วันนี้ (9 ธ.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) กรณีมีผู้ส่งคลื่นรบกวนช่องสัญญาณดาวเทียมไทยคมว่า การรบกวนดังกล่าวเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย.56 จากการส่งสัญญาณคลื่นรบกวนช่องสัญญาณดาวเทียมไทยคม 5 ซึ่งให้เช่าช่องสัญญาณเพื่อให้บริการออกอากาศและแพร่ภาพแก่โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเกือบ 20 ช่อง อาทิ ช่องเอเชียอัพเดท ช่องบลูสกาย นอกจากนี้ ยังรวมถึงฟรีทีวีที่ออกอากาศให้รับชมผ่านระบบโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม (ช่อง 3, 5, 7, 9, ThaiPBS) โดยช่วงแรกของการรบกวน เป็นการส่งคลื่นสั้นๆ ขึ้นลงตลอด เมื่อตรวจสอบการรบกวนดังกล่าวพบว่า ไม่ได้มาจากแหล่งเดียวกัน เนื่องจากคลื่นที่กวนมีลักษณะแตกต่างกัน ทำให้การจับทิศทางของคลื่นที่รบกวนทำได้ยาก อุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งคลื่นรบกวนนั้นสามารถทำได้จากทุกที่ทั้งในประเทศไทย และจากการส่งคลื่นมารบกวนจากต่างประเทศก็ทำได้ อาทิ ในประเทศเพื่อนบ้านส่งคลื่นเข้ามาก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ตอนนี้ก็ยังสรุปไม่ได้ว่าใครเป็นผู้กระทำและกระทำมาจากพื้นที่ใด โดยการส่งสัญญาณรบกวนจะมีมากในช่วงหัวค่ำ ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่มีกิจกรรมการปราศรัย หรือแถลงทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ไทยคมได้ประสานและรายงานเรื่องการรบกวนของสัญญาณดังกล่าวต่อสำนักงาน กสทช. มาตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย.56 โดยสำนักงาน กสทช. ได้ดำเนินการตรวจสอบการส่งสัญญาณรบกวนดังกล่าว ได้สั่งการให้ไทยคม ตรวจสอบและรายงานให้สำนักงานทราบอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ยังพบว่า ยังมีการส่งคลื่นรบกวนอยู่ สำนักงานฯ จึงสั่งการให้สำนักงาน กสทช. เขตทั้ง 14 เขต ทั่วประเทศส่งรถตรวจสอบและหาทิศทางสัญญาณรบกวน 20 คันออกตรวจคลื่นรบกวนช่องสัญญาณดาวเทียมไทยคมจนกว่าจะมีคำสั่งให้หยุดดำเนินการ “หากตรวจสอบพบจะดำเนินการตามกฎหมายโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ประชาชนเกิดการเข้าใจผิดในสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และความมั่นคงของประเทศ และหากการกระทำนั้นสร้างความปั่นป่วน ทำให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ย่อมเข้าข่ายเป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 ที่บัญญัติให้ผู้ซึ่งกระทำการอันเป็นความผิดต่อกฎหมายก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ ระบบโทรคมนาคม” นายฐากร กล่าว ทั้งนี้ จะต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 3 ปี-20 ปี และปรับตั้งแต่ 6 หมื่นบาท ถึง 1 ล้านบาท นอกจากความผิดที่มีอยู่แล้วตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ที่กำหนดให้การกระทำดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งหากการกระทำเช่นว่านั้นได้มี การนำเข้าหรือใช้เครื่องวิทยุคมนาคมหรือตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยแล้ว ย่อมมีโทษปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.ขู่กวนสัญญาณไทยคมโทษถึงชีวิต
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















วันนี้(9ธ.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช.และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.)เปิดเผยว่า กสท.ได้รับทราบผลศาลปกครองกลางมีคำสั่งยกคำร้องคุ้มครองฉุกเฉิน กรณีบริษัท อาร์เอส อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง แอนด์ สปอร์ต แมเนจเม้นท์ ยื่นฟ้องกสทช. ขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งชะลอหรือระงับประกาศกสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์ที่ต้องให้บริการแก่ประชาชนภายใต้การบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป(มัสต์ แฮฟ) โดยศาลพิจารณาว่าการออกประกาศฯดังกล่าวเป็นอำนาจของ กสทช.ที่ต้องคุ้มครองผู้บริโภค ไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพ และการออกประกาศดังกล่าวมาไม่ได้จำกัดสิทธิของ อาร์เอสฯ แม้จะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่โดย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่พ.ศ.2553 สามารถจำกัดสิทธิใช้สอยบางสิทธิ์ได้ นอกจากนี้ศาลพิจาณาว่าความกระทบดังกล่าวไม่ได้เสียหายจนเยียวยาไม่ได้ พ.อ.ดร.นที กล่าวว่า ดังนั้นการแข่งขันรายการฟุตบอลโลก ปี 2014 รอบสุดท้ายประชาชนต้องได้รับชมถ่ายทอดสดรอบสุดท้าย 64 คู่ ผ่านช่องฟรีทีวี เนื่องจากฟุตบอลโลกเป็นกีฬาของมวลมนุษยชาติ ในขณะเดียวกันตอนนี้มีฟรีทีวี 6 ช่องแต่เมื่อมีการเปิดให้บริการทีวีดิจิทัลเพิ่มเป็น 36 ช่องก็จะมีช่องทางการรับชมเพิ่มขึ้นโดยอาร์เอสจะเป็นผู้ที่คัดเลือกลงเอง นอกจากนี้มีมติให้ บริษัท ทีซี บรอดคาสติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บมจ.ไทยคม เป็นผู้ให้บริการเผยแพร่บริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป หรือมัสแครี่ ผ่านระบบดาวเทียม โดยให้สำนักงานกสทช. แจ้งหนังสือให้แก่ผู้เข้าร่วมประมูลทีวีดิจิทัลทราบเพื่อให้บริการมัสต์ แครี่
วันนี้(9ธ.ค.)ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกสทช.และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกสท.มีมติเห็นชอบให้ผู้ประกอบการที่ยื่นเอกสารเข้าร่วมการประมูลทีวีดิจิทัล 29 บริษัท 41 แบบคำขอผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติทั้งหมดที่ยื่นซองเอกสารเมื่อวันที่ 28-29 โดยจะให้สำนักงาน กสทช.ประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ธ.ค. 56 และหลังจากนั้นในวันที่ 16 ธ.ค. 56 กสท.จะประกาศวันเวลา สถานที่การประมูลทั้งสถานที่จริงและสถานที่สำรองส่งให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมประมูลและหลังจากนั้นผู้ประกอบการต้องส่งรายชื่อผู้ที่จะเข้าร่วมประมูลจำนวนไม่เกิน 5 คนต่อหมวดหมู่ ก่อนการประมูล ซึ่งคาดจะจัดได้ช่วงประมาณวันที่ 23 – 27 ธ.ค. 56 นอกจากนี้ กสท.กำลังพิจารณาแนวทางจัดประมูล ว่าจะจัดประมูลวันละ 1 หมวดหมู่ 4 วันติดต่อกัน หรือจัดประมูล 4 หมวดหมู่ภายใน 1 วัน โดยจะเรียงลำดับการประมูลจากมูลค่าคลื่นความถี่เริ่มต้นแพงที่สุดคือ ช่องคุณภาพคมชัดสูง(เอชดี) ราคา1,510 ล้านบาท มีใบอนุญาต 7 ใบ ช่องคุณภาพมาตรฐาน(เอสดี) ราคา 380 ล้านบาทมีใบอนุญาต 7 ใบ ช่องข่าว ราคา 220 ล้านบาท มีใบอนุญาต 7 ใบ และช่องเด็ก/ครอบครัว/เยาวชน ราคา 140 ล้านบาท มีใบอนุญาต 3 ใบ พ.อ.ดร.นทีกล่าวต่อว่า ในวันที่ 18 ธ.ค. 56 จะนำสื่อมวลชนเข้าร่วมทดลองการเคาะประมูลเสมือนจริงหรือ พรีม็อก ออกชั่น และในวันที่ 19-20 ธ.ค. 56 จะเปิดให้ผู้ประกอบการที่ผ่านคุณสมบัติทั้งหมดเข้าพรีม็อก ออกชั่น ที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) บริเวณสำนักงานเขตบางรัก สำหรับรายชื่อผู้ที่ผ่านคุณสมบัติจำนวน29 บริษัท 41 แบบคำขอ ได้แก่ ช่องเอชดี ประกอบด้วย บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (ช่อง 7 ) ,บริษัท อมรินทร์ เทเลวิชั่น จำกัด , บริษัท พี เอ็ม กรุ๊ป จำกัด ,บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (ช่อง 3 ) ,บริษัท ไทย บรอดคาสติ้ง จำกัด ,บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) , บริษัท จีเอ็มเอ็ม เอชดี ดิจิทัล ทีวีจำกัด , บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์บรอดคาสติ้ง จำกัด และบริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด(ไทยรัฐ) ช่องเอสดี ประกอบด้วย บริษัท บีบีทีวี แซทเทลวิชั่น จำกัด (ช่อง 7 ), บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด , บริษัท อาร์.เอส.เทเลวิชั่น จำกัด ,บริษัท อมรินทร์ เทเลวิชั่น จำกัด , บริษัท โฟร์ วัน วันเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด , บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด (ไทยรัฐ), บริษัท ไทยทีวี จำกัด , บริษัท ทัช ทีวี จำกัด , บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด(ช่อง 3 ) ,บริษัท ไทย บรอดคาสติ้ง จำกัด , บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) , บริษัท จีเอ็มเอ็ม เอสดี ดิจิทัล ทีวีจำกัด , บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์บรอดคาสติ้ง จำกัด , บริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัด , บริษัท แบงคอก บิสสิเนส บรอดแคสติ้ง จำกัด และบริษัท ทรู ดีทีที จำกัด ช่องข่าว ประกอบด้วย บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด , บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด (เดลินิวส์ ทีวี) ,บริษัท 3เอ. มาร์เก็ตติ้ง จำกัด , บริษัท ไอ-สปอร์ต มีเดีย จำกัด , บริษัท ไทยทีวี จำกัด, บริษัท โพสต์ ทีวี จำกัด , บริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด, บริษัท โมโน เจนเนอเรชั่น จำกัด ,บริษัท เอ็นบีซี เน็กซ์ วิชั่น จำกัด และบริษัท ไทย นิวส์ เน็ตเวิร์ค(ทีเอ็นเอ็น) จำกัด และช่องเด็ก / ครอบครัว/เยาวชนประกอบด้วย บริษัท โรสมีเดีย แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ,บริษัท ไทยทีวีจำกัด, บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) , บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด , บริษัท เนชั่น คิดส์ จำกัด และบริษัท ทรู ดีทีที จำกัด