วันนี้(16ธ.ค.)ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช.และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่ากสท.กำหนดวันประมูลทีวีดิจิทัลเพื่อให้บริการธุรกิจ 24 ช่อง เป็นระยะเวลา 2 วันคือ วันที่ 26 – 27 ธ.ค 56 ที่อาคาร แคท ทาว์เวอร์ (CAT Tower) บางรัก ของ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ชั้น 27 และ ชั้น 28 มีจำนวน 16 ห้อง และใช้ชั้น 30 เป็นศูนย์ควบคุมประมูลทั้งหมด ซึ่งการประมูลครั้งนี้ใช้งบประมาณจำนวน 10 ล้านบาท และค่าซอฟต์แวร์การประมูลอีกจำนวน 10 ล้านบาท โดยการประมูลแบ่งเป็นช่วงเวลาดังนี้ วันที่ 26 ธ.ค. 56 เริ่มประมูลจากช่องคุณภาพคมชัดสู ง(เอชดี) ราคาเริ่มต้น 1,510 ล้านบาท เคาะครั้งละ 10 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่เวลา 8.00 – 14.00 น. คาดเคาะประมูลช่วงเวลา 11.00 น.และช่องคุณภาพมาตรฐาน(เอสดี) ราคาเริ่มต้น 380 ล้านบาท เคาะครั้งละ 5 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่เวลา 14.00 – 20.00 น. คาดเคาะประมูลช่วง 16.00 น. และวันที่ 27 ธ.ค. 56 เริ่มประมูลช่องข่าวสาร/สาระ ราคาเริ่มต้น 220 ล้านบาท เคาะราคาครั้งละ 2 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่เวลา 8.00 – 14.00 น. และช่องเด็ก/ครอบครัว/เยาวชน ราคาเริ่มต้น 140 ล้านบาท เคาะครั้งละ 2 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่เวลา 14.00 –20.00 น. หลังจากนั้นภายใน 15 วัน นับจากการประมูลแล้วเสร็จจะรับรองผลผู้ชนะการประมูล คาดว่าในวันที่ 6 ม.ค. 57 กสท.จะรับรองผลได้ เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการทีวีดิจิทัลได้ในเดือน ก.พ.57 พ.อ.ดร.นที กล่าวต่อว่า สำหรับผู้เข้าร่วมประมูลนั้นต้องส่งรายชื่อบริษัทละไม่เกิน5 คน โดย กสท.ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์อาทิ ผู้เข้าร่วมประมูลสามารถนำเอกสารแผนธุรกิจได้ไม่เกิน 10 หน้ากระดาษ เอ 4 ไม่สามารถใช้ข้อมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ส่วนผู้เข้าร่วมประมูลสามารถออกจากห้องเพื่อเข้าห้องน้ำได้แต่ต้องมีเจ้าหน้าที่ของ กสทช.เป็นผู้ดูแลในขณะเดียวกันยังทำกระบวนการจัดสลากก่อนการประมูลให้มีความกระชับมากยิ่งขึ้น ส่วนเจ้าหน้าที่คณะทำงานทั้งหมดมีจำนวน 175 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่กสทช. 100 คน และเจ้าหน้าที่ บมจ. กสท 75 คน ต้องเซ็นหนังสือยินยอมไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ ในการประมูลครั้งนี้ อย่างไรก็ตามการประมูลครั้งนี้หากเกิดปัญหาหรือเกิดเหตุขัดข้อง กสท.ได้เตรียมการตัดสินใจตามขั้นตอนคือ หากเกิดปัญหาที่ไม่กระทบต่อประมูล ให้รักษาการรองเลขาธิการด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เป็นผู้ตัดสิน หรือหากกระทบต่อการเสนอราคาประมูลให้ประธาน กสท.เป็นผู้ตัดสินใจสุดท้าย และหากเกิดปัญหาจนต้องยกเลิกการประมูลต้องให้มติ กสท.จำนวน 5 คนเป็นผู้ตัดสินใจร่วมกัน ทั้งนี้วันที่ 18 ธ.ค. 56 จะนำสื่อมวลชนเข้าร่วมทดลองการเคาะประมูลเสมือนจริง หรือ พรีม็อก ออกชั่น และในวันที่ 19-20 ธ.ค. 56 เปิดให้ผู้ประกอบการที่ผ่านคุณสมบัติทั้งหมด 29 บริษัท 41 คำขอ เข้าร่วม พรีม็อก ออกชั่น ที่อาคารแคท ทาว์เวอร์ บางรัก.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสท.เคาะฤกษ์ประมูลทีวีดิจิทัล 26-27 ธ.ค.นี้
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















ดร.เพ็ชร ชินบุตร ผู้อำนวยการสถาบันอาหารกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การเปิดตัวเว็บไซต์พิพิธภัณฑ์อาหารไทยในชื่อ www.thaifoodmuseum.com เป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ครัวไทยสู่ครัวโลกโดยเว็บไซต์นี้ไม่เพียงแต่จะทำหน้าที่ให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารไทย ทั้งคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการแต่ยังช่วยแนะนำเมนูอาหารไทยแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้อาหารไทยได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปยังนานาประเทศ ช่วยเปิดตลาดสินค้าใหม่ หรือตลาดอาหารเฉพาะด้านทั้งยังเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางด้านการตลาด ทั้งนี้ในเฟสแรกของเว็บไซต์ดังกล่าว จะเน้นให้ข้อมูลด้านประวัติความเป็นมาคุณค่าทางโภชนาการ ส่วนผสม และวิธีการทำอาหารไทยทั้ง 4 ภาค รวม 101 เมนู ซึ่งล้วนแต่เป็นเมนูที่ขึ้นชื่อ เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก โดยจะทำเนื้อหาเป็น 2 ภาษาไทยและอังกฤษ นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดทำโซเชียลมีเดีย ทั้ง เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ ยูทูบ และกูเกิล พลัส เพื่ออำนวยความสะดวกในการได้รับข่าวสารได้อย่างทั่วถึง สำหรับเฟสต่อไป ทางสถาบันฯจะเพิ่มในส่วนวิดีโอสาธิตการทำอาหารแต่ละเมนู เมนูของหวานและเกร็ดความรู้เกี่ยวกับเครื่องปรุงแต่ละชนิดและคุณประโยชน์ต่างๆ สถาบันฯ คาดว่า www.thaifoodmuseum.comจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพ่อบ้าน-แม่บ้านยุคใหม่ นักศึกษาพนักงานบริษัทที่นิยมทำอาหารทานเอง และผู้สนใจฝึกเรียนทำอาหารเพื่อประกอบธุรกิจของตัวเอง รวมไปถึงเหล่าผู้นิยมอาหารไทยจากทั่วโลกโดยหลังจากเปิดตัว คาดว่าจะมีผู้เข้ามาใช้บริการเว็บไซต์ ทั้งชาวไทยและต่างประเทศประมาณ 1 แสนคน ภายในปี 2557
หลังมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีบางรัฐบาลละเมิดมาตรการรักษาความปลอดภัยระบบออนไลน์ ไมโครซอฟท์เร่งแก้ปัญหาเสริมความแข็งแกร่ง ปรับปรุงรหัสซอฟต์ แวร์ พร้อมเปิดศูนย์เครือข่ายความโปร่งใส ในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา รายงานข่าวจากไมโครซอฟท์ แจ้งว่า หลังจากมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในแวดวงสื่อ ในกรณีที่ บางรัฐบาลมีการละเมิดมาตรการรักษาความปลอดภัยในระบบออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งในมุมมองของไมโครซอฟท์ กระบวนการทางกฎหมายและการปกป้อง เพื่อลักลอบเก็บข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าอย่างลับ ๆ ในแง่ของข่าวที่เกี่ยวกับการลักลอบบันทึกข้อมูลโดยรัฐบาล โดยไม่มีการใช้หมายค้นและหมายศาลเพื่อที่จะเก็บข้อมูลเหล่านั้น ไมโครซอฟท์จึงได้ตัดสินใจดำเนินการแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างเร่งด่วนด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็น 3 วิธีหลัก ๆ ดังนี้ ขยายการเข้ารหัสไปยังการให้บริการต่าง ๆของไมโครซอฟท์ เสริมสร้างการคุ้มครองทางกฎหมายสำหรับข้อมูลของลูกค้า และปรับปรุงความโปร่งใสของรหัสซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์ ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์ได้เรียกร้องให้รัฐบาลมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับกรณีเหล่านี้ จึงมีการเพิ่มมาตรการในการเพิ่มความโปร่งใสในแผนระยะยาว เพื่อที่ลูกค้าภาครัฐสามารถเข้าถึงซอร์สโค้ดของไมโครซอฟท์ สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและยืนยันว่า ไม่มีการปกปิดข้อมูล ไมโครซอฟท์จะเปิดศูนย์เครือข่ายความโปร่งใส ให้บริการใน เอเชีย อเมริกา และยุโรป เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตร การการป้องกันต่าง ๆ สามารถเข้าไปดูได้ที่ บล็อกอย่างเป็นทางการของไมโครซอฟท์ : http://blogs.technet.com/b/microsoft_blog/archive/2013/12/04/protecting-customer-data-from-government-snooping.aspx