“ปลาร้า” ถือเป็นอาหารที่เป็นภูมิปัญญาด้านการถนอมอาหารด้วยการหมักของท้องถิ่นภาคอีสาน ซึ่งนิยมนำปลาร้าไปประกอบอาหารหลายชนิด แต่ปลาร้ามีกลิ่นเหม็นจึงเป็นอาหารที่แมลงวันชอบและอาจกลายเป็นแหล่งขยายพันธุ์ของแมลงวันด.ช.ชนาธิป กมลนัด และด.ช.ดนุพล ระดมทอง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดอนจานวิทยาคม อำเภอดอนจาน จ.กาฬสินธุ์ จึงได้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง “การศึกษาปัจจัยแวดล้อมของเชื้อรา Beauveria bassiana ที่มีผลต่อการตายของแมลงวัน” โดยมีนายชุมพล ชารีแสน เป็นครูที่ปรึกษา และนายศุภฤกษ์ วิภาคะ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ปรึกษา ซึ่งผลงานนี้ได้รับรางวัลชมเชย อันดับที่ 2 ในการประชุมนำเสนอผลงานวิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ระดับโรงเรียน ประจำปี 2557 จากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)น้อง ๆ ทั้งสอง บอกว่า จากการให้ข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่ามีเชื้อราบางชนิดสามารถกำจัดแมลงศัตรูพืชได้ โดยเฉพาะเชื้อราขาว หรือเชื้อรา Beauveria bassiana ซึ่งเป็นเชื้อราที่สำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ส่งเสริมให้เกษตรกร ใช้กำจัดแมลงศัตรูพืชแทนการใช้สารเคมี และลดการตกค้างในผลผลิตที่จะนำไปบริโภคจึงมีแนวคิดที่จะทดลองนำมากำจัดแมลงวันด้วยวิธีธรรมชาติ โดยเริ่มจาก การผลิตและขยายเชื้อรา Beauveria bassiana โดยใช้ข้าวเปลือก ต้มด้วยน้ำสะอาดจนเมล็ดข้าวสุก ตักข้าวที่ต้มสุกใส่ถุงพลาสติกทนร้อน รีดอากาศออกแล้วพับปากถุง วางให้อุณหภูมิอุ่นเกือบเย็น ใส่หัวเชื้อรา Beauveria bassiana ลงไปบนข้าว เพียงเล็กน้อย รัดปากถุงด้วยยางรัด แล้วคลุกเคล้าให้ทั่วถุง ใช้เข็มหมุดแทงรอบ ๆ ปากถุง นำไปวางบ่มเชื้อไว้ ครบ 2 วันขยำข้าวในถุงอีกครั้ง แล้ววางไว้ที่เดิมอีก 7-10 วัน เชื้อจะเจริญเต็มถุงและมีสีขาวครีม จึงนำไปใช้ โดยใช้เชื้อรา Beauveria bassiana 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ขยำให้
สปอร์เชื้อหลุดจากเมล็ดข้าว กรองด้วยผ้าขาวบาง คนให้เข้ากันแล้วจึงนำไปฉีดพ่น โดยให้เชื้อราสัมผัสถูกตัวแมลงมากที่สุด และ พ่นเชื้อรา ซ้ำอีกครั้งระยะห่าง 5-7 วันหลังการฉีดพ่นครั้งแรกทั้งนี้ได้ทดลองการใช้เชื้อรา Beauveria bassiana กำจัดแมลงวัน เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของเชื้อรา ในกรณี ฉีดพ่นใส่ตัวแมลงวัน และการแช่อาหารในสารละลายเชื้อรา แล้วสังเกตการเปลี่ยนแปลงเพื่อเปรียบเทียบ และทดลองศึกษาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการใช้เชื้อรา Beauveria bassiana ในการกำจัดแมลงวัน รวมถึงเปรียบเทียบความชื้นสัมพัทธ์ที่มีผลต่อการตายของแมลงวัน
ซึ่งผลการทดลองสรุปว่า การใช้เชื้อรา Beauveria bassiana สามารถกำจัดแมลงวันได้ โดยช่วงเวลา 16.30 น. เป็นช่วงเวลาที่สามารถทำให้แมลงวันตายได้มากที่สุด ส่วนการเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ให้มากขึ้นจะทำให้เชื้อรา ทำให้แมลงวันตายได้มากขึ้น และการแช่อาหารแมลงวันในสารละลายเชื้อรา Beauveria bassiana สามารถทำให้แมลงวันตายมากกว่าการฉีดพ่นสารละลายเชื้อรา Beauveria bassiana เพียงเล็กน้อยจึงควรส่งเสริมให้ใช้เชื้อรา
Beauveria bassiana ในการกำจัดแมลงวันเพื่อลดการใช้สารเคมีต่อไป.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทดลองกำจัดแมลงวันด้วยวิธีธรรมชาติ
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















เอเซอร์ เอาใจคนรักสุขภาพ เปิดตัวสายรัดข้อมือดิจิตอล มาพร้อมสมาร์ทโฟนใหม่ 2 รุ่น เผยปีนี้รุกตลาดสมาร์ทโฟนมากขึ้น คาดสิ้นปีนี้มีส่วนแบ่งตลาดไม่ต่ำกว่า 6%นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ รองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทเอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า จากตลาดสมาร์ท โฟนที่เติบโตต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกมีการเติบโตถึง 25.3% บวกความต้องการใช้งานอุปกรณ์โมบิลิตี้ในปัจจุบัน ทำให้เกิดตลาดของอุปกรณ์สวมใส่ดิจิตอล หรือที่เรียกว่าแวร์เอเบิล ดีไวซ์ (Wearable Device) ซึ่งตลาด แวร์เอเบิล ดีไวซ์ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ แบบเบสิก แวร์เอเบิล ที่รองรับแอพพลิเคชั่นเฉพาะทางต่าง ๆ มีราคาตั้งแต่ 1,000-5,000 บาท และแบบสมาร์ท แวร์เอเบิล ที่รองรับแอพพลิเคชั่นได้หลากหลาย โดยราคาตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ปัจจุบันตลาดเบสิก แวร์เอเบิล มีการเติบโตสูงกว่า 160% ส่วนสมาร์ท แวร์เอเบิล ตลาดยังไม่ชัดเจน แต่คาดว่าภายใน 5 ปี สมาร์ท แวร์เอเบิล จะมีการเติบโตสูงทั้งนี้ล่าสุดเอเซอร์ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “เอเซอร์ ลีฟ” (ACER Leap) สายรัดข้อมือดิจิตอลอัจฉริยะเพื่อสุขภาพ ซึ่งเปิดตัวพร้อมกับมือถือ 2 รุ่นใหม่ คือเอเซอร์ ลิควิด เอ็กซ์ 1 (ACER Liquid X1) รูปทรงเพรียวบางหน้าจอ 5.7 นิ้ว กระจกกันรอยขีดข่วน และเอเซอร์ ลิควิด เจด (ACER Liquid Jade) ที่เน้นดีไซน์ที่สวยงาม เรียบหรู มีสีสันสดใสให้เลือกถึง 5 สีเอาใจคนรุ่นใหม่สำหรับ “เอเซอร์ ลีฟ” จัดเป็นเบสิก แวร์เอเบิล ราคา 2,990 บาท สามารถรองรับไอโอเอสได้ มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย เช่น บันทึกข้อมูลของการทำกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การนับก้าวที่เดินในแต่ละวัน การนับระยะทางในการวิ่ง และการคำนวณแคลอรี่ที่ได้เผาผลาญในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังควบคุมการเล่นเพลงบนสมาร์ทโฟนและแจ้งเตือนสายเรียกเข้ารวมถึงรับข้อความได้อีกด้วยนายนิธิพัทธ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน เอเซอร์หันมาทำตลาดสมาร์ทโฟนมากขึ้น โดยสมาร์ทโฟนมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นจาก 5% ในปีที่ผ่านมา เป็น 20% ในปีนี้ และจากการทำตลาดร่วมกับผู้ให้บริการมือถือ การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า รวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำธุรกิจจากสินค้าไอทีมาเป็นโซลูชั่น โมบิลิตี้ มีการพัฒนาเอเซอร์ คลาวด์ คาดว่าปีนี้จะทำให้เอเซอร์มีส่วนแบ่งในตลาดรวมสมาร์ทโฟนไทย ได้ถึง 6% อย่างไรก็ดีสำหรับการสนับสนุนนโยบายดิจิตอล อีโคโนมี่ ของรัฐบาลนั้น ขอดูความชัดเจนก่อน แต่เชื่อว่าทุกแบรนด์มีศักยภาพในการรองรับการใช้งานได้อยู่แล้ว.
วว. ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต 3 ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย ให้ภาคเอกชนต่อยอดผลิตเชิงพาณิชย์นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า จากความสำเร็จของ วว. โดยฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ที่ได้วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย คือ ผลิตภัณฑ์เภสัชโภชนภัณฑ์บำรุงสมองเสริมสร้างความจำ (Braini-Tab) ผลิตภัณฑ์เภสัชโภชนภัณฑ์บำรุงหัวใจจากพืชสมุนไพรรวม (Kardiofit) และผลิตภัณฑ์ปรับสมดุล EPAS CAPS ต้านความเครียดและป้องกันความดันโลหิตสูงทั้งนี้เพื่อให้มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในเชิงพาณิชย์ วว. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ชนิดให้แก่บริษัทอาณาจักรสุขภาพ จำกัด เมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา โดย ผลิตภัณฑ์ซึ่ง วว. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ในครั้งนี้ ได้ผ่านการศึกษาวิจัยและพัฒนาอย่างเป็นระบบจากสมุนไพรของไทยที่มีศักยภาพสูงในด้านการรักษาหรือป้องกันโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เปล้าตะวันและผักบุ้งเพื่อต้านความเครียดและป้องกันโลหิตสูง หรือจะเป็นสมุนไพรรวม อาทิ สารภี บุนนาค เตยหอม มะตูม มะลิซ้อนและพิกุลเพื่อบำรุงหัวใจ ป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบตันและป้องกันการเต้นผิดปกติของหัวใจ ตลอดจนป้วยเล้งที่นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงสมองและเสริมสร้างความจำ.