นายสันติชุดินธรา รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)เปิดเผยว่า เตรียมปรับปรุงระบบฐานข้อมูลการตลาดทางการท่องเที่ยวของททท.ภายใต้โครงสร้างของ ทีเอที เอ็กซ์เซลเล้นท์ เซนเตอร์ให้เป็นฐานข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น เช่น เก็บข้อมูลจากสายการบินอัตราการเข้าพักเฉลี่ย ฯลฯ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วน ทั้ง ภาครัฐและเอกชนที่ต้องใช้ข้อมูลในการทำตลาด เพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศและทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนี้จะต้องทำให้องค์กรมีความเป็นนักมาร์เก็ตติ้งด้านการท่องเที่ยวให้มากขึ้นภายหลังจากที่ผ่านมาองค์กรยังขาดแผนและเครื่องมือที่ชัดเจนในการจะทำให้ในด้านการเป็นนักการตลาดโดยจะเตรียมหารือกับผู้ว่าการ ททท.รองผู้ว่าฯด้านต่างๆ และภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องในการมองหาแผนการตลาดที่ดีที่สุดและจัดตั้งคณะกรรมการทำงานร่วมกันเพื่อทำงานในระยะยาวต่อไป “ปัจจุบันททท.ยังเปรียบเหมือนยักษ์ที่ไม่มีกระบอง หรือยังไม่มีจุดแข็งในการทำงานที่ชัดเจนนัก จากนี้ในฐานะที่เปรียบเสมือนเป็นตำแหน่งที่อยู่หลังบ้านเป็นแม่บ้านดูแลองค์กรในด้านการวางแผนต่างๆ จึงจะต้องคิดหาแนวทางปฏิบัติทำให้ททท.เป็นนักการตลาดมือดี มีไอเดียว่าจะมีสิ่งไหนช่วยผลักดันการขายสินค้าใหม่ๆที่ทำให้นักท่องเที่ยวสนใจโดยเฉพาะจะทำอย่างไรให้ดึงเงินในกระเป๋าจากนักท่องเที่ยวในลักษณะที่ยินดีและพร้อมจ่ายให้ได้มากที่สุด”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ททท.เล็งปรับปรุงระบบฐานข้อมูล
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกลุ่มบริษัทที่ประกอบธุรกิจแชร์ลูกโซ่ข้ามชาติบางรายเริ่มเข้ามาจดทะเบียนตั้งบริษัทขายตรงและการตลาดแบบตรงในประเทศไทยเพื่อชักจูงชาวบ้านมาระดมเงินจากชาวบ้าน ด้ายการใช้ธุรกิจขายตรงบังหน้าเช่น โฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนร่วมลงทุนเพียงสมัครสมาชิกเพียงไม่กี่บาทก็จะมีโอกาสร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีได้ไม่ยากหากมีการหาสมาชิกเพิ่มเติม เป็นต้นดังนั้นจึงอยากแนะนำให้ประชาชนพิจารณาอย่างรอบคอบในกรณีที่มีคนเข้ามาชักจูงลักษณะดังกล่าวเพราะหากได้เงินเยอะๆแชร์ลูกโซ่กลุ่มนี้อาจหอบเงินหนีกลับประเทศหรือย้ายธุรกิจไปประเทศอื่นโดยการเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่“ที่ผ่านมากรมฯได้รับทราบข่าวจากสื่อต่างประเทศเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวธุรกิจข้ามชาติในนาม บริษัท หยิน ซู่ เหม่า จำกัด หรือ วายเอสแอลเอ็มซึ่งมีประวัติประกอบธุรกิจแชร์ลูกโซ่ได้ก่อความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจสังคมและผู้บริโภคในต่างประเทศแล้วจำนวนมาก ซึ่งสื่อต่างชาติเกรงว่าบริษัทดังกล่าวจะย้ายฐานการดำเนินงานเข้ามา ในประเทศไทยเพื่อหลอกลวงประชาชนและระดมเงินทุนโดยใช้ธุรกิจขายตรงบังหน้า”ทั้งนี้จากการติดตามข่าวดังกล่าวกรมฯในฐานะหน่วยงานอนุญาตและกำกับดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้ตรวจสอบว่าบริษัทดังกล่าวได้เข้ามาจดทะเบียนในประเทศไทยโดยใช้ชื่อแรกในการจัดตั้งบริษัทคือ บริษัท ซี.ดี.ที.อัพ. จำกัด เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 57 และเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท หยินซู่ เหม่า จำกัด เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 57โดยมีวัตถุประสงค์ดำเนินธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรงแต่ยังไม่ได้ยื่นขออนุญาตหรือ จดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) แต่อย่างใดนางสาวผ่องพรรณ กล่าวว่า ในเบื้องต้น กรมฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ตั้งสำนักงานของบริษัทฯปรากฏว่ามีอยู่จริงแต่มีสภาพเป็นที่พักอาศัย ไม่มีการประกอบกิจการใดๆ ณ สถานที่ดังกล่าวและไม่พบกรรมการ พนักงานหรือบุคคล ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทโดยเจ้าบ้านได้ให้ข้อมูลว่ามีการตกลงยินยอมให้บริษัทฯเช่าสถานที่เป็นที่ตั้งสำนักงานจริงแต่ไม่ทราบว่าเช่าเพื่อประกอบกิจการในชื่อบริษัทอะไรทั้งนี้ล่าสุดกรมฯ จึงได้มีหนังสือแจ้งให้บริษัทฯ จัดส่งบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีต่อกรมฯโดยทันทีและจะตรวจสอบตามกฎหมายที่กรมฯ รับผิดชอบต่อไป พร้อมทั้งได้แจ้งข้อมูลไปยังอีกหลายหน่วยงานเพื่อพิจารณาดำเนินการตรวจสอบในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย
นางพรนิภา หาชัยภูมิ กรรมการและผู้จัดการบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) เปิดเผยว่า บตท.ได้ตั้งเป้าหมายการดำเนินงานปี 58 คาดว่าจะรับซื้อพอร์ตสินเชื่อบ้านจากสถาบันการเงินประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท ส่วนการดำเนินการในปี 57 ได้ซื้อพอร์ตสินเชื่อบ้านแล้ว 6,400 ล้านบาท และเตรียมซื้อเพิ่มช่วงปลายปีนี้อีก 3,000-4,000 ล้านบาท รวมเป็นยอดจัดซื้อทั้งสิ้น 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าผลการดำเนินงาน ปี 57 จะมีกำไรสุทธิ 80 ล้านบาท รวมทั้ง ได้สำรองเงินเพิ่มอีก 30 ล้านบาท เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นคง โดยปัจจุบันสัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 2.5 % ซึ่งลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก บตท.ได้คัดเลือกคุณภาพสินทรัพย์ที่ซื้อจากธนาคารและการบริหารความเสี่ยงเป็นหลัก ส่งผลให้มีสินทรัพย์รวมกว่า 16,340.7 ล้านบาท ส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 13.9% อย่างไรก็ตาม มีธนาคารสนใจขายพอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับ บตท. อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำลังเจรจา 7-8 แห่ง และเตรียมลงนามเพิ่มอีก 5 แห่ง เนื่องจากโมเดลตลาดรองฯ สามารถตอบสนองธนาคารได้หลายด้าน ส่วนการออกตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์สินเชื่อที่อยู่อาศัยค้ำ วงเงิน 4,081 ล้านบาท อายุ 5 ปี ดอกเบี้ย 4.25% ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุนเกินเป้าหมายถึง 1.7 เท่า หรือคิดเป็น 5,600 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นสถาบัน เช่น สำนักงานประกันสังคม สถาบันการเงิน กองทุนต่างๆ และประกันภัย เป็นต้น