วันนี้ (25 ส.ค.) ที่ โรงแรมเซ็นทรา คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ นายศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์(องค์การมหาชน) หรือ อีจีเอ เปิดเผยว่า อีจีเอ ได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยพะเยา บันทึกความร่วมมือทางวิชาการใน “โครงการพัฒนาศูนย์บริการเชื่อมโยงข้อมูลประชาชนด้านการจัดการศึกษา Digital Content” เพื่อร่วมมือในการพัฒนาโครงการการใช้อีจีเอ สมาร์ท บ็อกซ์ (EGA Smart Box) เพื่อการสื่อสารข้อมูลภาครัฐและข้อมูลการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยตลอดชีวิตโดยใช้โครงข่าย GINสำหรับโครงการดังกล่าวจะทดลองนำร่องพื้นที่ 4 จังหวัด ใน กศน.ภาคเหนือตอนบน คือ จังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน เพื่อให้นักเรียน กศน. รวมถึงประชาชนในชุมชนได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้และได้รับทราบข้อมูลข่าวสารต่างๆ อาทิ ข้อมูลข่าวข้อมูลเศรษฐกิจ ข้อมูลทางการเกษตร ร่วมถึงการรณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ได้ใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ สามารถใช้ประโยชน์จาก Smart Card ได้อย่างเต็มรูปแบบทั้งนี้สมาร์ท บ็อกซ์ ของอีจีเอ จะเชื่อมโยงกับระบบคลาวด์การศึกษาของทีโอที ซึ่งมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นด้านการศึกษา โดยสถาบันนวัตกรรมทีโอทีที่จับมือร่วมกับ 3 สำนักพิมพ์ใหญ่ ในการทำวิจัยค้นคว้าเทคโนโลยีด้านดิจิตอลคอนเทนต์ให้กับ กศน.ตำบล โดยมี มหาวิทยาลัยพะเยา ให้การสนับสนุนด้านบุคคลากรทางการศึกษาและนิสิตอาสมัครในการลงพื้นที่ร่วมกับ กศน.ตำบล และร่วมรณรงค์ส่งเสริมชุมชนให้สามารถใช้บริการข้อมูลของภาครัฐโดยผ่าน อีจีเอ สมาร์ท บ็อกซ์ และข้อมูลพื้นฐานต่างๆ ผ่านระบบโครงข่ายและระบบคลาวด์คอมพิวเตอร์เพื่อผลักดันให้ จังหวัดพะเยาและอีก 3 จังหวัดเป็นประตูสู่เออีซีและผู้นำอาเซียนในด้านการยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยสู่ความเป็นสมาร์ทเอ็ดดูเคชั่นนอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริม การผลิตพัฒนาและวิจัยสื่อการเรียนรู้ทั้งเนื้อหาสาระในรูปแบบดิจิตอลคอนเทนต์เพื่อสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิ ตยิ่งไปกว่านั้นทั้ง 4หน่วยงานยังได้ทำการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการฯโดยวางเป้าหมายหลังการทดลองโครงการนำร่องประสบความสำเร็จ ในการเตรียมการขยายผลโครงการฯและเตรียมการพัฒนาระบบแอพพลิเคชั่นและเนื้อหาในการบูรณาการร่วมกับระบบการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมเพื่อขยายผลไปยัง กศน.ตำบล ของภาคเหนือตอนบน จำนวน 200 ศูนย์และขยายผลไปยัง กศน.ตำบล และศูนย์การเรียนรู้ชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ กว่า 10,000 ศูนย์การเรียนรู้ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “อีจีเอ-ทีโอที” ผนึก กศน.หนุนการศึกษาภาคเหนือ
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















ไฟร์อาย เผย 6 เดือนแรกปีนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมไทยติดอันดับถูกโจมตีจากภัยคุกคามมากที่สุดในอาเซียน ส่วนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ก็เป็นเป้าหมายของกลุ่มแฮกเกอร์ ชี้ภัยคุกคามมีความยืดหยุ่นสูงและล้ำสมัยมากขึ้น นายสตีฟ เลดเซียน ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมระบบ เอเชียใต้ ฮ่องกง และไต้หวัน บริษัทไฟร์อาย อิงค์ เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดเผยรายงานภัยคุกคามขั้นสูงฉบับล่าสุดสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งตรวจจับได้โดยระบบรักษาความปลอดภัยของไฟร์อายในช่วงหกเดือนแรกของปี 2557 พบว่ามีความพยายามโจมตีค่อนข้างถี่มากขึ้นจากอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ในหลายรูปแบบในภูมิภาคนี้ โดยตลาดเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น พบการโจมตีโดยอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ มีสถิติเฉลี่ยอยู่ที่ 49% เป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งโลกอยู่ที่ 39% โดยไต้หวัน เกาหลีใต้ และฮ่องกง เป็นเป้าหมายที่ถูกโจมตีอย่างหนักหน่วง ซึ่งอย่างน้อย 60% ของการโจมตีมาจากการใช้เครื่องมือ เทคนิคและขั้นตอนที่บงการโดยอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่มีตัวตนอยู่ในภูมิภาคนี้ สำหรับในภูมิภาคอาเซียน ฟิลิปปินส์ถูกจัดให้อยู่ในลำดับสูงสุดด้วยค่าเฉลี่ย 56% ขณะที่สิงคโปร์และประเทศไทย มีสถิติต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 41% และ 39% ตามลำดับ แต่ประเทศไทยยังมีสถิติจำนวนกลุ่มภาคอุตสาหกรรมที่ถูกโจมตีมากที่สุดในอาเซียนในหกเดือนแรกของปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมัลแวร์ในตระกูล Hussarini จะทำงานค่อนข้างต่อเนื่องและรุนแรงในไทย สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายของการโจมตีมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ กลุ่มบริการ ที่ปรึกษา ตัวแทนจำหน่าย ประมาณ 19.8% กลุ่มภาครัฐ 13.5% กลุ่มไฮเทค 13% กลุ่มบันเทิง สื่อ โรงแรมที่พัก 10.2% และกลุ่มโทรคมนาคม 9.2% ด้านนายวัชรสิทธิ์ สันติสุขนิรันดร์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ไฟร์อาย อิงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันหลายองค์กรไม่รู้ว่าภัยคุกคามมีความยืดหยุ่นสูงและล้ำสมัยมากขึ้น ซึ่งระบบของไฟร์อายที่ถูกคิดค้นขึ้นสามารถป้องกันภัยคุกคามได้แบบเรียลไทม์โดยเฉพาะระบบซิเคียวริตี้แพลตฟอร์มแบบ Virtual machine-based ที่กำหนดเป้าประสงค์และปกป้องได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง โดยปัจจุบันในไทยบริษัทมีลูกค้าในหลายธุรกิจทั้ง ธนาคาร ประกันภัย และภาครัฐ อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย ฯลฯ โดยการทำตลาดจากนี้จะเน้นการเข้าไปให้ข้อมูลกับองค์กรต่าง ๆให้เห็นถึงปัญหาของภัยคุกคามที่จะส่งผล กระทบต่อธุรกิจได้ ปัจจุบันบริษัทมีตัวแทนจำหน่ายอยู่ 2 แห่ง คือพาร์ทเนอร์ ลิงค์ และ ยิบ อินซอย.
วว.จับมือ 6 หน่วยงาน พัฒนาขีดความสามารถเอสเอ็มอีไทย จัดนิทรรศการ “TISTR and Friends 2014” โชว์ผลงานนวัตกรรมที่นำงานวิจัยไปต่อยอด นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า วว. ร่วมกับ 6 หน่วยงานพันธมิตรคือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) บมจ.ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และกรมส่งเสริมการค้า กระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรม “TISTR and Friends 2014” นวัตกรรมสร้างสรรค์ ต่อยอดธุรกิจยั่งยืนขึ้น เพื่อเผยแพร่ผลงานให้กับประชาชนได้เห็นถึงความสำคัญในการนำประโยชน์จากองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าของธุรกิจเอสเอ็มอีและโอทอป อย่างมีระบบ และมีการพัฒนาขีดความสามารถ ทางการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการอย่างครบวงจร สำหรับงานดังกล่าวประกอบด้วยนิทรรศการผลงานวิจัยเด่นในอนาคตของ วว. ที่สามารถนำไปต่อยอดทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม เช่น โรงงานอาหารนำทาง พลังงานจากขยะ น้ำมันจากสาหร่าย ศูนย์นวัตกรรมเพื่อการผลิตเชื้อจุลินทรีย์โพรไบโอติกและพรีไบโอติก และการทดสอบระบบรางรถไฟ ผลงานวิจัยวิทยาศาสตร์แนวสร้างสรรค์ เช่น ข้าวแต๋นบาร์ลำไยเคลือบช็อกโกแลต ผักกาดดองพร้อมทานรสเสฉวน ปลาร้าครีม และผลิตภัณฑ์เงาะแช่อิ่มอบแห้ง นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาภายใต้ความร่วมมือจาก วว. และหน่วยงานพันธมิตร และการให้คำปรึกษาจากนักวิจัยและนักพัฒนาธุรกิจ ของ วว. อย่างครบวงจร สนใจชมงาน “TISTR and Friends 2014” ได้ระหว่างวันที่ 8 – 9 กันยายนนี้ ที่ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว โซนบี ชั้น 1.