นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.เตรียมเสนอทางเลือกการดำเนินโครงการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ให้นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง เร่งตัดสินใจว่าจะเดินหน้าโครงการดังกล่าวอย่างไร เพราะเกรงว่าหากตัดสินใจล่าช้า รมว.คลัง อาจถูกฟ้องร้องได้ เช่นเดียวกับที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีต รมว.คลัง ถูกฟ้องร้องให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ เนื่องจากทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรการ 170 เพราะไม่เดินหน้าตาม พ.ร.บ.การออมแห่งชาติ พ.ศ.2554 ซึ่งกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ กอช. ต้องเปิดรับสมัครสมาชิกภายใน 1 ปีหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ หรือต้องเปิดรับสมาชิกตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค.55 เป็นต้นไปทั้งนี้ สศค. จะเสนอแนวทางให้ รมว.คลัง พิจารณาเพื่อประเมินถึงข้อดี และข้อเสีย ได้แก่ การเดินหน้า กอช. ต่อโดยการตั้งสำนักงาน กอช. ตามแนวทางเดิมที่ได้เงินประเดิมจากรัฐบาล 1,000 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาเบิกไปแล้ว 200 ล้านบาท หรือดำเนินการต่อภายใต้ความร่วมมือกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน เพื่อทำหน้าที่ในการเปิดรับสมาชิก รับและจ่ายเงินสมทบ เพื่อลดต้นทุนการทำงานไม่สูงเกินอย่างไรก็ตาม รัฐบาลก่อนได้มีมติยุบรวม กอช. เข้ากับกองทุนประกันสังคม มาตรา 40 ปัจจุบันมีคนเข้าเป็นสมาชิก 200,000 – 300,000 ราย ซึ่ง สศค.กำลังเปรียบเทียบต้นทุนการดำเนินงานว่า หากให้ประกันสังคมทำต่อ เพราะเป็นงานที่ประกันสังคมทำอยู่แล้ว หากเห็นว่าวิธีการนี้เหมาะสม กระทรวงการคลัง จะต้องเสนอยกเลิก พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติต่อไป"คงต้องหารือกับ ธ.ก.ส. ออมสิน ว่า ยอมรับเป็นแขนขาให้ กอช. ก็เท่ากับว่าจะได้ฐานลูกค้าจาก ธ.ก.ส. และออมสิน มากกว่า 3 – 4 ล้านคน เพื่อให้แน่ใจว่าทำแล้วคุ้ม แล้วค่อยเขียนบทเฉพาะการ โดยให้โอนงานจากประกันสังคมเข้ามา เพื่อให้คนที่สมัครไปก่อนได้สิทธิประโยชน์ตามมาตร 40 เหมือนเดิม หรือถ้าเห็นแล้วว่าทำไปไม่คุ้ม ถ้าให้ประกันสังคมทำต่อ ก็ต้องยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ต่อไป”รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แนว ทางการดำเนินงานของ กอช. ยังคงเหมือนเดิม ซึ่งเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการออมและสร้างหลักประกันทางรายได้ให้กับ ประชาชนกลุ่มสูงอายุ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป โดยที่ผ่านมา ได้เสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาและเห็นชอบในการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.กอช. พ.ศ.2554 และพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 40 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม รวมทั้ง ออกกฎกระทรวง กอช.ให้มีแนวทางการปฏิบัติในการดำเนินงานและสามารถเปิดรับสมาชิกได้แล้ว เพื่อเป็นช่องทางการออมและสร้างหลักประกันทางรายได้ในยามสูงอายุที่เป็นรูป แบบบำนาญให้กับแรงงานนอกระบบ ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศกว่า 24 ล้านคน หรือคิดเป็น 63% ของผู้มีงานทำสำหรับ กอช.ถือเป็นหน่วยงานของรัฐและมีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมให้กับสมาชิกและเป็นหลักประกันการจ่ายบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนแก่สมาชิกเมื่อสมาชิกสิ้นสภาพ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานนอกระบบที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังโยนเผือกร้อน “กอช.”
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า ปีนี้พนักงานโรงแรม จะได้รับเงินค่าบริการจากลูกค้า (เซอร์วิสชาร์จ) ลดลง ถึง 15% เนื่องจากรายได้ของโรงแรมส่วนใหญ่ลดลง เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่ฟื้นตัวดีขึ้น จากความกังวล เรื่องกฎอัยการศึก และปัญหาเศรษฐกิจของโลก อีกทั้งขณะนี้ โรงแรมยังมีปัญหาเรื่องขาดแคลนบุคลากรเป็นจำนวนมาก ผู้ประกอบการจึงต้องใช้วิธีการปรับลดรายได้จากเซอร์วิสชาร์จลง และปรับฐานเงินเดือนขึ้นให้พนักงานตามเดิม เพื่อรักษาบุคลากรของตนเองไว้แทน“ปัจจุบันค่าเซอร์วิสชาร์จที่พนักงานจะได้รับ มักจะแปรผันกับรายรับของโรงแรม ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ๆ แต่ยอมรับว่า ปีนี้พนักงานจะต้องได้รับน้อยลง เพราะหากดูจากอัตราการเข้าพัก ซึ่งประเมินว่าแม้จะเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ที่กำลังจะมา แต่อัตรการเข้าพักก็ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นได้เท่าปีก่อน และอาจลดลงอก 10% แต่ถึงอย่างไรก็ต้องจัดการบริหารภายใน และไม่ใช้มาตรการนำพนักงานออก เพราะยังขาดแคลนพนักงานอยู่มาก อีกทั้งแต่ละคนก็ทำได้หลายหน้าที่ จึงอาจใช้วิธีลดค่าเซอร์วิสชาร์จแทน”ปัจจุบันไทยมีโรงแรมที่ถูกกฎหมาย และ ต้องมีการได้รับเซอร์วิสชาร์จอยู่ 8,000 โรงแรม หรือ 400,000 ห้องพัก และในส่วนของค่าเซอร์วิสชาร์จโดยทั่วไป แต่ละโรงแรม จะอยู่ที่ 10% ของรายได้รวมทุกอย่างของโรงแรม ซึ่งจะนำมาแบ่งให้พนักงานทุกคนเท่ากันหมดด้านนางละเอียด บุ้งสีทอง นากยสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการโรงแรมในภาคเหนือ ยังชะลอการปรับขึ้นฐานเงินเดือนให้พนักงานในโรงแรม ส่วนเรื่องของค่าเซอร์วิสชาร์จนั้น จะรวมอยู่ในรายได้ของเงินเดือนด้วย อย่างไรก็ดี ขณะนี้สถานการณ์การท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวกลับมา โดยเฉพาะจากกเอเชีย และ นักท่องเที่ยวในประเทศ จากนี้จึงต้องรอดูสถานการณ์อีกครั้งว่าจะปรับขึ้น หรือลดเงินเดือนหรือ เซอร์วิสชาร์จลงหรือไม่สำหรับสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวทางภาคเหนือขณะนี้ กำลังเริ่มฟื้นตัว คาดว่าเดือน พ.ย.-ธ.ค.ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น อัตราการเข้าพักของนักท่องเที่ยวจะดีขึ้น โดยสูงถึง 80-85% และสิ้นปีนี้ ตั้งเป้าหมายว่า ภาพรวมของนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่เชียงใหม่ จะมี 6 ล้านคน ใกล้เคียงกับปี 56 ที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มสหภาพแรงงานองค์การสุราและสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ได้เข้ายื่นหนังสื่อให้นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ทบทวนและพิจารณา เรื่องการคัดค้านนำที่ดินองค์การสุรา ตำบลมหาพราหมณ์ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 372 ไร่ ทำบ่อฝังกลบขยะ เนื่องจากที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดหาพื้นที่ เพื่อกำจัดขยะ โดยได้เสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ ครม.พิจารณาแล้ว แต่ยังไม่ได้หารือกับองค์การสุรา“เพื่อให้เกิดความรอบครอบ เกิดบรรยากาศประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยุติเรื่องดังกล่าวไว้ก่อน เพราะการนำที่ดินขององค์การสุรา ไปจัดทำเป็นบ่อขยะ จะส่งผลกระทบตามมาจำนวนมาก ทั้งองค์การสุรา พนักงาน ประชาชน ควรรอให้เรื่องดังกล่าวได้ข้อยุติให้มีความพึงพอใจของทุกฝ่าย ก่อนที่จะดำเนินการต่อไป”ทั้งนี้ ครม.มีมติเห็นชอบพื้นที่ดังกล่าว แต่ไม่ได้ทราบข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน เพราะเป็นการเสนอจากกระทรวงมหาดไทยเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ซึ่งตามกฎหมายของกรมธนารักษ์ ต้องได้รับความยินยอมจากองค์การสุรา โดยยืนยันว่านโยบายกำจัดขยะมูลฝอยเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรสอบถามจากองค์การสุรา ถึงการนำที่ดินไปใช้ก่อน รวมทั้ง มติดังกล่าว ยังไม่ได้ระบุถึงการเยียวยาและชดเชยเลยนอกจากนี้ ที่ดินดังกล่าว ถือเป็นที่ดินที่องค์การสุรากำลังอยู่ระหว่างการเคลื่อนย้ายโรงงานแห่งใหม่ แม้ที่ผ่านมา ได้ทักทวง ทั้งเหตุผลเพราะไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่องค์การสุรา และจัดหาผืนที่ใหม่ได้ รวมทั้งการจัดทำบ่อฝังกลบขยะก็ยังไม่ได้จัดทำรายงานมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบ ต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย ที่จะเกิดขึ้นกับชุมชน โดยไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากชุมชนอีกด้วย