ศูนย์เตือนภัยฯ ยันปีนี้ทุกพื้นที่ในไทยหนาวกว่าปีที่ผ่านมา แนะระหว่าง 28 ธ.ค. 56-1 ม.ค. 57 อากาศจะเย็นลงอีก แนะเที่ยวปีใหม่ศึกษาเส้นทางการเดินทางจากหน่วยงานราชการ และให้เชื่อฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่อุทยาน น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ขณะนี้อุณหภูมิในประเทศไทยโดยทั่วไปจะขึ้น ๆ ลง ๆ จะเห็นได้จากช่วงวันที่ 23 ธ.ค. 56 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ อุณหภูมิจะอุ่นขึ้น แล้วจะกลับมาเย็นอีกในช่วงวันที่ 28 ธ.ค.-1 ม.ค. 57 โดยปีนี้ในช่วงวันหยุดปีใหม่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบนบางส่วน อาทิ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี จะเจอกับอากาศที่หนาวกว่าปกติ สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่แนะนำในช่วงวันหยุดปีใหม่ คือภาคเหนือ พื้นที่บนดอย ที่อุณหภูมิจะติดลบ อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิแต่ละพื้นที่ในจังหวัดเดียวกันจะไม่เท่ากัน โดยในพื้นราบปกติอาจอยู่ที่ 16-18-19 องศา แต่บนเขาอาจอยู่ที่ 8-9 องศา หรืออาจติดลบ ทั้งนี้ ยืนยันว่าปีนี้อุณหภูมิในประเทศไทยจะหนาวกว่าปีที่ผ่านมา หากเทียบเวลาเดียวกัน เช่น บางพื้นที่ปีที่แล้วอุณหภูมิอยู่ที่ 16 องศา แต่ปีนี้มวลอากาศเย็นจะทำให้อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 8 องศา “อยากเตือนให้นักท่องเที่ยวศึกษาข้อมูลสภาพภูมิอากาศของศูนย์เตือนภัยฯ กรมอุตุนิยมวิทยา หรือแม้แต่แอพพลิเคชั่นที่รัฐบาลเตรียมไว้ เพื่อความปลอดภัย หากต้องเดินทางในช่วงเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นก็ควรระวังหมอกหนาในตอนเช้า และเมื่อเข้าพักในสถานที่ท่องเที่ยว อุทยานต่าง ๆ ควรฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการสูญเสียของทรัพย์สินหรือแม้แต่ชีวิต” น.อ.สมศักดิ์ กล่าว.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะตรวจสภาพอากาศก่อนเที่ยวปีใหม่
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเกมของประเทศไทย เรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กวดขันตรวจสอบการละเมิดลิขสิทธิ์เกม หลังพบการละเมิดสร้างความเสียหายมากกว่าร้อยล้านบาทต่อปี นางภัทธีรา อภิธนาคุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินิทรี ดิจิตอล จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการเกมออนไลน์ในไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันในอุตสาหกรรมเกมของไทยมีการละเมิดลิขสิทธิ์เกมและมีการใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายในการปฏิบัติงานด้านการดูแลระบบ โดยเฉพาะกับซอฟต์แวร์เซิร์ฟเวอร์ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งคาดการณ์ว่า การละเมิดลิขสิทธิ์ได้สร้างความเสียหายกับอุตสาหกรรมเกมมูลค่าหลายร้อยล้านบาทต่อปี ทางบริษัทจึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกวดขันตรวจสอบการละเมิดลิขสิทธิ์เกมรวมถึงการจัดการให้มีมาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้พัฒนาและบริษัทที่มีลิขสิทธิ์เกมอย่างถูกต้องให้มากขึ้นในปี พ.ศ. 2557 “อุตสาหกรรมเกมของประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทาย เนื่องจากมีการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์เป็นจำนวนมาก การให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามีความสำคัญต่อธุรกิจ อุตสาหกรรมเกมควรใช้ซอฟต์แวร์ถูกกฎหมายเท่านั้น เพราะว่าการใช้ซอฟต์แวร์เซิร์ฟเวอร์ผิดกฎหมายเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานโดยตรง ผู้ที่ใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์หรือเซิร์ฟเวอร์เกมที่ผิดกฎหมายจะทำให้ผู้บริโภคชาวไทยอาจตกอยู่ในความเสี่ยงจากการขโมยข้อมูลทางด้านธุรกรรมการเงิน” นางภัทธีรา กล่าว นางภัทธีรา กล่าวต่อว่า การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นเพราะหลายกลุ่มบุคคลหรือบริษัทได้ละเมิดข้อตกลงด้านลิขสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายเกมในประเทศไทย โดยกลุ่มคนเหล่านี้ละเมิดลิขสิทธิ์ที่บริษัทจ่ายไปและทำการขายแบบตัดราคาเพราะไม่มีปัจจัยทางด้านการลงทุน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน จึงจำเป็นต้องมีมาตรการอื่นในการคุ้มครองให้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม โดยในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกตรวจจับบริษัทที่ใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ที่เป็นของบริษัท อินิทรี ดิจิตอล จำกัด (มหาชน) คือ ซอฟต์แวร์เกมปังย่า และเกมบูม ซึ่งเป็นเกมที่ประสบความสำเร็จในระดับต้น ๆ ของบริษัท ซึ่งบุคคลที่ถูกจับกุมนั้นต้องถูกปรับ ระงับการดำเนินธุรกิจและต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย.
วันนี้(26ธ.ค.)ที่อาคาร แคท ทาวเวอร์ บางรัก บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) เปิดเผยว่า รายชื่อผู้ที่ชนะการประมูลทีวีดิจิทัล หมวดหมู่ทั่วไปแบบความคมชัดปกติ (ทั่วไป SD) จำนวน 7 ใบอนุญาตอย่างไม่เป็นทางการ ได้แก่ 1.บริษัท ไทย บรอดคาสติ้ง จำกัด (เวิร์คพ้อยท์) เสนอราคา 2,355 ล้านบาท 2. บริษัท ทรู ดีทีที จำกัด เสนอราคา 2,315 ล้านบาท 3. บริษัท จีเอ็มเอ็ม เอสดี ดิจิทัล ทีวี จำกัด เสนอราคา 2,290 ล้านบาท 4.บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (ช่อง 3 ) เสนอราคา 2,275 ล้านบาท 5.บริษัท อาร์.เอส.เทเลวิชั่น จำกัด เสนอราคา 2,265 ล้านบาท 6.บริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัด เสนอราคา 2,250 ล้านบาท และ7. บริษัท แบงคอก บิสสิเนส บรอดแคสติ้ง จำกัด (เครือเนชั่น ) เสนอราคา 2,200 ล้านบาท โดยรวมมูลค่า 7 ใบเป็นจำนวนเงิน 15,950 ล้านบาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (27 ธ.ค.56) ช่วงเช้าจะเป็นการประมูลทีวีดิจิทัล หมวดหมู่ข่าวและสาระ จำนวน 7 ใบอนุญาต ราคา 220 ล้านบาท เคาะราคาครั้งละ 2 ล้านบาท ผู้เข้าประมูลประกอบด้วย บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด (เดลินิวส์ ทีวี) บริษัท 3เอ. มาร์เก็ตติ้ง จำกัด บริษัท ไอ-สปอร์ต มีเดีย จำกัด บริษัท ไทยทีวี จำกัด บริษัท โพสต์ ทีวี จำกัด บริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด บริษัท โมโน เจนเนอเรชั่น จำกัด บริษัท เอ็นบีซี เน็กซ์ วิชั่น จำกัด และบริษัท ไทย นิวส์ เน็ตเวิร์ค (ทีเอ็นเอ็น) จำกัด ช่วงบ่าย เป็นการประมูลช่องเด็ก เยาวชนและครอบครัว ใบอนุญาต 3 ใบ ราคา 140 ล้านบาท เคาะครั้งละ 2 ล้านบาท มีผู้เข้าประมูล 6 ราย คือ บริษัท โรสมีเดีย แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด บริษัท ไทยทีวี จำกัด บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด บริษัท เนชั่น คิดส์ จำกัด และบริษัท ทรู ดีทีที จำกัด