นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนา ยุทธศาสตร์สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1 “บิสิเนส รีฟอร์ม ทู มูฟฟอร์วาร์ด” ว่า มาตรการเร่งด่วนที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ เน้นเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากเป็นกำลังซื้อหลักของตลาดในประเทศ ซึ่งหากมีมาตรการกระตุ้นอย่างเหมาะสมจะทำให้ตลาดเติบโตขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องร่วมมือกับภาคเอกชนในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยเนื่องจากในปี57 ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันประเทศต่าง ๆ ของโลก ของ สถาบันการจัดการนานาชาติ(ไอเอ็มดี) ประเทศไทยอยู่อันดับที่29 ลดลงจากปีก่อนที่อยู่อันดับที่ 27 เพราะปัญหาความไม่สงบทางการเมืองในช่วงต้นปีที่ผ่านมาแต่หลังจากที่มีรัฐบาล และได้มีการจัดการกับปัญหาทางการเมืองให้สงบลงรวมทั้งมีตารางเวลาในการปฏิรูปการค้า และประเทศที่ชัดเจนเพื่อนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง เชื่อว่าทุกอย่างก็จะกลับมาดีขึ้น ป็นพื้นฐานที่ดี มากกว่าตัวเลขการเติบโต เพราะอาจจะเติบโตอย่างไม่มั่นคงได้” สำหรับโอกาสในสินค้าเกษตร ไทยยังได้เปรียบคู่แข่งเพราะมีพื้นที่ทางการเกษตรมากที่สุด ซึ่งภาคเอกชนต้องทำงานร่วมกับเกษตรกรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร และยกระดับห่วงโซ่การผลิตเพื่อเพิ่มคุณภาพสินค้าออกสู่ตลาดส่วนปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ยังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นและตอนนี้สถานการณ์ก็บรรเทาลงแล้ว นายกลินท์ สารสิน กรรมการเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาหอการค้าฯ จะระดมความคิดเห็นจากภาคเอกชนเพื่อจัดทำเป็นยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปภาคธุรกิจ ทั้งยุทธศาสตร์ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจไอซีที และดิจิติลรวมถึง ยุทธศาสตร์กลุ่มธุรกิจเกษตร อาหาร และเกษตรพลังงาน และยุทธศาสตร์กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ก่อนสรุปเป็นแผน เพื่อเสนอเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนหรือ กรอ. ต่อไป “การเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศในทิศทางที่ดีขึ้นและเชื่อว่าจะส่งเสริมให้เศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้มีทิศทางที่ดีขึ้นได้ เบื้องต้นมองว่านโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการเป็นลำดับต้นๆคือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนโดยเฉพาะการปรับปรุงสาธารณูปโภคด่านการค้าชายแดนซึ่งจะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หอฯแนะรัฐเร่งเบิกจ่าย-สร้างรายได้เกษตรกร
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (8ก.ย.) ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นเคลื่อนไหวในแดนบวกคึกคักตลอดช่วงเช้า เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)มีแนวโน้มจะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด หลังจากอัตราการจ้างงานนอกภาคการเกษตรยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ประกอบกับปัจจัยในประเทศมีแรงซื้อเก็งกำไรจากความคาดหวังด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจและการยกเลิกกฏอัยการศึกบางพื้นที่ในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกในวันพรุ่งนี้(9ก.ย.) ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าที่ 1,588.21 จุดเพิ่มขึ้น 3.89 จุด หรือ 0.25 % ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 24,110.23 ล้านบาท
นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 ก.ย.นี้ กรมการขนส่งทางบก จะประชุมร่วมกับตัวแทนแพทยสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดคุณสมบัติเพิ่มเติมในการทำใบขับขี่ โดยจะเพิ่มกลุ่มภาวะเสี่ยงต่อการขับรถอีก 10 อาการ จากกฎหมายเดิมที่กำหนดอาการต้องห้ามในการขับขี่รถยนต์เพียง 5 ประเภท คือ ต้องไม่เป็นโรคติดต่อเป็นที่รังเกียจ เช่น โรคเท้าช้าง โรคเรื้อน ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต ไม่ติดสุรา ยาเสพติด หรือวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ซึ่งถือว่ายังไม่ครอบคลุมอาการบางประเภทที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการขับรถ สำหรับ 10 กลุ่มเสี่ยงที่เพิ่มเติม ได้แก่ กลุ่มเสี่ยงในระบบประสาทและสมอง เช่น โรคลมชัก กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน กลุ่มเสี่ยงอาการวูบหมดสติ กลุ่มเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด กลุ่มเสี่ยงด้านการมองเห็น เช่น ลานปราสาทตามองเห็นด้านตรงแต่มองไม่เห็นด้านข้าง กลุ่มเสี่ยงปราสาทการได้ยิน เช่น หูหนวก หูตึง กลุ่มเสี่ยงการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น โรคพาร์กินสัน กลุ่มเสี่ยงปัญหาทางจิตผิดปกติ ความเสี่ยงนอนหลับผิดปกติ ซึ่งเสี่ยงอาจให้เกิดโรคหลับใน และกลุ่มเสี่ยงจากใช้ยาประเภทต่างๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดการกดประสาท ง่วงซึม ดังนั้นต่อไปผู้สอบใบขับขี่จะต้องตรวจสุขภาพและได้รับใบรับรองแพทย์ 10 อาการก่อนมาทำใบขับขี่ทุกครั้ง