นายประสงค์ พูนธเนศ ประธานกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท. มีมติเห็นชอบแนวทางการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะ 2 ช่วงแรก มูลค่า 66,000 ล้านบาท เพื่อขยายการให้บริการผู้โดยสารจาก 45 ล้านคน เป็น 65 ล้าน คน โดยหลังจากนี้จะเสนอให้กระทรวงคมนาคมสัปดาหน้า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และให้ ครม.อนุมัติได้ภายในเดือนธ.ค.นี้ จากนั้นจะเริ่มศึกษา ออกแบบ เปิดประมูลได้ปี 58 ทยอยสร้างเสร็จปี 60-61 โดยใช้เงินทุนของ ทอท.เองทั้งหมดสำหรับรายละเอียดการ การพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มี 3 โครงการ คือโครงการพัฒนาสุวรรณภูมิ ปี 54-60 วงเงินรวม 18,000 ล้านบาท ได้แก่ งานก่อสร้างลานจอดอากาศยาน เพื่อรองรับอากาศยาน 28 หลุมจอด ซึ่งทั้งหมดเป็นหลุมจอดระยะไกล สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ พร้อมก่อสร้างระบบทางขับเพื่อเข้าสู่ลานจอด งานก่อสร้างอุโมงค์ส่วนต่อขยาย เพื่อใช้เป็นถนนเชื่อมต่อในเขตปฏิบัติการบิน งานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภครองรับงานก่อสร้างลานจอดอากาศยานเช่น ระบบไฟฟ้า สถานีไฟฟ้าย่อย ประปา ระบบน้ำเสีย และการจัดการขยะ โดยทั้งหมดจะเสร็จในปี 60นอกจากนี้มีโครงการก่อสร้างทางวิ่ง (รันเวย์) สำรอง 2,900 เมตร วงเงิน 19,000 ล้านบาท เพื่อรองรับแผนการซ่อมแซมทางวิ่ง ซึ่งจะเสร็จในปี 60 ตลอดจนมีโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 บริเวณด้านทิศเหนือของอาคารเทียบเครื่องบินเอ 29,000 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดงาน ได้แก่ งานออกแบบและก่อสร้างอาคารพื้นที่ 214,000 ตารางเมตร ให้บริการทั้งผู้โดยสารภายในประเทศ ผู้โดยสารระหว่างประเทศ และพื้นที่สำนักงานสายการบิน พร้อมทั้งระบบสายพานลำเลียงสัมภาระปัจจุบัน ปรับปรุงลานจอด หลุมจอดขณะเดียวกัน ยังมีงานออกแบบและก่อสร้างระบบขนส่งผู้โดยสาร เชื่อมต่อระหว่างอาคารใหม่กับอาคารปัจจุบัน และสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ งานออกแบบและก่อสร้างอาคารจอดรถยนต์ พื้นที่ 84,000 ตารางเมตร จอดรถยนต์ได้ 2,500–3,000 คัน งานออกแบบและก่อสร้างระบบถนนภายในท่าอากาศยาน งานออกแบบและก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค งานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม “โครงการขยายสุวรรณภูมิระยะ 2 ที่ ครม. อนุมัติไปแล้ว ประกอบด้วย งานก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 วงเงิน 27,864 ล้านบาท อาจจะปรับลดเงินลงเพราะตัดเนื้องานออกไป ขณะที่งานก่อสร้างอาคารจอดรถยนต์และอาคารสำนักงาน ทอท. ใหัมีการยกเลิก ส่วนการเชื่อมต่ออาคารผู้โดยสารเดิมกับอาคารหลังใหม่ ด้วยการสร้างรถไฟฟ้าโมโนเรล อาจต้องขอคืนพื้นที่บริเวณซิตี้การ์เด้นท์ที่บริษัทคิงเพาเวอร์สุวรรณภูมิ เช่าพื้นที่ทำรัานอาหาร 1,200 ตารางเมตร”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เท 6.6 หมื่นล้านปรับปรุงสุวรรณภูมิระยะ 2
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 28 ต.ค.–28 พ.ย. นี้ กรมการค้าภายใน รวมกับผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยรายกลาง และองค์กรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในพื้นที่ต่าง ๆ นำไข่ไก่สดคุณภาพดี มาจัดจำหน่ายไข่ในราคาต่ำกว่าราคาขายปลีกของตลาดสด ฟองละ 10-20 สต. มาจำหน่ายสำนักงานการค้าภายใน 76 จังหวัดทั่วประเทศเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั้งนี้สถานการณ์ราคาไข่ไก่ในช่วงเดือนต.ค. 57 พบว่า ผลผลิตไข่ไก่ออกสู่ตลาด มีปริมาณมากกว่าความต้องการของตลาดรองรับ ทำให้เกิดปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด จนราคาไข่ไก่ตกต่ำ ส่งผลให้ผู้เลี้ยงไก่ไข่ โดยเฉพาะรายย่อยและรายกลาง ที่เสียเปรียบรายใหญ่ ในด้านการบริหารจัดการตลาด รองรับผลผลิตไข่ไก่ส่วนเกินได้รับความเดือดร้อน“กรมการค้าภายใน ได้ตระหนักถึงผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว ซึ่งจะต้องดำเนินการให้เกิดความสมดุล ระหว่างผู้ผลิต และผู้บริโภค โดยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายไข่ไก่ให้ผู้เลี้ยงไก่ไข่ สามารถระบายผลผลิตส่วนเกิน และให้ประชาชนผู้บริโภคได้ซื้อไข่ไก่คุณภาพดี ราคาถูก ซึ่งสามารถช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนได้อีกทางหนึ่ง”
นายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เพื่อขอทบทวนวิธีการปรับขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่ใหม่ โดยขอให้กรมการขนส่งทางบก พิจารณาขึ้นค่าโดยสารเพิ่มเป็น 20% ให้สะท้อนกับต้นทุนการขับรถที่แท้จริง ซึ่งสูงกว่าข้อเสนอภาครัฐที่จะให้ปรับขึ้น 8-13% รวมถึงเสนอให้ปรับค่าโดยสารเต็มเพดานในครั้งเดียว ไม่ใช่แบ่งการปรับเป็น 2 รอบ รอบแรก 8% และรอบสอง 5% เหมือน ที่เสนอมา เพราะจะทำให้เกิดความยุ่งยากมาก ทั้งนี้เครือข่ายสหกรณ์ฯ จะให้เวลารัฐบาลพิจารณาอีก 15 วัน หรือไม่เกินกลางเดือนพ.ย.นี้ หากไม่มีการพิจารณาตามที่เรียกร้อง จะนัดหารือเพื่อกำหนดท่าทีการคัดค้านต่อไปทั้งนี้สาเหตุที่ต้องขอขึ้นค่าโดยสารเป็น 20% เนื่อง จากที่ผ่านมา แท็กซี่ไม่ได้ขึ้นค่ามิเตอร์มานานถึง 13 ปี ประกอบกับค่าครองชีพปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นการคำนวณราคามิเตอร์ใหม่ ควรใช้ฐานเงินเฟ้อจาก 13 ปีย้อนหลัง ไม่ใช่ 6 ปีย้อนหลังเหมือนที่คิดมา ที่สำคัญหากแบ่งการจูนมิเตอร์เป็น 2 รอบ จะทำให้เสียเวลา และต้นทุนการตรวจสอบสภาพรถสูงมาก ซึ่งปัจจุบันมีแท็กซี่ 1 แสนคัน หากจะปรับจูนครบทุกคันต้องใช้เวลา 6-8 เดือน ดังนั้นถ้าปรับ 2 รอบ ก็ใช้เวลาปรับปรุงนานเป็นปี เสียเวลาทำมาหากิน สิ้นเปลืองต้นทุนการปรับสภาพรถอีกมาก“หลังจากที่รับฟังแนวทางการปรับค่าโดยสารแท็กซี่ กับกรมการขนส่งทางบก เครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ฯ ได้หารือ และเห็นตรงกันว่า รายละเอียดนี้ไม่ครอบคลุมการแก้ปัญหา และสร้างความยุ่งยากให้แก่แท็กซี่ ที่สำคัญการขึ้น 8-13% ไม่ ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จึงเรียกร้องให้ทบทวนขึ้นค่าโดยสารเป็น 20% ซึ่งไม่สามารถลดหย่อนลงได้อีกแล้ว และยังมีข้อเรียกร้อง 4 ข้อ คือควรปรับขึ้นค่าโดยสารเป็นครั้งเดียว เร่งรัดให้ประกาศอัตราค่าโดยสารใหม่ ต้องปรับค่าโดยสารมากกว่า 13% และขอให้มีมาตรการปราบปรามรถป้ายดำที่เข้ามาประกอบการเป็นแท็กซี่อยู่ในขณะ นี้อย่างจริงจัง”นายวิฑูรย์ กล่าวว่า การขอขึ้นค่าแท็กซี่เพิ่ม 20% เป็นราคาที่ไม่รวมกับแนวโน้มราคาพลังงานที่กำลังปรับเพิ่มขึ้น โดยหากรัฐบาลอนุมัติให้ขึ้นค่าโดยสาร 20% จริง จะครอบคลุมก๊าซแอลพีจีที่เพิ่มขึ้น 1.20 บาทต่อกก.เท่านั้น แต่ถ้าแอลพีจีขึ้นราคาเกินกว่านั้น รัฐจะต้องเพิ่มค่าโดยสารให้มากกว่า 20% ด้วย ส่วนก๊าซเอ็นจีวีขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบใด เนื่องจากได้รับการชดเชยจากนโยบายบัตรพลังงานจากรัฐบาลอยู่ แต่ถ้าสิ้นปีนี้หมดมาตรการชดเชย ก็จะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น และอาจจะขอค่าโดยสารเพิ่มตามมาด้วย