นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง สินค้าตกแต่งบ้าน และเครื่องใช้ไฟฟ้า ในเครือบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่ารายได้จากร้านจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าเพาเวอร์บาย ในปีหน้าจะกลับมาเป็นเติบโตเป็นปกติอีกครั้ง และอาจสูงที่สุดตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมา หรือมีรายได้เกือบ 20,000 ล้านบาท เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการออกอากาศทีวีดิจิตอล ทำให้ยอดขายทีวีดิจิตอลเติบโตแบบบก้าวกระโดด ประกอบกับเริ่มเห็นสัญญาณบวกของกำลังซื้อที่ฟื้นตัวดีขึ้น หลังปัญหาในประเทศเริ่มคลี่คลายลง“บริษัทเชื่อว่าคูปองทีวีดิจิตอล จะมาช่วยกระตุ้นบรรยากาศการซื้อทีวีให้คึกคักขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจากการสังเกตพบว่ายอดขายทีวีเดือนพ.ค.ที่ยังไม่มีการแจกคูปองทีวีดิจิตอล ยอดขายก็เติบโตไปถึง30% แล้ว ทั้งนี้บริษัทก็เตรียมจัดโปรโมชั่นที่เกี่ยวข้องเพื่อดึงดูดลูกค้าให้ซื้อสินค้ากันมากขึ้น เช่นการมอบส่วนลดเพิ่มเติม จากมูลค่าคูปองฯ รวมถึงการนำทีวีรุ่นเก่ามาจำหน่ายในราคาที่ต่ำลง”สำหรับรายได้ของเพาเวอร์บายในปีนี้ คาดว่าจะเติบโต5% รวมมูลค่า 18,000 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายทั้งไว้ 10% เช่นเดียวกับรายได้ร้านจำหน่ายสินค้าและวัสดุตกแต่งบ้านโฮมเวิร์คในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา เติบโต 5% เช่นกัน หรือมูลค่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 7% เพราะประสบปัญหากำลังซื้อในช่วงต้นปี ส่งผลให้ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าค่อนข้างซบเซา ประกอบกับยอดขายที่ซบเซาในช่วงฤดูฝน ทำให้รายได้ต่ำกว่าคาดการณ์ แต่ทั้งนี้ ยังได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ที่ทำให้ยอดขายที่นอน และเครื่องใช้ไฟฟ้ายังเติบโตดีกว่าปกติล่าสุดบริษัทได้ทุ่มงบพิเศษกว่า 60 ล้านบาท จัดงานโฮมเวิร์ค & เพาเวอร์บาย ซุปเปอร์เซลล์ ครั้งที่ 3 ของปี จากปกติที่จัดเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะฯ วันที่27 ต.ค. – 5 พ.ย.นี้ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อโค้งสุดท้าย หวังจะผลักดันรายได้ตลอดปีให้เติบโตที่ 7% ให้ได้ โดยคาดว่าตลอดการจัดงานจะมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาททั้งนี้บริษัทได้ร่วมกับ 5 หน่วยธุรกิจในเครือ ได้แก่ โฮมเวิร์ค, เพาเวอร์บาย, ซุปเปอร์สปอร์ต, ท็อปส์ และซีเอ็มจีในการนำสินค้ามาจัดรายการ พร้อมมอบส่วนลดสูงสุดถึง 80% โดยสินค้าในกลุ่มทีวีและอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องจะเป็นเรือธงในการทำรายได้ หรือเป็นสัดส่วน 40% ของรายได้ตลอดการจัดงาน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “คูปองทีวีติจิตอล”ดันยอดขายทีวีพุ่ง
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นางอัมพวัน พิชาลัย ที่ปรึกษาการพาณิชย์ และรักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั่วประเทศเดือนก.ย. 57 มีค่า 45.8 เป็นอัตราสูงสุดในรอบ 115 เดือน เนื่องจากประชาชนยังคาดหวังว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศ จะเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณปี 58 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการต่าง ๆ ในการช่วยเหลือเกษตรกร รวมทั้งเร่งรัดการแก้ปัญหาเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนอย่างไรก็ตาม แม้ว่าดัชนีในเดือนก.ย. จะสูงสุดในรอบ 115เดือน แต่ในภาพรวม ยังคงเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าที่ระดับ 50 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนยังไม่มีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ จากความกังวลต่อปัญหาค่าครองชีพ การชะลอตัวของเศรษฐกิจ จนส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ประกอบกับตัวเลขการว่างงานปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และฝนที่ตกหนักในหลายพื้นที่ ส่งผลให้บ้านเรือนเสียหายประชาชนได้รับความเดือดร้อน“ผู้บริโภคยังความคาดหวังที่มีต่อรายได้ในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) โดยดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 20 เดือน หรืออยู่ในระดับ 53.3 ซึ่งสูงกว่าที่ระดับ 50 แสดงว่าผู้บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นต่อรายได้ในอนาคต และคาดหวังว่าการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ ว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาระบบเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ยกเว้นในส่วนการวางแผนซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ และรถยนต์ใน 6 เดือนข้างหน้า ที่ยังอยู่ในระดับที่ไม่ดี เพราะผู้บริโภคยังมีปัญหาค่าครองชีพ ที่ปัจจุบันรายได้ ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย”
นายธีระศักดิ์ บุญวาสนา อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ได้สำรวจผู้ที่มาจองซื้อบ้านในงานมหกรรมรับสร้างบ้าน โฮม บิวเดอร์ เอ็กซ์โป 2504 ที่ผ่านมา พบว่ากำลังซื้อของผู้ที่ต้องการสร้างบ้านในกลุ่มอายุไม่เกิน 30 ปี ส่วนใหญ่จะสั่งสร้างบ้านราคาไม่เกิน 2.5 ล้านบาท ส่วนช่วงอายุ 31-55 ปี จะมีกำลังซื้อบ้านราคา 5-10 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่น่าจับตา โดยในช่วงอายุดังกล่าวนั้น สอดคล้องกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการปลูกสร้างบ้านมากที่สุด คือกลุ่มแต่งงาน แยกครอบครัว 26.11% รองลงมาคือกลุ่มครอบครัวขยาย เนื่องจากมีสมาชิกมากขึ้น 19.72%สำหรับสาเหตุที่ใช้บริการบริษัทรับสร้าง เนื่องจากมั่นใจเรื่องของคุณภาพ และความประณีตในงานก่อสร้าง มีประสบการณ์ความน่าเชื่อถือ ลดความกังวลปัญหาการไม่ทิ้งงาน แต่อย่างไรก็ตามยอมรับว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมือง มีผลต่อการตัดสินใจชะลอการปลูกบ้าน แต่ขณะเดียวกัน โปรโมชั่นในงานนั้น ก็มีผลต่อการกระตุ้นการตัดสินใจเช่นกัน“ผู้บริโภคที่ต้องการปลูกบ้านส่วนใหญ่ จะมีที่ดินอยู่แล้ว โดยทำเลที่จองปลูกบ้านมากที่สุด อยู่ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด สัดส่วนกว่า 29.44% รองลงมาคือ เขตปริมณฑล 23.06% ซึ่งสะท้อนถึงที่ดินในเขตกรุงเทพฯ มีราคาแพงขึ้น และมีพื้นที่ที่จะสร้างบ้านเดี่ยวได้มีน้อยลง สำหรับแบบบ้านที่ได้รับความสนใจของผู้บริโภคได้แก่ คอนเทมโพรารี่ และต้องการของพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านอันดับแรกต้องการพื้นที่ 151-250 ตารางเมตร รองลงมาคือไม่เกิน 150 ตร.ม.”สมาคมฯจะนำข้อมูลดังกล่าว ไปหารือกับสมาชิก เพื่อพัฒนาปรับปรุงแบบบ้านให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น จากปัจจุบันที่การเลือกแบบบ้านของลูกค้านั้น มีอิทธิพลมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปตามช่วงอายุ และการเติบโตทางอาชีพ เบื้องต้นประเมินไว้ 5 ประเภท เช่น บ้านในเมือง ที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมคุ้มค่ากับขนาดที่ดินในเมือง ,บ้านที่ออกแบบให้มีพื้นที่ใช้สอยเพื่อพักอาศัยและมีพื้นที่สำนักงานอยู่ในอาคารเดียวกัน , บ้านหลังที่ 2 หรือบ้านพักตากอากาศ ,บ้านหลายครอบครัวบ้านพักอาศัยที่ออกแบบให้อยู่ร่วมกันสองครอบครัวขึ้นไปอยู่ในอาคารเดียวกัน และสุดท้าย บ้านขนาดใหญ่ หรือคฤหาสน์ มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า 1,000 ตร.ม.ขึ้นไป