สนช.จับมือวช.ทุ่มงบ 60 ล้านบาทดันโครงการวิจัยที่มีศักยภาพของวช.ต่อยอดเป็นธุรกิจนวัตกรรม นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล คณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. กล่าวว่า สนช. ได้ดำเนินการเร่งรัดให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมทั้งในภาคการผลิต ภาครัฐ และภาคสังคมโดยรวมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ โดยกำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์นวัตกรรมเพื่อสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในสาขาต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการพัฒนางานวิจัยสู่นวัตกรรมอย่างรวดเร็ว สนช.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง กับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อสนับสนุนการนำเทคโนโลยีจากผลงานวิจัยของ วช. ที่มีศักยภาพไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ เบื้องต้น สนช. และ วช. จะร่วมกันดำเนินโครงการนำร่องจากผลงานวิจัยและพัฒนาที่ได้รับการสนับสนุนจาก วช. ทั้งทางตรงและทางอ้อมใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ภายใต้งบประมาณ 60 ล้านบาท แบ่งเป็น วช. และ สนช. หน่วยงานละ 30 ล้านบาท โดย สนช. จะเป็นผู้บริหารจัดการโครงการ ทั้งสนช.และวช. ตั้งเป้าจะสามารถสนับสนุนโครงการเป้าหมายให้เกิดเป็นธุรกิจนวัตกรรมได้ไม่ต่ำกว่า 30 ผลงาน รวมถึงสนับสนุนให้เกิดการทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์และการยอมรับของผู้ใช้งานไม่ต่ำกว่า 3 ผลงาน และส่งเสริมให้เกิดการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการในการผลิตสินค้าให้ได้ตามมาตรฐานไม่ต่ำกว่า 2 ผลงาน ตลอดจนจะมีการจัดอบรมด้านการวิจัย พัฒนา ออกแบบผลิตภัณฑ์ การรับรองมาตรฐาน และการประเมินมูลค่างานวิจัยให้กับผู้ประกอบการและนักวิจัยอีกด้วย.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สนช. – วช. ทุ่มงบดันงานวิจัยสร้างธุรกิจนวัตกรรม
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















วันนี้(23 ก.ค.)น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่1800 เมกะเฮิรตซ์ หรือการประมูล 4จีออกไปอย่างน้อย 1 ปี ตามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีคำสั่งชะลอการประมูล เนื่องจากกสทช.ได้ออกประกาศ หลักเกณฑ์การประมูลเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้การเลื่อนออกไปส่งผลให้การขยายมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการออกไปอีก1 ปี ให้ผู้รับสัมปทานไม่ต้องคืนคลื่นความถี่เพื่อนำไปจัดสรรใหม่ภายหลังหมดอายุสัมปทานและได้ให้บริการต่อไปอีก อาจเป็นการเปิดช่องให้ผู้ประกอบการเอกสารสามารถใช้คลื่นความถี่หรือทรัพยากรสาธารณะได้ฟรีอันทำให้ผู้รับสัมปทานได้ประโยชน์จำนวนมากโดยไม่ต้องเสียต้นทุนในการประกอบกิจการโทรคมนาคมเช่นเดียวกับผู้รับใบอนุญาตรายอื่นส่วนรัฐกลับต้องสูญเสียรายได้หรือเงินเข้าแผ่นดินไป ซึ่งปัญหาสำคัญของเรื่องนี้คือการปฏิบัติหน้าที่ที่ล่าช้าของกสทช. ที่ไม่สามารถประมูลคลื่น 1800เมกะเฮิรตซ์ได้ทันภายในเวลาที่กำหนดก่อนที่สัญญาสัมปทานของ บริษัท ทรูมูฟ จำกัดและบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี) จะหมดในเดือนก.ย.2556 จนต้องออกประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราว กรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทานหรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ.2556 เป็นการอนุญาตให้บริษัทเอกชนที่เคยเป็นผู้รับสัมปทานใช้คลื่นความถี่ของรัฐวิสาหกิจในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถให้บริการต่อเนื่องต่อไปโดยใช้คลื่นความถี่และทรัพยากรต่างๆอย่างเดิมภายหลังจากสัญญาสัมปทานสิ้นสุดแล้วจึงเสมือนเป็นการขยายระยะเวลาสัมปทานอย่างไม่ถูกกฎหมาย
วันนี้(23 ก.ค.) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (24 ก.ค.) ที่ประชุม กสทช.จะพิจารณาวาระโครงการสนุนสนุนการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอลโดยการแจกคูปองเงินสดส่วนลดสำหรับแลกซื้ออุปกรณ์รับชมทีวีดิจิตอลโดยจะมีความชัดเจนเรื่องมูลค่าคูปอง 690 บาท หรือ 1, 000 บาท การนำคูปองไปแลกอุปกรณ์อะไรได้บ้างและบริษัทที่จะเข้ามารับแลกคูปองต้องผ่านคุณสมบัติ ต้องเป็นบริษัทที่มีทุนจดทะเบียน วางเงินค้ำปะกัน รวมถึงบริษัทผู้ผลิตกล่องเซต ทอปบ็อกซ์ที่จะเข้าร่วมโครงการฯต้องปฎิบัติตามเงื่อนไข คือ มีเงินค้ำประกัน 2 ล้านบาท รับประกันกล่อง 3 ปี สามารถเปลี่ยนได้ทันทีหากกล่องมีปัญหาและมีจุดแลกซื้อคูปองในวันที่เริ่มต้นแจก ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจน เพื่อนำเสนอคณะรักษาความสงบ(คสช.) เพื่อพิจาณาต่อไปทั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าเสียงส่วนใหญ่จะเห็นชอบให้แลกได้เฉพาะกล่องรับสัญญาณดิจิทัลภาคพื้นดิน(ดีวีบี ที2) เพียงอย่างเดียว ไม่รวมกล่องดาวเทียม – เคเบิลทีวี อื่นๆจากเดิมที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.)กำหนดเงื่อนไขให้แลกรับได้ 4 ประเภท คือ กล่องเซต ทอป บ็อกซ์ ระบบดิจิตอล กล่องเซตทอป บ็อกซ์สำหรับระบบเคเบิลทีวี ดิจิตอลกล่องเซตทอป บ็อกซ์สำหรับระบบทีวีดาวเทียม และ ทีวีที่สามารถรับชมทีวีดิจิตอลได้ภายในเครื่องนอกจากนี้คณะกรรมการกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ กทปส.ยังได้คัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 2 ท่าน ได้แก่ นายรอม หิรัญพฤษ์ อดีตผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟตแวร์ (ซอฟต์แวร์พาร์ค) และ นางนิลวรรณเ พชระบูรณะ อดีตรองประธานก มธ.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร วุฒิสภา เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเมื่อครบองค์ประชุม แล้วก็พร้อมที่จะเดินหน้าประชุมต่อไป