วันนี้ (15 กันยายน) ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคนที่ 33 ได้เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นวันแรก โดยมีนายวีระพงษ์ แพสุวรรณ ปลัดกระทรวง ฯ พร้อมผู้บริหารระดับสูงให้การต้อนรับ ทั้งนี้หลังจากประชุมมอบนโยบายให้กับคณะผู้บริหารกระทรวงดร.พิเชฐ เปิดเผยถึงนโยบายในการทำงานว่า ได้ยึดเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งทุกฝ่ายในกระทรวง ฯ ต่างเห็นว่ามีเนื้อหาชัดเจนมากที่สุดเท่าที่เคยมีรัฐบาลก่อนๆ เคยแถลงมา ซึ่งทางกระทรวงจะมีการดำเนินงานตามนโยบายอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องเร่งทำงานให้เสร็จหรือได้มากที่สุดใน 1 ปี ทั้งด้านปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงต่าง ๆ เพื่อไปสู่เป้าหมาย เพิ่มค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาของประเทศทั้งจากภาครัฐและเอกชน ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 1 % ของรายได้ประชาชาติ หรือ จีดีพี ภายในปี 2558 จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 0.37 % ดร.พิเชฐ กล่าวว่า การปฎิรูปวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นนโยบายหลักนั้นและเป็นวาระเร่งด่วนนั้นจะเริ่มจากแผนระยะสั้นคือ ดำเนินการโครงการที่จัดทำได้อย่างรวดเร็วใช้งบน้อยหรือไม่ใช้เลย เช่น การทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงการสร้างแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ส่วนแผนระยะกลาง ซึ่งทำได้ใน 1 ปีนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นโครงงานที่อยู่ในงบประมาณปี2558 และเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเอสเอ็มอีไทย นอกจากนี้ยังมีการวางรากฐานด้านต่าง ๆ ที่สนับสนุนการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาจากภาคเอกชน เช่น การเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีด้านวิจัยและพัฒนาจาก200% เป็น 300 % เพื่อให้แผนการดำเนินงานในระยะยาว ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลต่อไป จะสามารถทำต่อได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดีจะมีการปฏิรูปเรื่องโครงสร้างในระยะยาวที่กระทรวงไม่เคยทำมาก่อน เนื่องจากคณะรัฐมนตรีชุดนี้ไม่ประสงค์ที่จะทำอะไรที่เป็นประชานิยม เช่น เรื่องกฎหมายที่เอื้อต่อการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ ฯ รวมไปถึงการทำงานข้ามกระทรวง ซึ่งเชื่อว่าปัจจุบันอยู่ในวิสัยที่จะทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากไม่มีพรรคการเมือง มีพรรคเดียวคือพรรคประเทศไทย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “พิเชฐ” ลุยปฏิรูปวิทย์ ฯ ไม่ทำประชานิยม
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















วันนี้(15 ก.ย.) ที่ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติและรักษาการที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงไอซีที กล่าวว่า ทุกภาคยังคงมีฝนตกและอาจมีฝนตกหนักได้ในบางพื้นที่ของภาคตะวันออกและภาคใต้ โดยอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” (Kalmaegi) มีศูนย์กลางอยู่บริเวณด้านตะวันตกของประเทศฟิลิปปินส์ ห่างจากเกาะไหหลำ ประมาณ 1,000 กิโลเมตรเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือ ด้วยความเร็วประมาณ 30 กม./ชม.อย่างไรก็ตาม พายุใต้ฝุ่นดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบอะไรกับประเทศไทยมากมาย แต่จะมีบริมาณของน้ำฝนมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และ 6 จังหวัดอันดามัน ในช่วงวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ พายุดังกล่าวจะมีอิทธิพลต่อลักษณะอากาศของประเทศไทยทำให้มีฝนเพิ่มมากขึ้นสำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้นด้วยจึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดต่อไปอย่างไรก็ตาม จะมีปริมาณฝนตกหนักสะสมในหลายพื้นที่อาจส่งผลให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ได้ ศูนย์เตือนภัยฯ ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องโดยเฉพาะภาคตะวันออกบริเวณ จ.ปราจีนบุรี จ.สระแก้ว จ.ชลบุรี จ.จันทบุรี และ จ.ตราด ในขณะที่ภาคใต้ จ.ระนอง จ.พังงา จ.ภูเก็ต จ.ตรัง จ.กระบี่ และจ.สตูล“พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงประชาชนในพื้นที่เสียงภัยพิบัติธรรมชาติเป็นอย่างมาก โดยได้ย้ำให้เจ้าหน้าที่ ทหาร และผู้เกี่ยวข้องติดตามข้อมูลของศูนย์เตือนภัยฯพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เกิดดินโคลนถล่ม น้ำป่าไหลหลากอย่างใกล้ชิด ซึ่งประชาชนในพื้นที่ควรระมัดระวังน้ำป่าไหลหลากที่ราบเชิงเขา ดินโคลนถล่ม ซึ่งตนไม่ค่อยห่วงประชาชนในพื้นที่มากนักเพราะจะคุ้นเคยกับสถานที่และได้รับการแจ้งเตือนการอบรมจากเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง แต่จะห่วงนักท่องเที่ยวที่ไม่ชำนาญเส้นทางมากกว่า” น.อ.สมศักดิ์ กล่าว
วันนี้ (15 ก.ย.) เวลา 11.30 น.ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) นายพรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที กล่าวภายหลังจากมอบนโยบายกับข้าราชการกระทรวงไอซีทีและหน่วยงานในสังกัดว่า สิ่งที่เป็นห่วงและต้องเร่งดำเนินการคือ การจัดการกับเว็บไซต์ไม่เหมาะสมทั้งเว็บไซต์หมิ่นเบื้องสูงฯ ความมั่นคงของชาติ ที่ผิดกับพรบ.คอมฯนั้น ตอนนี้ยังค้างอยู่กว่า 2 หมื่นคดีนอกจากนี้ สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือ ปัญหาเกี่ยวกับอุทกภัยต่างๆที่มีหลายหน่วยงานดูแล ซึ่งหน่วยงาน-ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงไอซีที ประกอบด้วยสำนักงานสถิติแห่งชาติ, กรมอุตุนิยมวิทยา และศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแจ้งเตือนหรือช่วยเหลือตามแต่หน้าที่ของตนเองนายพรชัย กล่าวว่า กระทรวงไอซีทีจะเร่งจัดสรรงบประมาณที่เหลือกว่า 3.7 พันล้านบาท เกี่ยวกับการให้บริการไวไฟเพื่อการศึกษา ว่า จะดำเนินการอย่างไรเพื่อหนุนภาคการศึกษาให้ได้ใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สายทั่วประเทศฟรีโดยจะประสานงานกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อดำเนินโครงการต่อไปเกิดการบูรณาการร่วมกัน ในส่วนของงบประมาณปี 2557 พบว่า ยังมีหลายหน่วยงานที่ยังเหลืองบประมาณอีกกว่า 40% ที่ยังไม่ได้จัดสรรซึ่งหน่วยงานต่างๆ จะต้องจัดสรรงบประมาณให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยหากพบว่าไม่สามารถจัดสรรงบประมาณได้ก็ต้องส่งคืนมาส่วนงบประมาณปี 58 ให้รีบเขียนทีโออาร์โดยเร็ว และจะต้องเน้นในเรื่องของความโปรงใสส่วนการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะต้องบริหารไม่ให้ขาดทุนหลังจากไม่มีรายได้สัมปทานมือถือโดยมองว่า การควบรวมบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) ถือเป็นวิธีสุดท้ายที่จะทำ ส่วนปัญหาที่ซับซ้อนทางกฏหมาย โดยเฉพาะกฏหมายดาวเทียมที่ต้องมีการแก้กฏหมายร่วมกันเพราะกระทรวงไอซีทีจะต้องไปประสานงานกับสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือ ไอทียู เพื่อขอจองพื้นที่ของดาวเทียม ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะมีหน้าที่กำกับดูแลในเรื่องของใบอนุญาตซึ่งจะต้องกำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจนร่วมกันอีกครั้ง“ยอมรับว่าการแก้กฏหมายเป็นเรื่องที่ยากซึ่งต่อจากนี้กระทรวงไอซีทีและหน่วยงานในสังกัดจะต้องมีการประชุมใหญ่ในวันพุธแรกของทุกเดือนและพุธที่ 3 ของทุกเดือนจะต้องประชุมหัวหน้าส่วนทั้งหมดเพื่อให้งานดำเนินการไปได้โดยเร็วโดยมั่นในว่าจะสามารถแก้ไขกฏหมายที่ซับซ้อนให้ชัดเจนได้ภายใน 2 เดือนต่อจากนี้”นายพรชัย กล่าว