พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ จะเร่งพิจารณาการปรับอัตราขึ้นค่าโดยสารระบบขนส่งสาธารณะทั้งระบบ ทั้งแท็กซี่ รถเมล์ร่วม องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) รถสองแถว และค่าเรือโดยสาร ให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ โดยเบื้องต้นราคารถแท็กซี่จะมีการปรับขึ้นราคาแน่นอน 8-11% ส่วนรถเมล์ร่วม ขสมก.และรถสองแถว ได้รับข้อเรียกร้องแล้ว และมอบหมายให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และผู้ช่วยรัฐมนตรีศึกษาหาข้อมูลการขึ้นราคาแล้ว “หลักการพิจารณาค่าโดยสารรถทุกชนิด จะต้องให้แล้วเสร็จให้ได้ภายในปี 57 และเร่งคลี่คลายความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการ” สำหรับการกำหนดค่าโดยสารแท็กซี่อัตราใหม่ จะคงค่าโดยสารระยะเริ่มต้นไว้ที่ 35 บาทเท่าเดิม แต่จะมีการปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสารตามระยะเดินทางทุกๆ 10 กม. ซึ่งหลังจากนี้นายอาคม รมช.คมนาคม จะเชิญผู้ประกอบการแท็กซี่มาหารือ ทำความเข้าใจกับค่าโดยสารที่ปรับขึ้น รวมถึงรับทราบถึงเงื่อนไขการปรับปรุงคุณภาพบริการให้ดีขึ้น เบื้องต้นจะให้เวลาแท็กซี่ปรับปรุงสภาพรถภายใน 45 วัน หลังจากนั้นจะมอบสติ๊กเกอร์ตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพให้รถแท็กซี่นำไปติดที่ตัวรถ คาดจะเริ่มปรับขึ้นราคาได้ภายในสิ้นเดือนพ.ย. หรือต้นเดือนธ.ค.นี้ พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ข้อเรียกร้องขอขึ้นค่าโดยสารรถร่วมบริการ ขสมก.และรถสองแถวนั้นจะต้องมีการวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนอย่างละเอียดก่อน เนื่องจากขณะนี้มีรถโดยสารหลายชนิดทยอยยื่นข้อเรียกร้องขอปรับขึ้นค่าโดยสารมาอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นมอบหมายให้นายอาคมไปจัดลำดับความสำคัญว่า ควรจะต้องมีการพิจารณาอัตราค่าโดยสารของรถชนิดใดก่อนและหลัง นายอาคม รมช.คมนาคม กล่าวว่า ได้จัดทำข้อสรุปเกี่ยวกับอัตราการปรับขึ้นค่าโดยสารรถแท็กซี่เสร็จ 8-11% แล้ว และจะเสนอให้รมว.คมนาคม พิจารณาในสัปดาห์นี้ โดยเชื่อว่าการปรับค่าโดยสารจะไม่กระทบผู้ใช้บริการนัก เพราะเป็นการปรับตามระยะทางใกล้และไกล ขณะที่แท็กซี่ก็จะมีรายได้ที่เพียงพอคือไมต่ำกว่าวันละ 300 บาท “หลังจากอนุมัติให้แท็กซี่ขึ้นราคาแล้ว จะจัดทำระบบประเมินคุณภาพแท็กซี่โดยเปิดให้ประชาชนสามารถร้องเรียน ติชมได้ส่วนค่าเช่ารถแท็กซี่ที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บจากคนขับแท็กซี่นั้น ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าเป็นอัตราค่าเช่าที่เป็นธรรมหรือไม่ ต้องศึกษาให้ละเอียดก่อน แต่เบื้องต้นเจ้าของอู่รถแท็กซี่ จะต้องคำนวณให้เป็นธรรมกับสภาพและอายุรถ หากรถมีสภาพเก่าก็ต้องถูกลง โดยในอนาคตกระทรวงคมนาคมจะต้องมีการออกสติ๊กเกอร์รับรองคุณภาพให้กับรถแท็กซี่ทุกคันที่ผ่านมาตรฐาน ซึ่งอาจใช้สติ๊กเกอร์เป็นตัวชี้วัดอัตราค่าเช่าที่เหมาะสม”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ค่าโดยสารเตรียมพาเหรดขึ้นสิ้นปี
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า จุดเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 58 มาจากการลงทุนของภาครัฐถ้าเดินหน้าไม่เต็มที่จะทำให้เอกชนไม่กล้าขยายลงทุน เนื่องจากขาดความเชื่อมั่นและส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ เพราะปกติเอกชนจะลงทุนมากกว่ารัฐบาล 10 เท่าดังนั้นเห็นว่าการเบิกจ่ายโครงการของรัฐเป็นเรื่องที่จำเป็น ขณะเดียวกันไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนด้านแรงงาน ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐต้องวางแนวทางแก้ปัญหาไม่เช่นนั้นอาจส่งผลให้นักลงทุนย้ายการลงทุนไปยังต่างประเทศ นอกจากนี้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้อำนาจการใช้จ่ายของประชาชนลดลง เพราะรายได้ที่ได้รับส่วนหนึ่งต้องจ่ายหนี้ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศลดลง ส่วนภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย บ้าง แต่เชื่อว่าการขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ดีขึ้นจะทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวถึง 5-6% ขณะที่จีดีพีจะเติบโตที่ 4.5% โดยตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือการลงทุนภาครัฐ จากปีนี้จีดีพีอยู่ที่ 1.5% และส่งออกไม่เติบโต ทั้งนี้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมตัวออกไปลงทุนในตลาดต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากการลงทุนในประเทศมีปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการขยายตัวเศรษฐกิจเริ่มตึงตัว โดยตลาดที่น่าสนใจลงทุนคือกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีไอ ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม และ อินโดนีเซีย รวมทั้งตลาดใหม่ เช่น ลาตินอเมริกา แอฟริกา และเอเชียกลาง เนื่องจากเป็นประเทศที่มีศักยภาพและเศรษฐกิจเริ่มขยายตัวสูง สำหรับธุรกิจที่ควรขยายการลงทุนต่างประเทศ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว โรงพยาบาล สินค้าเกษตร เนื่องจากไทยมีความแข็งแกร่ง ส่วนธุรกิจที่เป็นจุดด้อยที่ยังอาศัยแรงงานเป็นจำนวนมาก เช่น สิ่งทอ รองเท้า อาหารบางประเภทควรต้องออกไปหาตลาดแรงงานราคาถูกลง ขณะเดียวกันต้องเร่งสร้างแบรนด์ และเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เพิ่มขึ้น เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการให้ความสำคัญในเรื่องนี้น้อยมาก เพื่อรองรับการแข่งขันการค้าโลกในอนาคต อย่างไรก็ตาม การเดินสายโรดโชว์ในต่างประเทศของรัฐบาลเป็นเรื่องที่ดีจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติเข้ามาขยายการลงทุนในไทยมากขึ้น “ค่าเงินบาทของไทยมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปีนี้หากธนาคารกลางยุโรปหรืออีซีบี และธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือบีโอเจอัดฉีดสภาพคล่องกระตุ้นเศรษฐกิจอาจทำให้เงินทุนไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้นแม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะฟื้นตัว”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (9 ต.ค.) ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนบวกตลอดช่วงเช้า โดยมีแรงซื้อเก็งกำไรผลักดันดัชนีดีดตัวกลับระยะสั้น หลังปรับฐานลดลงแรงก่อนหน้านี้ ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบัน ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทำให้บรรยากาศการลงทุนของตลาดในภูมิภาคยังมีทิศทางเชิงบวก ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าที่ 1,554.31 จุด เพิ่มขึ้น 10.92 จุด หรือ 0.71% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 23,344.57 ล้านบาท