นายสุระ คณิตทวีกุล ประธานกรรมการบริหารบริษัท คอมเซเว่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้จำหน่ายสินค้าไอที เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทแอปเปิ้ล วางจำหน่ายสินค้าใหม่ โดยเฉพาะ ไอโฟน 6 ทำให้มั่นใจว่าบริษัทจะสามารถทำรายได้และกำไรในปีนี้เพิ่มขึ้น 10-15% ได้จากปีก่อน ที่มีกำไร 14,000 ล้านบาท และกำไร 202 ล้านบาท หลังจากช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา มีรายได้ 7,700 ล้านบาท โดยเชื่อมั่นว่ายอดขายช่วงครึ่งปีหลังนี้จะสูงกว่าครึ่งปีแรกแน่นอน“ปัจจุบันบริษัทมียอดขายสินค้ายี่ห้อแอปเปิ้ลมากที่สุดในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งได้รับสิทธิโดยตรงจากแอปเปิ้ล ในการนำเข้าเพื่อจำหน่ายโดยตรง ซึ่งมีถึง 301 สาขาทั่วประเทศ ทำให้ประเมินว่าอีก 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% จากการรักษาสมดุลสินค้า และการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายมากขึ้นในอนาคต”สำหรับเป้าหมายระยะยาว คาดว่าจะขยายสาขาถึง 500 สาขาภายใน 3 ปี โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด รวมทั้งตั้งเป้าหมายรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 10% ขณะนี้กำลังศึกษาพื้นที่การเปิดสาขาในแถบอินโดนจีน คาดว่าสาขาแรกที่จะเปิดได้ในปี 58 คือ ที่เมียนม่าร์ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมแปรสภาพ เป็นบริษัท จำกัด(มหาชน) ภายในปีนี้ โดยกำลังเตรียมแผนการเข้าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในปี 58 ซึ่งได้แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์เอเชียพลัส จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รับอานิสงส์ไอโฟน 6 ดันยอดขายโต
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ครั้งแรกในรอบ 10-15 ปี ที่ผลิตจากผลไม้หมักผสมแอลกอฮอลล์ ภายใต้ชื่อไซเดอร์ เบย์ โดยตั้งเป้าหมายจะใช้เป็นสินค้าหลัก ในการทำรายได้ของบริษัทต่อไปในอนาคต หลังจากช่วงที่ผ่านมา ตลาดเบียร์ค่อนข้างซบเซา และไม่เติบโต จนส่งผลกระทบมายังรายได้รวมของบริษัทที่เติบโตเพียง 1% เท่านั้นทั้งนี้กระแสความนิยมของเครื่องดื่มดังกล่าวในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกานั้น ได้รับการตอบรับดีมากมากว่า 2-3 ปีแล้ว และเริ่มแพร่หลายเข้ามายังญี่ปุ่นและเอเซีย ซึ่งคาดว่าต่อไป ไทยก็จะเริ่มให้ความนิยมเช่นกัน ดังนั้นบริษัทจึงเร่งนำสินค้าเข้าทำตลาดเป็นรายแรก ขณะที่คู่แข่งแบรนด์อื่นยังไม่นำเข้าสินค้ากลุ่มนี้มาจำหน่ายในไทย“เรานำสินค้าที่คาดว่าจะเป็นเทรนด์ในอนาคต เข้ามาเร่งทำตลาดก่อน เพราะเชื่อว่าปีหน้าแบรนด์อื่น ๆ ก็จะเริ่มเข้ามาในตลาดนี้แล้ว ดังนั้นการเป็นรายแรก จึงน่าจะเป็นที่จดจำได้ง่าย ซึ่งบริษัทเชื่อว่าสินค้าดังกล่าวนี้ จะมีศักยภาพมากพอที่จะขึ้นมาเป็นสินค้าทำรายได้หลักต่อไปในอนาคตแน่นอน”ด้านแผนการตลาดนั้น บริษัทได้ทุ่มงบกว่า 60 ล้านบาท และให้ความสำคัญกับสื่อโซเชียลมีเดียเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นสื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวันรุ่น และมีต้นทุนที่ต่ำกว่าสื่อประเภทอื่น โดยจะใช้เป็นสัดส่วน 30% นอกจากนี้ยังวางแผนจะสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รับรู้ในต่างประเทศอีกด้วย โดยปี 58 จะเริ่มเข้าไปทำตลาดยังประเทศฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลี ผ่านตัวแทนจำหน่ายเครื่องดื่มเบียร์สิงห์ที่มีอยู่แล้วในแต่ละประเทศ
รายงานข่าวจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคการค้าและบริการประจำเดือน ส.ค.ว่า ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นทุกตัว เนื่องจากผู้ประกอบการมองว่า สถานการณ์การบริโภคในช่วงต่อไป ปรับตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่มีแนวโน้มดีขึ้น ผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมทั้งเข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจ มี 2 ครั้ง และกำลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยค่าดัชนีรวมภาคการค้า และบริการอยู่ที่ 60.0 สูงขึ้นจาก 54.7 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากดัชนีภาคค้าส่ง ภาคค้าปลีก และภาคบริการ ปรับขึ้นทุกตัวทั้งนี้ดัชนีคาดการณ์รายภาคธุรกิจ พบว่า ภาคค้าส่ง กิจการค้าส่งสินค้าเกษตร ค่าดัชนีคาดการณ์เพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ 62.1 จากระดับ 56.7 ภาคค้าปลีก กิจการสถานีบริการน้ำมัน ค่าดัชนีคาดการณ์เพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ 65.6 จากระดับ 51.5 ผลจากการลดลงของราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน ณ สิ้นเดือนส.ค. อยู่ที่ 44.86 บาทต่อลิตร ลดลง 3.89 บาทต่อลิตร และจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลลอยกระทงและปีใหม่ ซึ่งจะส่งผลต่อปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มมากขึ้นส่วนภาคบริการ พบว่า กิจการด้านการขนส่งสินค้า อยู่ที่ 65.7 เพิ่มขึ้นจาก 57.9 และบริการด้านการท่องเที่ยว ค่าอยู่ที่ 62.4 จากระดับ 57.9 เป็นผลจากสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเดือนส.ค. มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว2.08 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.45% เมื่อเทียบกันเดือนก.ค.ที่ผ่านมา และนับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน นับตั้งแต่เดือนเม.ย. เป็นต้นมา ที่มีนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเกินกว่า 2 ล้านคน ซึ่งเป็นสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นของสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวสำหรับค่าดัชนีภาคการค้าและบริการเดือนส.ค. อยู่ที่ 46.4 ลดลงจากระดับ 47.4 เทียบกับเดือนก.ค. เนื่องจากดัชนีภาคการค้าส่งและค้าปลีกลดลง โดยภาคการค้า อยู่ที่ 46.2 จากระดับ 48.7 และภาคค้าปลีกอยู่ที่ 45.5 จาก 49.1 ส่วนภาคบริการ ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 47.5 จากระดับ 44.7ขณะที่ผลการสำรวจดัชนีรายภูมิภาคเดือนส.ค. พบว่า ค่าดัชนีปัจจุบันเกือบทุกภูมิภาคปรับตัวลดลง มีเพียงภาคใต้ที่ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่เมื่อพิจารณาดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ทุกภูมิภาคปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยภูมิภาคที่มีค่าดัชนีคาดการณ์ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ค่าดัชนีอยู่ที่ 62.2 จากระดับ 54.5 รองลงมาคือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก ค่าดัชนีอยู่ที่ 64.0 จากระดับ 57.3 กรุงเทพฯ และปริมณฑล ค่าดัชนีอยู่ที่ 61.5 จากระดับ 56.0 ภาคใต้ ค่าดัชนีอยู่ที่ 55.4 จากระดับ 50.5 และภาคเหนือ ค่าดัชนีอยู่ที่ 59.5 จากระดับ 57