วันนี้ (4 ธ.ค.) นางสาวอานุสรา จิตต์มิตรภาพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า เนื่องในวโรกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2556 ไปรษณีย์ไทยได้จัดสร้างตราไปรษณียากรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติในวาระที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯถวายเหรียญสดุดีรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (The Humanitarian Soil Scientist) จากสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2555 ทั้งนี้ ด้วยพระปรีชาสามารถและพระราชกรณียกิจของพระองค์ด้านการพัฒนาทรัพยากรดินอย่างเป็นรูปธรรม เป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและนานาชาติ โดยที่ประชุมขององค์การอาหารและการเกษตรอาหารแห่งสหประชาชาติได้ประกาศให้มีการจัดตั้งวันดินโลกตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ภาพแสตมป์เป็นพระบรมสาทิสลักษณ์และเหรียญรางวัลดังกล่าว ราคาดวงละ 9 บาท (เต็มแผ่น 10 ดวง) ซองวันแรกจำหน่าย ราคา 17 บาท นอกจากนี้ ยังมีแสตมป์ชุดดอกมะลิเฉลิมนรินทร์ มะลิพันธุ์ใหม่ของโลกที่หายาก และใกล้สูญพันธุ์ค้นพบโดย ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ผู้เชี่ยวชาญแห่งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. และได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความหมายว่า “มะลิเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน” ราคาดวงละ 3 บาท (เต็มแผ่น 10 ดวง) ซองวันแรกจำหน่าย 10 บาท แสตมป์ทั้งสองชุดออกจำหน่ายพร้อมกันตั้งแต่ 5 ธ.ค.2556 เป็นต้นไป หาซื้อได้ที่ไปรษณีย์ทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อได้ทางเว็บไซต์ www.postemart.com สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายตลาดตราไปรษณียากร โทร. 0 2831 3856, 0 2831 3853 และ 0 2831 3876 หรือไลน์ stampinlove
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปณท.ออกแสตมป์เฉลิมพระเกียรติ 86 พรรษา มหามงคล
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















วันนี้ (4 ธ.ค.) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า กสทช. ได้สั่งให้ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายเพิ่มความแรงของสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ในเขตพื้นที่ อ.หัวหิน และพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อรองรับการใช้งานของพสกนิกรจำนวนมากที่จะเดินทางไปเข้าเฝ้ารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะเสด็จออกมหาสมาคม ณ วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นครั้งแรกในวันที่ 5 ธ.ค.นี้ โดยผู้ประกอบการได้มีการจัดตั้งสถานีฐานใหม่ (Small Site) เพิ่มเติม อีกทั้งขยายช่องสัญญาณของสถานีเดิม ในบริเวณพระราชวังไกลกังวล เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพบริการ ทั้งนี้ การเพิ่มความแรงของคุณภาพสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นที่ อ.หัวหิน และพื้นที่ใกล้เคียง เป็นการรองรับปริมาณการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่คาดว่าจะมีมากขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 ธ.ค. 2556 เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ “การดูแลประชาชนผู้ใช้บริการให้ได้รับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีประสิทธิภาพ และการควบคุมคุณภาพบริการเป็นหน้าที่ที่สำคัญของสำนักงาน กสทช. ทั้งนี้ หากประชาชนพบปัญหาจากการใช้บริการสามารถแจ้งและร้องเรียนมาที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักงาน กสทช. หมายเลข โทรศัพท์ 1200 ได้ทันที” นายฐากร กล่าว
แต่ละปีประเทศไทยต้องประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติมากมาย ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทำให้ต้องสูญเสียทรัพยากร ชีวิต และทรัพย์สินจำนวนมาก ประชากรในแต่ละภาคล้วนประกอบอาชีพตามลักษณะภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ อาทิ การเลี้ยงสัตว์ของกลุ่มประมง การปลูกพืชผลไม้ดอกไม้ประดับ การทำเกษตรกรรม เป็นต้น ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะสามารถผลิตสินค้าในกลุ่มเกษตรกรได้มากมาย แต่สิ่งที่สูญเสียไปกับภัยธรรมชาติก็ถือว่าเป็นมูลค่าที่สูงมาก กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้ร่วมมือกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บูรณาการข้อมูลสำหรับแจ้ง เตือนภัยด้านการประมงระยะเวลา 5 ปี (2556-2560) เพื่อบูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยีระหว่างหน่วยงานเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านการเตือนภัย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เล่าว่า ถือเป็นการแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนโดยเฉพาะชาวเกษตรกร ในการแจ้งเตือนภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ล่วงหน้า พร้อมรับสถานการณ์ได้ทัน อีกทั้ง ยังช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ถือเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้าน งบประมาณของภาครัฐในการให้ความช่วยเหลือ หรือจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้ประสบภัยด้านการประมงด้วย ทั้งนี้ กระทรวงไอซีที จะถ่ายทอดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการภัยพิบัติธรรมชาติให้แก่ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยที่อาจเกิดขึ้น เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินโคลนถล่ม แผ่นดินไหว ไฟป่า รวมถึงสึนามิ ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสีย ต่อการประกอบอาชีพด้านการประมง รวมถึงสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้วย สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ มีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เป็นผู้สนับสนุน ได้แก่ ศูนย์เตือน ภัยพิบัติแห่งชาติ, สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน), บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน), บริษัท กสท โทร คมนาคม จำกัด (มหาชน) ร่วมกันใช้เทคโนโลยีของแต่ละหน่วยงานเชื่อมโยงข้อมูลให้แก่กัน “ศูนย์เตือนภัยฯ จะทำหน้าที่ในการแจ้งเตือน เฝ้าระวัง แก่เกษตรกร ซึ่งหากทางศูนย์เตือนภัยฯ สามารถเชื่อมต่อฐานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านภัยพิบัติธรรมชาติได้อย่างครบถ้วนจะทำให้การทำงานระบบเตือนภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความสมบูรณ์ ลดความสูญเสียต่อระบบเศรษฐกิจและเกษตรกรได้” ด้าน นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เล่าว่า ปีนี้กรมประมงได้สำรวจจัดเก็บข้อมูลพิกัดฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ขึ้นทะเบียนแล้วจำนวนกว่า 5 แสนฟาร์ม การตรวจสอบและการพยากรณ์การเกิดภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะเตือนภัยล่วงหน้าให้แก่เกษตรกรในแต่ละพื้นที่ได้อย่างทันเหตุการณ์ โดยระยะเวลาโครงการได้มีแผนสร้างองค์ความรู้ในการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยมีการถ่ายทอดความรู้ ฝึกอบรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศแก่กลุ่มเกษตรกรเป้าหมาย อาทิ เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงภัย ชาวประมง ประมงอาสา เป็นต้น ทั้งนี้ จะคัดเลือกจังหวัดต้นแบบ 1 จังหวัด จากนั้น จะขยายผลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ถือเป็นช่องทางหนึ่งทำให้เกษตรกรและชาวประมงแต่ละพื้นที่สามารถเตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์ได้ทัน หวังว่าการบูรณาการข้อมูลครั้งนี้ จะช่วยให้ชาวประมงได้รู้ทันภัยพิบัติ ลดความเสี่ยงทั้งจากการลงทุน ชีวิต ตลอดจนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศชาติได้. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com