นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรเปิดเผยว่า ขณะนี้ 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ คือ สมาคมธุรกิจบ้านจัด สรรสมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กำลังเร่งทำหนังสือ เสนอต่ออธิบดีกรมการจัดหางาน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงรองรับความต้องการแรงงานในอนาคต เมื่อภาครัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ภาคเอกชนขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ช่วงครึ่งปีหลังนี้ มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีความต้องการแรงงานมากขึ้น“หลังจากที่เศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น มั่นใจว่าความต้องการแรงงานในภาคก่อสร้างจะมากขึ้นด้วย โดยอาจขยายไปถึงระดับวิศวกร ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานในภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์กว่า 700,000 คน ยังเพียงพอรับกับงานก่อสร้างในปัจจุบัน แต่มองว่าควรนำเข้าแรงงานเพื่อสำรองไว้อีก 80,000-100,000 คน รองรับการขยายการลงทุน ทั้งภาครัฐและเอกชนเร็วๆ นี้”ทั้งนี้ จะส่งรายละเอียดดังกล่าว ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลนด้วย โดยจะเสนอให้ห้ามแรงงานต่างด้าวเปลี่ยนนายจ้างเอง หากแรงงานต้องการเปลี่ยนนายจ้าง ต้องให้นายจ้างยินยอม และส่งกลับประเทศ เพื่อให้นายจ้างใหม่เข้าสู่กระบวนการนำเข้าแรงงานอย่างถูกกฎหมาย หรือนายจ้างเดิมส่งต่อแรงงานให้นายจ้างใหม่ และจ่ายผลตอบแทนในการส่งต่อแรงงานอย่างเหมาะสม“สมาคมฯเห็นว่า ควรอนุญาตให้เคลื่อนย้ายแรงงานข้ามเขตในจังหวัดเดียวกันได้ แม้ว่าจะผ่อนคลายให้ขออนุญาตใช้แรงงาน โดยให้ระบุได้ 4-5 สถานที่ในการขออนุญาตครั้งเดียว และเสียค่าใช้จ่ายเพียงครั้งเดียว แต่ผู้ประกอบการยังประสบปัญหา เพราะพื้นที่การเคลื่อนย้ายแรงงานยังจำกัดเฉพาะพื้นที่ แต่หากเคลื่อนย้ายแรงงานได้เสรีในจังหวัดเดียวกัน จะทำให้ผู้ประกอบการวางแผนการลงทุนได้มากขึ้น”นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานและภาครัฐควรพิจารณาเพิ่มแหล่งนำเข้าแรงงาน จากเดิมที่เป็นประเทศที่อยู่ติดกับชายแดนไทย อาจขยายเพิ่มเติม อินโดนีเซียซึ่งยังมีแรงงานเหลือ และค่าแรงราคาถูก โดยอาจนำเข้าในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็วในการนำเข้าแรงงาน เป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อสังหาฟื้นแรงงานขาด
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (5ก.ย.) ดัชนีเคลื่อนไหวผันผวนสลับบวกลบตลอดวัน โดยช่วงเช้าได้รับแรงหนุนจากการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) ดึงดัชนีปรับตัวขึ้นสูง แต่ในขณะเดียวกันนักลงทุนบางส่วนทยอยขายทำกำไรลดความเสี่ยง หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ยังไม่มีท่าทียกเลิกกฏอัยการศึก แต่โดยรวมบรรยากาศการลงทุนอยู่ในช่วงปรับตัวดีผลักดันดัชนิปิดตลาดได้ในแดนบวก ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุด 1,585.96 จุด และลดลงต่ำสุด 1,578.39 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,584.32 จุด เพิ่มขึ้น 4.59 จุด หรือ 0.29% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 44,326.05 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1.ทีพีไอโพลีน ปิดที่ 18.90 บาท เพิ่มขึ้น 1.10 บาท 2.จัสมินปิดที่ 6.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท 3.โทรีเซนไทย ปิดที่ 24.40 บาท เพิ่มขึ้น 1.10 บาท 4.ทรู ปิดที่ 11.10 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท 5.ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 240.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท
นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นวันแรกว่า สิ่งแรกที่ตั้งใจเร่งดำเนินการ คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะเข้าไปหารือการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนภาคใต้ และพื้นที่ชายแดนอื่นๆทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) รวมทั้งจะเร่งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงขึ้นมาเต็มทุกตำแหน่ง เนื่องจากปัจจุบันผู้บริหารระดับ 9 – 10 มีว่างอยู่หลายตำแหน่ง ทำให้การบริหารงานขาดประสิทธิภาพ และถ้าปรับโยกย้ายแล้ว จะทำให้ข้าราชการระดับล่างปรับตำแหน่งขึ้นมาอีกเป็น 100 ตำแหน่ง และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจข้าราชการดี ที่ตั้งใจทำงานให้กระทรวง นอกจากนี้จะเร่งรัดโครงการนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล และนิคมอุตสาหกรรมยางครบวงจร ที่ อ.ฉลุง จ.สงขลา จะเร่งรัดการออกใบอนุญาตต่างๆโดยเฉพาะใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ( ร.ง.4) ซึ่งที่ผ่านมา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แก้ไขลดระยะเวลาในการออกใบอนุญาตไปบางส่วนแล้ว แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อยู่ระหว่างการพิจารณาออกกฎหมายฉบับใหม่ โดยจะโอนอำนาจการออกใบอนุญาตต่างๆให้มาอยู่ภายใต้อำนาจของข้าราชการประจำ และให้รัฐมนตรีทำหน้าที่เพียงการออกนโยบายเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมา รัฐมนตรีทำหน้าที่ทั้งเรื่องการออกใบอนุญาต และการอุทธรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น มั่นใจว่า หลังจากที่ คสช. ได้ผลักดันใบอนุญาต ร.ง.4 ไปแล้วในช่วงแรก และจะทยอยออกมาอีกมาก รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ยังได้อนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนไปเป็นจำนวนมาก จึงมั่นใจว่า จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว “จากการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติ ส่วนใหญ่มองว่าการที่ คสช. สามารถตั้งรัฐบาลใหม่ได้ตามที่กำหนด ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน 100% โดยนักลงทุนขนาดใหญ่อยากให้รัฐบาลใหม่ปล่อยให้การดำเนินธุรกิจเป็นอย่างเสรี และอย่าออกมาตรการที่บิดเบือนกลไกตลาด เช่น มาตรการรถยนต์คันแรก ที่ส่งผลให้กำลังซื้อของตลาดเปลี่ยนไปปริมาณยอดขายในช่วงปี 56 ได้พุ่งสูงขึ้นมาก จนทำให้เอกชนต้องขยายการลงทุนรองรับ แต่หลังจากนั้นยอดคำสั่งซื้อได้ลดลงมากจนกระทบต่อการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก”