ไมโครซอฟท์คิดจะยกเครื่องระบบจ้างงานใหม่ ให้เหมาะสมกับวงการธุรกิจไอทีของโลกซึ่งมักจะมีความเคลื่อนไหวสูงมากและจะต้องโตไว อยู่ให้ได้อย่างยั่งยืน ถ้าพูดถึงวงการไอทีแล้ว ก็ต้องยอมรับว่ามีความเคลื่อนไหวสูงมาก แข่งขันกันหนัก และอายุทางธุรกิจอาจจะสั้น ถ้าไม่มีนวัตกรรมใหม่รอดยาก เหมือนกับบริษัทแบล็คเบอร์รี่หรือยาฮู ซึ่งจะต้องดิ้นรนหาซีอีโอแข็ง ๆ เพื่อฟื้นฟูกิจการเพื่อให้อยู่รอด ในวงการบริหารธุรกิจ ก็ต้องยอมรับกันเลยว่าเมื่อแม่ทัพจะคิดทำการใหญ่ จะทำสิ่งไหนให้ได้ กองทัพทรัพยากรมนุษย์สำคัญที่สุด หลังจากสร้างวิสัยทัศน์และการวางยุทธศาสตร์และแผนจนถึงเข้าสู่ชัยชนะเสร็จ ไมโครซอฟท์หลังจากสตีฟ บอลเบอร์ จะเกษียณและหาซีอีโอใหม่แทนที่จะให้ซีอีโอใหม่จัดกำลังกองทัพเอง ก็เลยมีความคิดที่จะยกเครื่องระบบการจ้างงานใหม่หมด ซึ่งเดิมก็จะต้องยอมรับกันว่าอิทธิพลของความคิดระบบการจ้างงานในโลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งสะสมมายังปัจจุบันแนวคิดแบบ แจ็ค เวลซ์ เจ้าพ่อที่เข้าไปฟื้นฟูกิจการจีอี เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกจนเป็นตำนานนั้น มักจะถูกนำมาใช้ในบริษัทขนาดใหญ่เกือบทั่วทั้งโลกตะวันตก โดยเฉพาะแนวคิดระบบ 20-70-10 คือคนเก่งในบริษัท 20% ถือเป็นเกรดเอ จะได้รับค่าตอบแทน และการเลื่อนขั้นเร็วมาก ส่วน 70% ถือว่าเลี้ยงไปให้อยู่ได้ตามสภาพเงินเดือนและรายได้ของบริษัท ส่วน 10% ถ้าเข้ากับวัฒนธรรมการเพิ่มประสิทธิภาพสูงไม่ได้ก็ต้องเลิกจ้าง ทั้งหมดข้างต้นนี้ไมโครซอฟท์ยกเลิก ส่วนระบบใหม่ที่จะประกาศออกใช้ยังไม่ยอมเปิดเผย แต่แนวคิดคร่าว ๆ มี 4 ประการด้วยกันซึ่งคล้ายกับทางตะวันออกที่ใช้ ดังนี้ ประการแรก มุ่งเน้นเรื่องการทำงานเป็นทีมและการให้ความร่วมมือ ซึ่งทางไมโครซอฟท์จะมอง 3 มุมด้วยกัน ไม่ใช่ว่าจะต้องทำงานคนเดียวด้วยตนเองให้สำเร็จ แต่จะต้องสามารถที่จะนำความคิดหรือฟังเสียงจากเพื่อนร่วมงานมาใช้ประโยชน์ให้ได้ และจะต้องมุ่งช่วยให้เพื่อนร่วมงานทำงานให้สำเร็จ จุดประสงค์เพื่อจะร่วมกันทำงานให้ได้ตามสำเร็จผล ประการที่สอง การพัฒนาอาชีพและความก้าวหน้าของพนักงานด้วยการสร้างระบบการเชื่อมต่อที่เรียกว่า คอนเน็คท์ (Connects) เพื่อที่จะให้พนักงานตามฝ่ายต่าง ๆ สามารถ ให้ผลงานย้อนกลับและการอภิปราย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งจะช่วยให้พนักงานได้เรียนรู้ในขณะนั้น นำมาผลักดันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สุดยอดออกมา ซึ่งตรงนี้จะต้องมีความยืดหยุ่นเรื่องเวลาพอสมควรเพื่อให้เกิดผลการทำงานออกมาได้ดี แทนที่จะวัดผลของงานรายปีตามควอเตอร์ตามปฏิทินของบริษัท ปัจจุบันวงจรธุรกิจสั้นลงมาก เพราะฉะนั้นจะต้องทำให้ทีมงานต่าง ๆ ได้ทำงานและสร้างผลงานด้วยอัตราเร่งด้วยตารางเวลาที่ต่าง ๆ กันในแต่ละฝ่าย ด้วยวิธีการนี้จะทำให้ผลงานออกมาได้ดี ประการที่สาม ยกเลิกการวัดผลงานด้วยระบบ 20-70-10 อีกต่อไป แต่จะมีระบบการให้รางวัล ซึ่งทั้งผู้จัดการและผู้นำมีความยืดหยุ่นในการจัดแบ่งเงินรางวัล ให้ได้ตามความเหมาะสมที่จะทำให้ทีมงานและตัวบุคคลได้รับผลงานสุดยอดเท่าที่พนักงานคนนั้นอยู่กับบริษัท ประการที่สี่ ไม่มีการให้คะแนนแต่จะต้องมองลึกให้เห็นผลงานที่เกิดขึ้นและโอกาสที่จะเติบโตและมีการปรับปรุงงานให้ดีขึ้นเสมอ ว่ากันจริง ๆ ก็คือมีการผสมผสานกับแนวคิดทางตะวันออกหรือญี่ปุ่นเพื่อให้เกิดผลลัพธ์การทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น. รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด boonmark@stamford.edu
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไมโครซอฟท์ยกเครื่องระบบจ้างงาน – โลกาภิวัตน์
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















เอซุสเผยเป้าหมายปีหน้าขึ้นเป็นผู้นำตลาดแท็บเล็ตอันดับ 2 ของโลก ส่วนโน้ตบุ๊กแม้เป็นขาลง แต่หวังเป็นที่ 1 ต่อเนื่อง นายอีริค เฉิน รองประธานกรรมการเอซุส เปิดเผยถึงการทำตลาดของเอซุสในปีหน้าว่า จะเน้นในสามผลิตภัณฑ์หลักคือโน้ตบุ๊ก สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต โดยมุ่งรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดโน้ตบุ๊กที่เอซุสมีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ของโลก ส่วนแท็บเล็ตซึ่งปัจจุบันอยู่อันดับ 3 นั้นจะผลักดันให้ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 2 ให้ได้นอกจากนี้ในส่วนตลาดสมาร์ท โฟนที่เอซุสเพิ่งเริ่มทำตลาดนั้นจะมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องและมีสมาร์ทโฟนสำหรับตลาดระดับกลางไม่ใช่เฉพาะตลาดไฮเอนด์อย่างเดียวเหมือนในปัจจุบันอีกด้วย ทั้งนี้เอซุสตั้งเป้าเป็นผู้นำในตลาดดังกล่าวโดยอาศัยกลยุทธ์การนำเสนอนวัตกรรมที่เน้นแนวคิดในการออกแบบใหม่ ๆ อย่างเช่น การเปิดผลิตภัณฑ์ล่าสุด เอซุส ทรานส์ฟอร์เมอร์ บุ๊ก ทรีโอ ซึ่งเป็นการผสานระหว่างโน้ตบุ๊กแท็บเล็ต และเดสก์ท็อป เข้าไว้ในเครื่องเดียว สำหรับภาพรวมของตลาดโลก นั้น นาย อีริค เฉิน กล่าวว่าในส่วนของโน้ตบุ๊ก ถือว่าเป็นขาลง โดยมีอัตราการเติบโตลดลงประมาณ 7-8% ส่วนแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนเป็นขาขึ้น ซึ่งมีการเติบโตสูง อย่างไรก็ดีเอซุสตั้งเป้าปีหน้าจะทำให้อัตราการเติบโตของเอซุสทั้งโน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน เป็นขาขึ้นทั้งหมด ด้าน นายเร็กซ์ ลี ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอซุส กล่าวว่า สำหรับตลาดไทยในปีนี้แม้ว่าตลาดโน้ตบุ๊กจะมียอดขายที่ลดลง จากปัญหาต่าง ๆ รวมถึงเรื่องการเมืองแต่คาดว่าในปีหน้าน่าจะดีขึ้นและกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง ขณะที่ตลาดแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนก็จะดีขึ้นเหมือนกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลกประกอบกับไทยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโทรคมนาคมจาก 2จี เป็น 3จี และกำลังจะเป็น 4จี ในอนาคต.
โดยปกติเด็กนักเรียนที่มีปัญหาด้านการได้ยินจะมีอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังใส่ไว้แต่ละบุคคล แต่เมื่อภายในห้องเรียนมีเด็กนักเรียนจำนวนมากมาเรียนรวมกัน ทำให้เด็กนักเรียนซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังไม่ได้ยินเสียงของอาจารย์ผู้สอน หรือได้ยินเสียงไม่ชัดเจนได้ เนื่องจากระยะทาง และเสียงรบกวนโดยสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการฟื้นฟูและอำนวยความสะดวก ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับโรงเรียนกาญจนาภิเษกสมโภช ในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทีมวิจัยจากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินโครงการพัฒนาอุปกรณ์ช่วยการได้ยินระดับอุตสาหกรรม ระยะที่ 2 ขึ้น โดยพัฒนาเป็น อุปกรณ์ช่วยการสื่อสารสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านการได้ยินภายในห้องเรียน (Classroom Assistive Listening System) ทีมวิจัยจากเนคเทค บอกว่า อุปกรณ์ดังกล่าวจะช่วยเหลือการสื่อสารระหว่างเด็กที่มีปัญหาทางด้านการได้ยินกับคุณครูภายในห้องเรียน โดยเฉพาะในระหว่างการเรียนการสอน โดยจะช่วยเพิ่มความสามารถในการได้ยินของเด็กนักเรียนให้มากขึ้น โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องตำแหน่งที่นั่งของเด็กนักเรียนภายในห้องเรียน ตัวอุปกรณ์หลัก ๆ ประกอบด้วย ส่วนภาคส่ง ซึ่งจะอยู่กับคุณครูผู้สอน และภาครับที่อยู่กับนักเรียนแต่ละคน สำหรับการใช้งานสัญญาณเสียงพูดของคุณ ครูจะถูกส่งผ่านไมโครโฟน ของภาคส่ง และสัญญาณ เสียงนี้จะถูกส่งสัญญาณแบบไร้สาย ผ่านคลื่นความถี่วิทยุ 2.4 GHz จากคุณครูผู้สอนไปยังส่วนภาครับที่อยู่กับเด็กนักเรียน โดยเด็ก ๆ จะได้ยินเสียงคุณครูผู้สอนผ่านทางหูฟังซึ่งถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ อุปกรณ์นี้สามารถรับ-ส่งสัญญาณ ได้ไกลสูงสุด 30 เมตร ผู้ใช้สามารถปรับแต่งความดังเสียงตามความเหมาะสมของผู้ใช้งานแต่ละคน ที่สำคัญนักวิจัยบอกว่าราคาประหยัด มีความทนทาน ใช้ถ่านแบบชาร์จไฟได้ ซึ่งสามารถใช้งานได้สูงสุด 8-10 ชม. สำหรับการทดสอบภาคสนาม ได้ผ่านการทดสอบใช้งานจริงในห้องเรียนกับเด็กนักเรียนที่มีปัญหาทางการได้ยินจากโรงเรียนกาญจนาภิเษกสมโภชฯ มาแล้ว และล่าสุด…เนคเทคได้ส่งมอบอุปกรณ์ดังกล่าวให้กับโรงเรียนกาญจนาภิเษกสมโภชฯ จำนวนเครื่องส่ง 2 เครื่อง และเครื่องรับ 10 เครื่อง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ในการเรียนการสอนให้กับครูและนักเรียนที่ประสบปัญหาทางการได้ยิน. นาตยา คชินทร Nattayap.k@gmail.com