นายนเรศ บุญเปี่ยม รักษาการผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ขสมก.ได้ปรับปรุงเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) โครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 3,183 คัน วงเงิน 13,600 ล้านบาทใหม่ โดยกำหนดให้จัดซื้อเป็นรถชานต่ำทั้งหมด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้พิการ สามารถใช้บริการได้ หลังคณะกรรมการ ขสมก.ได้รับฟังรับฟังความคิดเห็นสาธารณะครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา แล้วเห็นว่าควรจะจัดซื้อรถที่สามารถให้บริการกับประชาชนทุกกลุ่มทั้งนี้ได้รายงานให้นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคมรับทราบแล้ว เพื่อขอให้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย สั่งการไปยังกรุงเทพมหานคร(กทม.) และจังหวัดปริมณฑลอีก 5 จังหวัด ในเขตพื้นที่ให้บริการของ ขสมก.เพื่อเร่งปรับปรุงสภาพถนน และสะพานให้มีมาตรฐาน เหมาะแก่รถเมล์ชานต่ำวิ่งได้ หลังจากนี้ ต้องทำเรื่องเสนอให้บอร์ด ขสมก.พิจารณาด้วย คาดว่าคงผ่านความเห็นชอบสำหรับการจัดซื้อล็อตแรก 489 คัน จะเป็นรถปรับอากาศทั้งหมด คณะกรรมการทีโออาร์ ได้สรุปร่างทีโออาร์เสร็จแล้ว และเตรียมประกาศลงเว็บไซต์ 2 ครั้ง ครั้งแรกระหว่างวันที่ 15-20 ต.ค.นี้ หากไม่มีข้อโต้แย้ง จะลงเว็บไซต์ เพื่อสรุปร่างทีโออาร์อีกครั้ง เป็นครั้งที่ 2 ช่วงวันที่ 23-28 ต.ค.นี้ คาดว่าจะประกาศขายซองประกวดราคารอบแรกได้ ระหว่างวันที่ 5-11 พ.ย. และคัดเลือกเอกชนผู้จัดหารถในเดือนธ.ค. นี้ โดยเอกชนผู้ชนะจะต้องนำรถมาทดสอบ 5-10 คัน จากนั้นจะทยอยส่งมอบรถรอบแรกครบทั้งหมดในเดือนมี.ค. 58ส่วนการจัดซื้อรอบสองอีก,694 คันนั้น จะดำเนินการหลังจากรอบแรกแล้วเสร็จ โดยจะต้องพิจารณาในส่วนของราคากลางเพิ่มเติมด้วย แต่เบื้องต้นคาดว่าราคากลางจะยังเท่าเดิม คือ รถปรับอากาศคันละ 4.5 ล้านบาท รถธรรมดาคันละ 3.8 ล้านบาท และเพื่อให้เกิดความชัดเจน ได้สอบถามราคาไปยังผู้ประกอบการ 20 บริษัทแล้ว โดยกำหนดให้แต่ละบริษัท แจกแจงรายละเอียด เกี่ยวกับโครงสร้างต้นทุนการผลิต และกำหนดราคาขายด้วย จากนั้นจึงจะทราบชัดเจนว่า ราคาของรถเมล์ธรรมดาจะปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่นายนเรศ กล่าวว่า นอกจากการจัดซื้อรถเมล์แล้ว ขสมก.ยังจะต้องจัดหาระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ (อี-ทิกเก็ท) ซึ่งเป็นระบบจัดเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติ และติดตั้งจีพีเอสบนตัวรถ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) เพื่อกำหนดและตรวจสอบสเปกของระบบตั๋วร่วม ให้สอดคล้องกับระบบอีทิกเก็ท เบื้องต้นจะใช้วิธีการเช่าระบบจากภาคเอกชน คาดว่าจะติดตั้งระบบได้หลังเดือนต.ค.58
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขสมก.ปรับแบบเหลือรถชานต่ำ
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายวรเดช หาญประเสริฐ ปฏิบัติหน้าที่รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมเตรียมร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบ และจับกุมผู้กระทำความผิดปล่อยโคมลอย หรือจุดบั้งไฟ โดยไม่ได้รับอนุญาต เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย.นี้ เป็นต้นไป เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับอากาศยาน หลังจากได้ขอความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว แต่ยังพบผู้กระทำความผิดอยู่เป็นจำนวนมาก“พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ได้มอบหมายให้ไปศึกษาหามาตรการป้องกัน ไม่ให้เกิดอุบัติทางการบินจากการปล่อย โคมลอย และการจุดบั้งไฟ ให้ได้ข้อสรุปภายในวันที่ 30 พ.ย.นี้ จากนั้นจะกำหนดกรอบและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน โดยจะเน้นเรื่องการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้น รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะข้อกำหนดและแนวปฏิบัติต่าง ๆ มีอยู่แล้ว แต่ปัญหาหลักเกิดจากการปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และยังพบว่าเกิดธุรกิจการพนันจากการจุดบั้งไฟด้วย”ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม จะจัดตั้งเป็นคณะทำงานร่วมกัน และสั่งการไปในแต่ละพื้นที่ให้ดำเนินการอย่างจริงจัง กับผู้ที่กระทำผิดหรือฝ่าฝืน เพราะแม้การจุดบั้งไฟ จะเป็นประเพณีท้องถิ่น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มักมีผู้มีอิทธิพลในพื้นที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการเล่น พนัน ดังนั้นหากมีการเข้มงวดกวดขั้นจะลดอันตรายต่าง ๆได้น้อยลง รวมทั้งจะต้องกำหนดช่วงเวลา และพื้นที่ที่มีการจุดบั้งไฟ หรือปล่อยโคมลอย ให้ชัดเจนด้วย หลังจากมีการขยายพื้นที่ออกไปมาก จนกลายเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของร้านอาหารต่าง ๆ แล้ว ดังนั้นที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเพณีท้องถิ่น อาจกำหนดเป็นข้อห้ามสำหรับข้อกำหนดขนาดมาตรฐานโคมลอย ต้องมีปริมาตรไม่เกิน 1 ลูกบาศก์เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 90 ซม.หรือสูงไม่เกิน 140 ซม.ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น กระดาษ ส่วนโครงทำจากไม้ไผ่ เชื้อเพลิงทำจากกระดาษชุบเทียนขี้ผึ้ง พาราฟิน น้ำหนักไม่เกิน 55 กรัม โดยมีเวลาเผาไหมเชื้อเพลิงไม่เกิน 8 นาที และจะยึดติดกับตัวโคมที่ทำด้วยเชือกทนไฟหรือลวดอ่อนเบอร์ 24 จำนวน 2 เส้น ยาวเส้นละไม่เกิน 30 ซม.พล.อ.อ.ประจิน กล่าวก่อนหน้านี้ว่า การจุดบั้งไฟบางรุ่นสูงถึงระดับ 30,000 ฟิต ซึ่งเป็นความสูงระดับเดียวเพดานการบินของเครื่องบิน ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุได้ รวมทั้งยังพบว่ามีการปล่อยโคมลอย นอกเวลาหรือนอกเทศกาล จึงเห็นควรที่จะกำหนดมาตรการทางกฎหมาย ที่จะบังคับหรือควบคุม เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยให้ดำเนินการแบบเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากการขอร้อง ทำความเข้าใจ และการใช้กฎหมายบังคับอย่างจริงจัง"ยอมรับว่าการปล่อยโคมลอยและบั้งไฟ ถือเป็นประเพณีของไทยที่ต้องมีการอนุรักษ์ไว้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อการบิน จึงให้ไปหาแนวทางที่จะป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายและและยังคงรักษาประเพณีเอาไว้ด้วย”
นายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ และตัวแทนกำนันผู้ใหญ่บ้าน20 คน ได้มายื่นหนังสือร้องของความเป็นธรรมต่อ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เพื่อขอผ่อนผันน้ำหนักบรรทุกสินค้าเกษตร ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมี พล.ต.ท.วรศักดิ์ นพสิทธิพร ผู้ช่วย รมว.คมนาคมรับเรื่องไว้แทน และจะส่งเรื่องให้กรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อ ว่าจะพิจารณาช่วยเหลือได้อย่างไร ส่วนกรณีที่ขอผ่อนผันน้ำหนักเป็นกรณีพิเศษนั้น คงต้องดูในรายละเอียดก่อนทั้งนี้ ข้อเรียกร้องของสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน มีสาเหตุจากกรณีรถบรรทุกสินค้าเกษตรในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกด่านตำรวจทางหลวงตรวจจับ และปรับ เนื่องจากบรรทุกน้ำหนักเกิน จนส่งผลเสียหายถูกจับปรับไม่คุ้มกับค่าขนส่ง โดยเฉพาะกรณีล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา นายมานพ ชอบใหญ่ ขับรถบรรทุกลองกองจากจังหวัดยะลา มูลค่ากว่า 1 แสนบาท ไปส่งยังศูนย์กระจายสินค้าในจังหวัดพิษณุโลก เมื่อผ่านด่านช่างน้ำหนักมา 2 ด่านแรกไม่มีปัญหา แต่เมื่อมาถึงด่านช่างน้ำหนักท่าน้ำอ้อย อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ปรากฏว่าน้ำหนักเกิน 130 กก.จึงถูกส่งไปเสียค่าปรับที่สถานีตำรวจพยุหะคีรี และจะส่งฟ้องศาลด้วย“ขอให้ รมว.คมนาคม พิจารณาให้ความเป็นธรรมและตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ด่านช่าง น้ำหนักท่าน้ำอ้อย จ.นครสวรรค์ เพราะถูกจับ และปรับ แต่ละครั้ง ก็ไม่คุ้มแล้ว จึงขอให้ภาครัฐหาทางช่วยเหลือเกษตรกร ตามนโยบายของที่ต้องการส่งเสริมพืชผล ทางการเกษตร เสนอให้ผ่อนผันน้ำหนักที่เกินเป็นกรณีพิเศษ เฉพาะสินค้าเกษตรจากพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย”นายยงยศ กล่าวว่า นโยบายของรับบาลก็ต้องการส่งเสริมสินค้าเกษตร โดยเฉพาะลองกองจากพื้นที่ 36 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กระจายขนส่งไปยังภูมิภาคต่าง ๆ แต่เมื่อเจอปัญหาด่านของตำรวจทางหลวง จับปรับ เพราะมีการบรรทุกน้ำหนักเกิน ซึ่งไม่มาก เพราะส่วนหนึ่งอาจมาจากฝนตก ดังนั้นหากเจอปัญหาเช่นนี้ อาจทำให้ไม่สามารถกระจายสินค้าเกษตรไปยังภูมิภาคอื่น ๆได้ จึงมาเรียกร้องขอให้มีการช่วยเหลือ หรือยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ สำหรับสินค้าเกษตรในช่วงหรือฤดูกาลเท่านั้น