นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การที่ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน ตามที่ สศค. ได้เสนอให้แก้ไขข้อห้ามของสถาบันการเงิน เพื่อสามารถให้สินเชื่อแก่กรรมการ หรือผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินได้ตามประเพณีปฏิบัติตราบเท่าที่ไม่เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน จะช่วยให้ผู้ที่มีความสามารถเ ข้ามาสมัครในตำแหน่งผู้บริหาร หรือกรรมการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (แบงก์รัฐ) ได้มากขึ้นทั้งนี้ สาระสำคัญของการแก้ ร่าง พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงิน เพื่อเปิดให้ผู้บริหาร หรือ กรรมการในสถาบันการเงิน รวมถึงญาติที่เกี่ยวข้อง ที่อาจกู้เงินจากสถาบันการเงินดังกล่าว เพื่อนำไปลงทุนประกอบอาชีพ ก็ยังคงให้ทยอยผ่อนชำระหนี้เก่าได้ตามเกณฑ์ปกติ ไม่จำเป็นต้องหาเงินมาปิดบัญชีเงินกู้ทั้งหมด แต่มีข้อห้ามว่าไม่ให้เปิดวงเงินกู้ใหม่ เพื่อสร้างความยุติธรรม และการทำงานที่โปร่งใสในการเข้ามาทำงานในสถาบันการเงิน“คงเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมเท่าไร หากคนที่ถูกให้เข้ามาเป็นกรรมการ รวมถึง เครือญาติใกล้ชิด เช่น ภรรยา หากสามีมานั่งเป็นกรรมการต้องเคลียร์หนี้เก่าให้หมด เพราะบางคนเขากู้เงินไปทำธุรกิจจริง ๆ ทำให้ที่ผ่านมาจึงเป็นสาเหตุให้คนที่ไม่อยากมีปัญหา หรือยุ่งยาก และเลือกที่จะปฏิเสธมาเป็นกรรมการแบงก์รัฐ ซึ่งร่างใหม่กำหนดไว้ชัดว่าของเก่าไม่ยุ่ง แต่ของใหม่ห้ามกู้เพิ่มเท่านั้น”ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลัง ได้เสนอแก้ร่าง พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงิน โดยกำหนดห้ามไม่ให้สถาบันการเงิน ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ให้สินเชื่อทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้ สินเชื่อ หรือประกันหนี้แก่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว เว้นแต่เป็นการให้สินเชื่อในรูปของบัตรเครดิตตามอัตราขั้นสู งที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด หรือการให้สินเชื่อเพื่อเป็นสวัสดิการแก่บุคคลดังกล่าว หรือการให้สินเชื่อตามหลักเกณฑ์ที่ธปท. ประกาศกำหนด เมื่อเห็นว่าการให้สินเชื่อนั้นไม่ได้เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินออกจากสถาบันการเงินโดยไม่ชอบทั้งนี้ ส่งผลให้ไม่เป็นธรรมต่อคนที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารระดับสูงหรือกรรมการในสถาบันการเงิน รวมถึงเครือญาติใกล้ชิดที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งนำเงินมาใช้หนี้เก่าออกให้หมด เพื่อให้ผู้ที่เป็นกรรมการ ผู้บริหารระดับสูง ไม่มีการเปิดวงเงินสินเชื่อในสถาบันการเงินดังกล่าว จึงเป็นอีกสาเหตุ ที่ทำให้คนที่มีความสามารถปฏิเสธการเข้ามานั่งเป็นผู้บริหาร หรือกรรมการของแบงก์รัฐ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.แก้ร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ติดตามปัญหาการส่งออกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเศรษฐกิจโลกไม่ได้มีปัญหาวิกฤต แต่การส่งออกของไทยปีนี้ ยังขยายตัวได้ต่ำ ซึ่งส่วนหนึ่ง น่าจะเป็นผลจากการย้ายฐานการผลิตจากไทยไปยังประเทศอื่น ทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวลดลงจากที่คาดการณ์อย่างมาก ดังนั้นการแก้ปัญหาการส่งออกของไทยในระยะยาว ควรต้องดูเรื่องการย้ายฐานการผลิต จะกระทบกับการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไทยมีปัญหา เพราะการส่งออกของไทยมีสัดส่วนมูลค่าสูงถึง 74% ต่อจีดีพีทั้งนี้ สศค.จะปรับประมาณการณ์ส่งออกและการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) วันที่ 30 ต.ค. นี้ โดยล่าสุดอยู่ที่ 1.5% ซึ่งคาดว่าจะปรับลดลง และน่าจะใกล้เคียงกับการประมาณของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คาดว่าการส่งออกของไทยจะขยายตัว 0% รวมทั้ง ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 57 และเศรษฐกิจปี 58 ทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจคาดว่าจะขยายตัวได้ไม่ถึง 2% ต่อปี แต่ ไม่ต่ำกว่า 1.5% ต่อปี ตามที่นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ได้ยืนยันกับนักลงทุนต่างประเทศ สำหรับเศรษฐกิจปี 58 คาดว่าจะขยายตัวได้มากกว่าปีนี้อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยปีนี้ ขยายตัวได้น้อยกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากการบริโภค และการลงทุนขยายตัวได้ไม่เต็มที่ ขณะที่การส่งออกของไทยขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ สศค.คาดการณ์ไว้มาก โดย 8 เดือนของปี 57 มูลค่าการส่งออกขยายตัวติดลบ 1.4% จากผลกระทบทั้งปัจจัยภายใน มีสาเหตุมาจากปัญหาค่าแรงที่สูงขึ้น ปัญหาราคาผลผลิตสินค้าเกษตรตกต่ำ และปัญหาภัยธรรมชาติส่งผลให้ผลผลิตเพื่อส่งออกน้อยลง ส่วนของปัจจัยภายนอก การฟื้นตัวของประเทศคู่ค้าต่ำกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ ทำให้การส่งออกของไทยลดลดลงด้านนายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยตอนนี้อยู่ในภาวะชะงักซบเซา ยังไม่เป็นความเสี่ยงกับเศรษฐกิจไทย เพราะประเทศไม่ได้จน แต่ยังไม่ยอมใช้จ่าย ประกอบกับการลงทุนภาครัฐยังเดินหน้าได้ช้า ซึ่งเชื่อว่านักลงทุนต่างประเทศยังเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย โดยการเดินทางไปประชุมเอเปค ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 21-22 ต.ค.นี้ ก็จะมีโอกาสชี้แจงให้นักลงทุนต่างประเทศได้เข้าใจข้อมูลที่แท้จริง
นายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยาโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.มีความเห็นสอดคล้องกับที่นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ที่ระบุว่าเศรษฐกิจไทยซบเซา หรือสถานการณ์ที่เศรษฐกิจไม่ขยายตัว หรือขยายตัวในอัตราที่ต่ำ เป็นเวลานานพอสมควร ซึ่งมักเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะการว่างงานที่สูงโดยความสำคัญ คือช่วงเวลาดังกล่าว มีความต่อเนื่องยาวนานเพียงใดสำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 57 นั้น เห็นว่าช่วงครึ่งปีแรก อาจกล่าวได้ว่าอยู่ในภาวะซบเซา เรื่องการเติบโต แต่ไทยไม่มีปัญหาเรื่องการว่างงาน ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว และได้พ้นจากช่วงซบเซาไปแล้ว แต่ยังถือเป็นช่วงรอยต่อที่สำคัญ จึงต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น ตามภาวะที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้มากน้อยเพียงใด จึงยังไม่อยากให้กังวล หรือมองภาพเศรษฐกิจในเชิงลบเกินไปอย่างไรก็ตาม ธปท.ประเมินว่า แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี และต่อเนื่องไปถึงปีหน้ามา จากการใช้จ่ายในประเทศเป็นหลัก ทั้งการลงทุน และการบริโภค นโยบายภาครัฐ ที่มีความชัดเจนมากขึ้น จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจเอกชน ในการลงทุนเพิ่ม เมื่อรวมกับแนวโน้มการจ้างงา นและรายได้ของครัวเรือนที่ทำงานนอกภาคเกษตร และฐานะทางการเงินของครัวเรือน ที่มีแนวโน้มดีขึ้น หลังจากครัวเรือนเริ่มปรับตัว และชะลอการก่อหนี้ น่าจะสนับสนุนให้การใช้จ่ายของครัวเรือน ฟื้นตัวได้ต่อเนื่องแต่ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการเติบโตอาจดูไม่แข็งแกร่งเหมือนในอดีต เพราะการฟื้นตัวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เศรษฐกิจจึงยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ในทุกภาคส่วน ประกอบกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ไปพึ่งพาการก่อหนี้มากใน 2 ปีก่อน รวมถึงโครงสร้างการผลิตของไทย ทั้งด้านแรงงาน และโครงสร้างพื้นฐา นยังต้องพัฒนามากกว่าปัจจุบัน