วันนี้(4ก.ย.) นายวสุ คุณวาสี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมรุกตลาดอินเทอร์เน็ตองค์กรในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยจะนำเสนอบริการไปยังกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดกลางและหย่อม หรือเอสเอ็มอี ด้วยบริการใหม่ วงจรเช่าสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เพื่อให้ธุรกิจเอสเอ็มอีได้ใช้อินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ตามแนวโน้มการใช้งานของกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ต้องการใช้แบนด์วิธสูงขึ้น ตามการใช้งานคอนเทนต์ในรูปแบบต่างๆ โดยจะชูจุดเด่นที่คุณภาพและแพคเกจราคาที่หลายหลาย โดยตั้งเป้าหมายมีรายได้เมื่อถึงสิ้นปีจำนวน 2,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีที่แล้วที่มีรายได้จำนวน 1,415 ล้านบาท" ตลาดอินเทอร์เน็ตองค์กรยังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมามีมูลค่า 8,000 ล้านบาท คาดว่าในปีนี้จะเติบโตประมาณ 12% ซึ่งปัจจุบันทรูมีลูกค้าอินเทอร์เน็ตองค์กรอยู่ 4,500 ราย โดยแบ่งสัดส่วน 65 % เป็นลูกค้าองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ที่เหลือเป็นองค์กรขนาดกลางและเล็ก ส่วนประเภทธุรกิจมีทั้งด้านการศึกษา อสังหาริมทรัย์ ธนาคาร ฯลฯ ซึ่งหากบริษัทสามารถทำรายได้ตามเป้าหมายจะทำให้สามารถขึ้นเป็นผู้นำอันดับ 1 ของตลาดอินเทอร์เน็ตสำหรับองค์กรธุรกิจของไทย " นายวสุ กล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ทรู อินเทอร์เน็ต”เปิดตลาดจับเอสเอ็มอีกวาดรายได้ 2 พันล้าน
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















วันนี้(4 กย.57)ที่ศูนย์นวัตกรรมทางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ร.ต.อ.หญิงดร.สุชาดา สุขหร่อง อาจารย์ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า เนื่องจากการใช้สมุนไพรจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้แบบถูกต้น ถูกขนาด ถูกส่วนและถูกวิธี ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีการใช้สมุนไพรผิดต้นหรือสับสนในการเรียกชื่อเป็นจำนวนมาก เพราะการนำมาแปรรูปจำหน่าย จะมีรูปลักษณ์ภายนอกที่คล้ายกันมาก ยากต่อการชี้เฉพาะลงไปว่าเป็นต้นใดหรือมาจากต้นใด หากใช้ผิดนอกจากจะขาดประสิทธิภาพในการรักษาแล้วบางชนิดอาจเป็นพิษร้ายแรงถึงตายได้ หน่วยวิจัยสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติภายใต้โครงการศูนย์นวัตกรรมทางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงร่วมกับภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬา ฯ เปิดให้บริการตรวจสอบเอกลักษณ์พืชสมุนไพรเป็นแห่งแรกในประเทศไทยโดยใช้ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ ลักษณะทางสัณฐานวิทยา ร่วมกับข้อมูลทางพฤกษเคมีสนองพระราชดำริในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) เพื่ออนุรักษ์และพัฒนา ภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่เป็นสมบัติของชาติต่อไป ทั้งนี้บริการดังกล่าวจะช่วยยืนยันว่ามีการใช้สมุนไพรที่ถูกต้อง100 % ตรงตามตำรับยา สร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค และสร้างมาตรฐานให้กับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยที่สามารถนำไปทำตลาดต่างประเทศได้ ปัจจุบันมีผู้มาใช้บริการลายพิมพ์ดีเอ็นเอสำหรับตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์พืชสมุนไพรไทยเป็นจำนวนมาก โดยหน่วยวิจัย ฯ ได้มีการเก็บข้อมูลพันธุกรรมหรือลายพิมพ์ดีเอ็นเอของพืชสมุนไพรไทยไว้สำหรับอ้างอิง โดยฝากไว้ในฐานข้อมูลด้านพันธุกรรมของโลกแล้วกว่า 100 ชนิด บริการนี้สามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็วภายใน2 ชั่วโมง ตรวจสมุนไพรได้ทั้งสดและแห้ง หรือที่เก็บไว้นานหลายสิบปี สำหรับสมุนไพรที่ถูกนำมาศึกษาลายพิมพ์ดีเอ็นเอแล้วจะเป็นสมุนไพรที่มีความสับสนในการใช้ หรือพบการปนปลอมด้วยสมุนไพรชนิดอื่นที่มีราคาถูกกว่า เช่น รางจืดและกวาวเครือที่มีหลายชนิดและมีสรรพคุณไม่เหมือนกัน และที่สำคัญคือสมุนไพรที่เกิดพิษขึ้นเมื่อใช้ผิดต้นเช่น สมุนไพร “รากไคร้เครือ” ตามตำรายาไทยโบราณ ที่ใช้รากของพืชในสกุล Aristolochia วงศ์ Aristolociaceae เช่นต้นหนอนตาย กระเช้าผีมด และกระเช้าถุงทอง มาทำเป็นเครื่องยา มีสรรพคุณแก้ไข้ ขับเหงื่อเจริญอาหาร และชูกำลัง “ เนื่องจากมีการวิจัยพบว่ารากไคร้เครือ มีสารสำคัญที่เป็นพิษและก่อมะเร็งในสัตว์และมนุษย์ทำให้ทั่วโลกมีการระงับใช้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่มีพืชสกุลนี้เป็นส่วนประกอบ รวมถึงประเทศไทยที่ปี 2556 คณะกรรมการยา ฯ ได้มีมติให้ตัดไคร้เครือออกจากทะเบียนตำรับยาที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว แต่จากการสุ่มสอบร้านจำหน่ายเครื่องยาสมุนไพรหลายแห่งในจังหวัดต่างๆของประเทศไทยพบว่ายังคงมีการจำหน่ายสมุนไพรไคร้เครือ ทั้งในลักษณะรากแห้งและผงยา ทำให้หากมีการใช้เครื่องยาไคร้เครือเป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบของตำรับยาอาจก่อให้เกิดอันตรายและความเป็นพิษร้ายแรงต่อผู้บริโภคได้ ดังนั้นจึงได้มีการนำเทคโนโลยีการตรวจดีเอ็นเอชนิดตรวจลำดับนิวคลีโอไทด์ เพื่อตรวจเครื่องยาไคร้เครือที่เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรต่างๆเพื่อป้องกันการเกิดอันตรายและพิษจากการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้น” รองศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ร.ต.อ.หญิงดร.สุชาดา กล่าว
วันนี้ (4 ก.ย.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ และ นายประวิทย์ ลี่สถาพรงวงศา กรรมการ กสทช.ด้านส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและคุ้มครองผู้บริโภค ได้จัดทำอินโฟกราฟฟิค “ช่อง 3 ฟ้อง กสทช. ผู้บริโภคอาจจอดำ” ขึ้น เพื่อเผยแพร่ลำดับเวลาเรื่องราวที่เกิดขึ้น กรณีช่อง 3 ฟ้องศาลปกครองกลางกับ กสทช. เรื่องขอให้เพิกถอนมติบอร์ดคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ครั้งที่ 4/57 วันที่ 3 ก.พ. 57 ที่มีประเด็นหลัก เรื่องการยุติเวลาการทำหน้าที่ของฟรีทีวีภาคพื้นดินในการ Must Carry หรือแพร่ภาพสัญญาณทางดาวเทียมและเคเบิลจนกระทั่ง คสช.ได้ออกคำสั่งฉบับที่ 27/57 ที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่เผยแพร่ฟรีทีวี จนต่อมา กสท.มีมติขยายระเวลา 100 วันของการทำหน้าที่ Must Carry ของฟรีทีวีแอนาล็อก รวมทั้ง องค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.). หรือไทยพีบีเอส ได้ฟ้องสอดร่วมเป็นคู่ความกับกสทช. จนนำมาสู่การถกเถียงและหารือถึงทางออกในเรื่อง ทั้งนี้ ทีมงาน กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค หวังว่าอินโฟกราฟฟิคนี้ จะช่วยสื่อสารข้อมูลในแต่ละช่วงเวลาที่เกิดขึ้นให้เข้าใจง่าย