยีสาระสนเทศและการสื่อสารน้ำประปา พลังงาน และท่อสิงปิโตรเลียมหรือก๊าซธรรมชาติ จัดทำแผนพัฒนาโครงการข่ายการให้บริการดังกล่าวอีกทั้งยังให้กระทรวงคมนาคม กรมเจ้าท่า กระทรวงอุตสาหกรรมและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) แก้ปัญหาการบริหารจัดการและให้บริการท่าเรือขนถ่ายตู้สินค้าที่ท่าเรือมาบตาพุดด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไฟเขียวแก้ปัญหาขนส่งชายฝั่งแออัด
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า กรมฯได้รับจัดสรรงบประมาณปี58 ทั้งสิ้น 4,700 ล้านบาท โดยงบส่วนใหญ่เป็นโครงการการขุดลอกแม่น้ำและทะเลกว่า3,000 ล้านบาท เช่น แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน่าน ส่วนขุดลอกทะเลมีบริเวณปัตตานี ประจวบคีรีขันธ์เพื่อเป็นการเพิ่มความลึกของร่องน้ำ ให้การเดินเรือขนส่งสินค้าสะดวกยิ่งขึ้น งบที่เหลือจะเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและทำเขื่อนป้องกันตลิ่งในพื้นที่ต่างจังหวัด เช่น เชียงราย สุโขทัย พิษณุโลกอุบลราชธานี วงเงินรวม 45 ล้านบาท งบพัฒนาสนับสนุนโลจิสติกส์ เช่นทำเขื่อนป้องกันตลิ่งบริเวณแม่น้ำป่าสัก อีก 365 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีงบป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ380 ล้านบาท สำหรับอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเรือโดยสารของประชาชน เช่นบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา โดยงบประมาณดังกล่าวจะต้องทำสัญญาหาผู้รับจ้างได้ภายในสิ้นปี57 ไม่น้อยกว่า 35% และจะทยอยเบิกจ่ายงบประมาณได้ตั้งแต่เดือนม.ค.58 เป็นต้นไป นายจุฬากล่าวว่าในส่วนของท่าเทียบเรือชายฝั่งนั้น อยู่ระหว่างศึกษาออกแบบท่าเทียบเรือชายฝั่งจ.ชุมพร ซึ่งคาดว่าจะศึกษาแล้วเสร็จปีหน้า และหากทำได้จะช่วยการขนส่งสินค้าเพิ่มสูงขึ้นโดยสินค้าที่น่าจะมีการขนส่งผ่านท่าเรือ เช่น น้ำมันปาล์ม อาหารทะเลในส่วนของท่าเทียบเรือชายฝั่งบริเวณท่าเรือแหลมฉบังนั้นอยู่ระหว่างเจรจาหาพื้นที่ที่เหมาะสมเนื่องจากพื้นที่บริเวณท่าเรือแหลมฉบังได้ให้สัมปทานไปหมดแล้ว สำหรับการบริหารสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องลาดกระบัง (ไอซีดีลาดกระบัง) ขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.)อยู่ระหว่างจัดทำร่างทีโออาร์เพื่อใช้ประกวดราคาหาเอกชนรายใหม่เข้ามารับสัมปทานให้จบในเดือนต.ค.นี้ จากนั้นจะเสนอให้ครม.พิจารณาและคาดว่าจะได้เอกชนเข้ามาบริหารไอซีดีลาดกระบังภายในสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตามร.ฟ.ท.ยังยืนยันในหลักการดำเนินการโดยผู้เข้ารับสัมปทานจะต้องคิดค่าจ้างบริหารจัดการกับผู้ที่เข้ามาใช้บริการในราคาต่ำเพื่อดึงดูดให้มีผู้เข้ามาใช้บริการในไอซีดีลาดกระบังมากขึ้น
นายพรสุทธิ ทองสาดหัวหน้าสำนักงานประจำการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยถึงเหตุรถไฟขบวนที่ 384ฉะเชิงเทรา – กทม. เลขข้างรถ 1251 ชนคนเสียชีวิต บริเวณแยกยมราช ถนนเพชรบุรีแขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. ว่า เมื่อเวลา 7.35น. วันที่ 8 ก.ย.57 ได้รับแจ้งมีผู้หญิงกำลังข้ามทางรถไฟและถูกรถไฟชนเสียชีวิตคาที่หลังจากนั้นได้หยุดขบวนรถไฟเพื่อรอเจ้าหน้าที่มาเก็บศพผู้เสียชีวิต โดยใช้เวลา 20นาทีก่อนมุ่งหน้าถึงสถานีหัวลำโพงประมาณ 8.00 น. ซึ่งขณะนี้รถไฟเปิดให้บริการปกติในทุกเส้นทาง ทั้งนี้ถือเป็นเรื่องสุดวิสัย และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รถไฟได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎระเบียบที่วางไว้ถูกต้องโดยก่อนวิ่งผ่านตามจุดตัดถนน ได้มีการนำเครื่องกั้นลงและเปิดสัญญาณไฟเตือนแล้วขณะที่พนักงานขับรถไฟ ก็มีการขอสัญญาณก่อนเริ่มเดินรถ และขับรถด้วยความเร็วไม่ถึง30 กม.ต่อชั่วโมงเท่านั้น แต่คาดว่าผู้เสียชีวิตคงไม่ทันระวังเห็นรถไฟที่มาเพราะช่วงนั้นเป็นทางโค้งพอดี ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้การรถไฟฯ จะไปแจ้งความที่สน.พญาไท ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงให้พนักงานขับรถไปให้การกับตำรวจเพิ่มเติมซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนปกติ “ผมและคนรถไฟรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้เลยแต่ตามกฎระเบียบ ร.ฟ.ท. จะต้องไปแจ้งความ แต่คงไม่มีการดำเนินการเอาผิด หรือเปรียบเทียบปรับกับผู้เสียชีวิตแม้ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ระบุว่าบุคคล หรือรถยนต์ที่เข้าไปกีดขวางเส้นทางรถไฟวิ่งผ่านจะมีความผิดก็ตาม ขณะเดียวกันญาติผู้เสียชีวิตสามารถเข้ามายื่นขอรับความอนุเคราะห์จาก ร.ฟ.ท.ได้ ซึ่งการรถไฟฯจะพิจารณาช่วยเหลือให้ตามหลักมนุษยธรรม”