นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ตัวเลขการจัดเก็บรายได้ ปีงบประมาณ 57 ต่ำกว่าเป้าหมาย 160,000 ล้านบาท เป็นตัวเลขต่ำสุดในรอบหลาย 10 ปี จากเป้าหมายที่ 1.89 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะการจัดเก็บรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จากการนำเข้าที่หายไปกว่า 69,000 ล้านบาท รวมถึงผลกระทบจากปัญหาการเมืองตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ขณะที่ แนวโน้มการจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 58 ที่ 1.96 ล้านล้านบาทนั้น เชื่อว่าจะเป็นไปได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจที่มีทิศทางดีขึ้น จากการเร่งอัดฉีดวงเงินเข้าระบบของรัฐบาล รวมถึงการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชน ทำให้หลายภาคอุตสาหกรรม ทั้งรับเหมาก่อสร้าง และการจ้างงานต่าง ๆ ฟื้นตัวดีขึ้น และส่งผลต่อแนวโน้มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้ปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย “ช่วง ต.ค. – ธ.ค.57 กรมฯ ยังมีความเป็นห่วงเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาว่าอาจจะดูต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนค่อนข้างมาก เนื่องจากปีก่อนใช้ฐานการคำนวณภาษีแบบ 5 ขั้นบันได ทำให้ตัวเลขจัดเก็บอยู่ในระดับสูง แต่ปีนี้ใช้ฐานใหม่ก็อาจจะมีผลต่อตัวเลขจัดเก็บบ้าง ซึ่งต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิด” นายประสงค์ กล่าวถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดทำร่าง พ.ร.บ. ภาษีมรดก ว่า กฤษฎีกาน่าจะส่งร่างกฎหมายดังกล่าวมายังกระทรวงการคลังในช่วงเดือน ต.ค. นี้ หรืออย่างช้าไม่เกินกลางเดือน พ.ย. ซึ่งหลังจากนี้กระทรวงการคลัง และกรมสรรพากรจะต้องเร่งสรุปรายละเอียดต่าง ๆ ให้เรียบร้อย เพื่อนำเสนอให้ครม. พิจารณา ก่อนเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้อาจต้องมีการออกเป็นกฎหมายลูกเกี่ยวกับการแก้ประมวลรัษฎากรของกรมสรรพากร มาตรา 42 เกี่ยวกับเงินที่ได้รับการยกเว้นภาษี ที่ปัจจุบันยกเว้นการให้โดยศีลธรรมจรรยาไม่ต้องเสียภาษี เพื่อปิดช่องไม่ให้มีการใช้ช่องทางนี้ในการโอนทรัพย์สินเพื่อไม่ต้องเสียภาษีมรดก โดยอาจมีการกำหนดเป็นเพดานในการยกเว้นให้มีความชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกัน วันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา กรมฯ ได้ลงนามบันทึกความตกลงการให้บริการยื่นแบบแสดงรายการ และชำระภาษีทางอินเทอร์เน็ต กับธนาคาร เดอะรอยัลแบงก์อ๊อฟสกอตแลนด์ พีแอลซี สาขากรุงเทพฯ เพื่อเปิดให้บริการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี ผ่านอินเทอร์เน็ตทุกประเภทภาษี ซึ่งเพิ่มศักยภาพด้านการให้บริการช่วยให้ผู้เสียภาษีได้รับบริการที่ดี สะดวก รวดเร็ว โดยปี 57 มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีผ่านทางอินเทอร์เน็ตกว่า 10 ล้านราย ©
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สรรพากรเก็บภาษีพลาดเป้า
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานกรมทางหลวงชนบทครบรอบ 12 ปีว่า มอบนโยบายให้กรมทางหลวงชนบท เร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ได้รับจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล 370 ล้านบาท ไปบำรุงรักษาถนน และซ่อมแซมทางสายหลักโดยเร็ว เพื่อก่อให้เกิดการสร้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี พร้อมให้ทำหน้าที่พัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงถนนในประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน ตามยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นประเทศไทย 10 ปี “เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ครม.มีมติจัดสรรงบประมาณใช้บำรุงรักษาทาง และอำนวยความปลอดภัย 3,898 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นโครงการของกรมทางหลวงชนบท ได้รับมาฟื้นฟูถนนและสะพานที่ชำรุดจากพายุไต้ฝุ่นรามสูร และพายุไต้ฝุ่นคัลแมกิ 72 โครงการ วงเงิน 370.985 ล้านบาท แยกเป็นงานก่อสร้างสะพานและท่อลอดเหลี่ยม 24 แห่ง งานป้องกันการกัดเซาะถนน 17 แห่ง และซ่อมบำรุงผิวทางและระบบระบายน้ำ 31 แห่ง โดยกรมจะต้องเร่งทำโดยเร็ว พร้อมกับดำเนินงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ด้วย” นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า ได้กำชับให้สำนักงานทางหลวงชนบทในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยดูแลเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งรายงานผลความเสียหายให้รับทราบต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดมีสายทางที่เสียหาย 16 จังหวัด 38 สายทาง แบ่งเป็นภาคเหนือ ได้แก่ พะเยา นครสวรรค์ เชียงใหม่ น่าน รวม 6 สายทาง ภาคใต้ ได้แก่ ตรัง สตูล ภูเก็ต พังงา สุราษฎร์ธานี ระนอง รวม 13 สายทาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ กาฬสินธุ์ สกลนคร มหาสารคาม รวม 14 สายทาง ภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี สระแก้ว ปราจีนบุรี จำนวน 5 สายทาง “ปัจจุบันได้รับการแก้ไขโดยใช้งบประมาณฉุกเฉินและเปิดการจราจรเบื้องต้นได้แล้ว จำนวน 36 สายทาง และมีน้ำท่วมขังสูงยังไม่สามารถเปิดการจราจรได้ จำนวน 2 สายทาง ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขเบื้องต้น ได้แก่ สาย สต.3007 แยกทางหลวงหมายเลข 416-บ้านสะพานวาอำเภอละงู,ทุ่งหว้า จังหวัดสตูล สาย สต.3014 แยกทางหลวงหมายเลข 416-ถ้ำเจ็ดคต อำเภอละงู,มะนัง จังหวัดสตูล” สำหรับงบประมาณที่กรมทางหลวงชนบทได้รับจัดสรรปี 58 มีทั้งสิ้น 4 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่นำมาก่อสร้างถนนใหม่ ซ่อมบำรุง และปรับปรุงทางให้สามารถใช้งานได้ เช่น โครงการขยายถนนราชพฤกษ์ ถนนสนับสนุนพื้นที่โครงการหลวงสายแยกทางหลวงหมายเลข 118 – ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำขุ่น(ตอนที่ 3) จังหวัดเชียงราย โดยมีโครงการสำคัญที่จะเปิดให้บริการปลายปีนี้ คือ สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี 1
นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ ททท. ว่า ในช่วงต้นปีหน้า ททท.เตรียมเปิดตัวแคมเปญใหม่ ภายใต้ชื่อ ทเวนตี้โฟร์ อาวร์ส เอ็นจอย ไทยแลนด์ ที่จะชูจุดเด่นของแหล่งท่องเที่ยวไทยมีความปลอดภัย ท่องเที่ยวได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะมีการประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งจะเป็นการสร้างการรับรู้ และ ปรับมุมมองประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้มั่นใจที่จะมาท่องเที่ยวมากขื้น ภายหลังจากการประกาศใช้กฎอัยการศึกยังทำให้นักท่องเที่ยวจากหลายประเทศยังกังวลเรื่องความปลอดภัย “ปัจจุบันแม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะยังไม่มีการรประกาศยกเลิกกฎอัยการศึก แต่ททท.ก็จะนำเอากฎอัยการศึกมาใช้เป็นจุดแข็งเสริมให้ภาคการท่องเที่ยว ผ่านแนวคิดการท่องเที่ยวที่ก้าวข้ามผ่านกฎอัยการศึก ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยว รับรู้ว่า เมืองไทย ยังเที่ยวได้ อาทิ ประชาสัมพันธ์สามารถท่องเที่ยวกลางคืน มีร้านอาหารกลางคืนที่อร่อย และนักท่องเที่ยวควรจะได้ลิ้มลอง โดยการประชาสัมพันธ์จะเน้นผ่าน การสร้างกระแสให้เกิดการบอกต่อ ในโลกออนไลน์ หรือ การทำไวรัลมาร์เก็ตติ้ง” นอกจากนี้ยังเตรียมร่วมประชุมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ถึงการทำตลาดกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงเดือน ธ.ค.ซึ่งมีวันหยุดยาวติดต่อกัน เพื่อดึงให้นักท่องเที่ยวชาวไทยวางแผนท่องเที่ยวในประเทศ แทนการวางแผนไปท่องเที่ยวต่างประเทศแทน รวมถึงเตรียมวางแผนทำการตลาดในกลุ่มแหล่งท่องเที่ยวดาวรุ่งที่เตรียมจะโปรโมท ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ด้านนายกลินท์ สารสิน ประธานบอร์ดททท. กล่าวว่า ททท.จะต้องเน้นการทำงานสร้างมูลค่าและพัฒนาสินค้าทางการท่องเที่ยวให้มีเรื่องราว และ มีคุณค่าในสายตานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ หรือ แวลูเชน รวมถึง หลังจากนี้ ททท.จะต้องทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชนให้มีความชัดเจน ทั้งนี้ ได้ย้ำความสำคัญเรื่องการกระจายรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นและชุมชนมากขึ้น ซึ่งทาง ททท.มีแผนรองรับส่วนหนึ่งแล้ว คือ การเตรียมโปรโมต 12 เมืองดาวรุ่ง ซึ่งจะเป็นแหล่งรองรับการท่องเทียวใหม่กระจายตัวมาจากจังหวัดหลัก ขณะเดียวกันในการส่งเสริมการท่องเที่ยวต่อไป จะเน้นการสร้างตลาดคุณภาพมากขึ้น โดยเตรียมทยอยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการตลาดต่างๆ ที่ยังเป็นปัญหาเรื่องการตัดราคา ภายใต้การสร้างเวทีเวิร์คชอปร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนในหน่วยงานหลัก อาทิ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) หรือ สมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) โดยตนในฐานะประธานบอร์ด จะเข้ามานั่งเป็นประธานในการประชุมเวิร์คช้อปด้วยตัวเอง แหล่งข่าวจาก ททท. กล่าวว่า ในที่ประชุมครั้งที่ผ่านมายังมีการพิจารณาแต่งตั้งผู้บริหารที่สำคัญ คือ ให้นายอภิชาติ อินทร์พงษ์พันธุ์ รองผู้ว่าการ ททท.ด้านนโยบายและแผน ขึ้นไปเป็นที่ปรึกษาระดับ 10 ขณะที่นายสันติ ชุดินธรา ผู้อำนวยการภูมิภาคตะวันออก (ระดับ 9) ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งรองฯ ด้านนโยบายและแผนแทน