นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนเดือนก.ย. 57 มีนักลงทุนสนใจยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 158 โครงการ เพิ่มขึ้น 30% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เงินลงทุนรวม 176,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 360 % ถือเป็นจำนวนโครงการ และมูลค่าเงินลงทุนสูงสุดนับตั้งแต่ม.ค. 57 เนื่องจากมีกลุ่มกิจการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากก๊าชธรรมชาติ ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามาจำนวน 5 โครงการ เงินลงทุนรวม 135,000 ล้านบาท ชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนมีความเชื่อมั่นกลับมาลงทุนอย่างต่อเนื่อง“สัญญาณการลงทุนมีการฟื้นตัวมาตั้งแต่ในช่วงเดือนพ.ค. และสูงที่สุดในเดือนก.ย. เป็นผลจากการลงทุนของกลุ่มกิจการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากก๊าชธรรมชาติสูงถึง 135,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนให้ความสนใจกับการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของบีโอไอ รวมถึงนักลงทุนเริ่มมีความเชื่อมั่นกลับมาอย่างต่อเนื่องโดยหลังจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี มั่นใจว่าทิศทางการลงทุนจะยังมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ภาพรวมการลงทุนของไทยปีนี้อาจสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ระดับ 700,000 ล้านบาท ”สำหรับภาพรวมการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย. ) พบว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 1,040 โครงการ ลดลง 23% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีเงินลงทุนรวม 592,000 ล้านบาท ลดลง 17.4% เนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีการลงทุนของโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก และในช่วงต้นปีนี้มีเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ส่งผลให้นักลงทุนชะลอการลงทุนทั้งนี้กิจการที่เข้ามาลงทุนกระจายในกลุ่มกิจการต่างๆ ได้แก่ กิจการบริการและสาธารณูปโภค 309 โครงการ เงินลงทุน 250,600 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง 207 โครงการ เงินลงทุน 197,000 ล้านบาท เคมี กระดาษ และพลาสติก จำนวน 115 โครงการ เงินลงทุน 54,800 ล้านบาท เกษตรกรรม และผลิตผลจากการเกษตร 162 โครงการ เงินลงทุน 34,900 ล้านบาท เหมืองแร่ เซรามิกส์นายมาณพ ชิวธนาสุนทร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการจัดการอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า กสอ. ได้พาผู้ประกอบการของไทยกลุ่มคลัสเตอร์ไปจัดแสดงและจำหน่ายในงานแสดงสินค้าดังกล่าว เช่น คลัสเตอร์เครื่องหนัง สิ่งทอเพชรเกษม นวัตศิลป์บางกอก และอาหาร จากบริษัท เอส.ที. ซีสตาร์ เลทเธอร์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องหนังและรองเท้าอัจฉราไข่วิจิตร ผู้ผลิตหัตถกรรมจากเปลือกไข่ บริษัท บางกอก ซีทีวี อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตกระเป๋าผ้า บริษัท เอส.ซี.ฟู้ดแอนด์เบเวอรเรจ ผู้ผลิตเครื่องดื่ม ที-เซเว่น และกลุ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมหวานเพชรบุรี“ในปัจจุบันชาวจีนไม่เชื่อมั่นสินค้าอาหารที่ผลิตภายในประเทศ ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของชาวจีนเปลี่ยนไปหันมานิยมบริโภคอาหารนำเข้าจากต่างชาติมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าจากไทย เนื่องจากชาวจีนมองว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดีและมีราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นๆ เช่น ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดขอลงทุนเดือน ก.ย.สูงสุดในรอบปี
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมแผนรับมือกับผลผลิตมันสำปะหลังที่กำลังจะออกมา ในช่วงเดือน พ.ย. ปี 57 – พค. ปี 58 ในปริมาณหัวมันฯสด 30 ล้านตันเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีจำนวน 28 ล้านตัน โดยการเพิ่มสัดส่วนการนำหัวมันฯสด ไปแปรรูปผลิตเป็นเอทานอลมากขึ้น เพื่อช่วยทำให้ผลผลิตมันมีราคาสูงใกล้เคียงกับปัจจุบันที่อยู่ระดับ 2.30 บาทต่อ ก.ก. และเป็นราคาเดียวกับปีที่ผ่านมา“กระทรวงพาณิชย์เตรียมหารือ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร็วๆนี้ เพื่อกำหนดนโยบายและแนวทางการเพิ่มการใช้เอทานอลเป็นพลังงานทางเลือกให้มากขึ้น และจะมีการวางแผนเรื่องกำหนดโซนนิ่งพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ มันสำปะหลัง ด้วย และเตรียมการหารือกันถึงการจัดตั้งกองทุนชาวไร่มันสำปะหลัง โดยมอบหมาย ให้นายสมชาติ สร้อยทอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ รับผิดชอบดูแล ในฐานะมิสเตอร์มันสำปะหลัง และจะมีหารือกันกับผู้เกี่ยวข้องทุกๆ เดือน”สำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังนั้น ไม่มีความกังวล เพราะตลาดมีความต้องสูง แต่ ประเทศไทยจะต้องผลิต สินค้าที่มีคุณภาพ เช่นมันเส้น จีนยังมีความต้องการมาก แต่จะต้องเป็นมันสะอาดไม่มีส่วนผสมของดินหรือทราย
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตรอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมการค้าภายในได้ประเมินผลศึกษาการปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคขนส่งจาก 21.38 บาท ต่อ กก. เป็น 22 บาท และก๊าซเอ็นจีวีจาก 10.50 เป็น 11.50 บาทต่อกก. พบว่ามีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อเพียง 0.0025% เนื่องจากรถบรรทุกและรถปิ๊กอัพที่บรรทุกสินค้าส่วนใหญ่ 96% จะใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งกระทรวงพลังงานตรึงราคาที่ระดับ 29.99 บาทต่อลิตร และที่สำคัญปัจจัยหลักที่มีน้ำหนักในการคำนวณอัตราเงินเฟ้อจะมาจากอาหารสดและเครื่องดื่ม, สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป และราคาพลังงาน“เงินเฟ้อที่เพิ่ม 0.0025% เป็นการศึกษาที่รวมถึงผลกระทบจากกรณีที่มีการปรับขึ้นค่าโดยสารทั้งรถเท็กซี่ และรถสาธารณะอื่นหมดแล้ว โดยเฉพาะในส่วนของรถเท็กซี่หากพิจารณาการวิ่งรถ 1กะหรือประมาณ 8 ชม. ในระยะทางเฉลี่ย 300 กม. ก็จะทำให้ต้นทุนของรถเท็กซี่เพิ่มอีก 12-13 บาทต่อกะ เท่านั้นซึ่งถือว่าน้อย อย่างไรก็ตามในส่วนของอัตราค่าโดยสารรถเท็กซี่คงทีมานานนับ 10 ปีแล้ว”นายบุณยฤทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนของราคาสินค้านั้นกรมการค้าภายในมองว่าการปรับขึ้นแอลพีจีและเอ็นจีวีภาคขนส่งไม่สามารถเป็นข้ออ้างในการขอปรับขึ้นราคาสินค้าของผู้ประกอบการได้ อย่างไรก็ตามหากผู้ประกอบการรายใดมีต้นทุนการผลิตที่สูงจริงๆไม่ว่าจะเป็นต้นทุนจากอะไรก็สามารถเสนอมายังกรมฯได้ ซึ่งกรมฯจะให้ความเป็นธรรมกับทุกๆฝ่ายต่อไป ส่วนรายการสินค้าที่ติดตามดูแล สินค้า บัญชีสินค้าอ่อนไหวเป็นพิเศษ และบัญชีสินค้าที่ต้องติดตามภาวะและสถานการณ์อย่างใกล้ชิดพิเศษนั้นในเบื้องต้นยังไม่มีรายการใดขอปรับขึ้น