วันนี้ (18 พ.ย.) ที่ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ดร.ฮามาดูน ทูเร เลขาธิการสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ พร้อมด้วย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ผู้แทนประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงานไอทียู เทเลคอม เวิลด์ 2013 และ มร.วาลีด อัลซายแอด ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ออรีดู ในฐานะตัวแทนอุตสาหกรรมไอซีทีและประเทศกาตาร์ ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพจัดงานไอทียู เทเลคอม เวิลด์ ในเดือนธ.ค.ปีหน้าน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที กล่าวว่า งานไอทียู เทเลคอม เวิลด์ 2013 จัดขึ้นในกรอบแนวคิด “เตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัล” ซึ่งจะเน้นในกรอบ 5 หัวข้อหลักได้แก่ ความเปลี่ยนแปลงในวิธีการสื่อสารของผู้คน ความจำเป็นของโมเดลธุรกิจในยุคข้อมูลเป็นใหญ่ พลวัตความเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และระเบียบและกระบวนการวางมาตรฐาน โดยในงานจะมีการอภิปรายซึ่งจะจัดขึ้นในหลายหัวข้อ พื้นที่นิทรรศการ (Showfloor) ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี รวมถึงโอกาสด้านการลงทุนจากทั่วโลก รวมทั้งกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้พบปะและพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน โดยในบริเวณนิทรรศการ จะมีโซน InnovationSpace ซึ่งผู้เข้ารอบสุดท้ายของการประกวด ITU Young Innovators’ Competition จะนำผลงานที่ได้รับรางวัลมาแสดง และพื้นที่ The Lab ซึ่งจำลองภาพการใช้ชีวิตแห่งอนาคตด้วยเทคโนโลยีหลากหลายไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์หรือเทคโนโลยีที่สวมใส่ได้ ตลอดจนการพิมพ์แบบ 3D ดร.ฮามาดูน ทูเร เลขาธิการสหภาพไอทียู กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้ ได้เลือกกรุงเทพฯ ให้เป็นที่จัดงาน เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และถือว่าเป็นประตูสู่ภูมิภาคที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วมาก จึงเหมาะที่จะเป็นศูนย์กลางของการที่คนในวงการไอซีทีทั่วโลกจะมาร่วมระดมความคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมไอซีที และในชีวิตของประชาชนทั่วไป“งานนี้จะเปิดให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องได้มารวมพลังพูดคุยในเรื่องที่สำคัญเกี่ยวกับอุตสาหกรรมไอซีที ที่เป็นเช่นนั้นเพราะงาน ไอทียู เทเลคอม เวิลด์ สามารถดึงคนจากอุตสาหกรรมและภาครัฐในส่วนที่เกี่ยวข้องจริง มาร่วมกันอภิปรายหัวข้อที่จะกำหนดทิศทางแห่งอนาคตของอุตสาหกรรมไอซีทีและโลกของเรา ช่วยให้เราใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อประโยชน์สำหรับทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม” ดร.ทูเร กล่าวสำหรับงาน ไอทียู เทเลคอม เวิลด์ 2013 จะจัดขึ้นระหว่าง 19-22 พ.ย.56 โดยมีผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนทั่วโลกเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะรัฐมนตรี หน่วยงานกำกับดูแล ผู้นำองค์กรในธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับไอซีที ไปจนถึงผู้นำทางความคิด ที่ปรึกษา นักวิชาการ และนักพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “อนุดิษฐ์” เปิดฟอรั่ม “ไอทียู เทเลคอม เวิลด์ 2013” รับยุคดิจิทัล
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















วันนี้ ( 18 พย.) ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ( สวทช. ) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดงานประกาศผลผู้ได้รับทุนนักวิจัยแกนนำ ประจำปี 2556 โดยดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า สวทช. จึงจัดให้มีโครงการทุนนักวิจัยแกนนำมาตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบันให้ทุนไปแล้ว 7 โครงการ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการสร้างสรรค์ นักวิจัยที่มีความสามารถสูงให้เป็นแกนนำให้กับวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้มีการผลิตผลงานวิจัย อันจะนำไปสู่การยื่นจดสิทธิบัตร และตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติและระดับนานาชาติ รวมถึงมีศักยภาพในการแก้ปัญหาให้กับภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคสังคม และเพื่อเป็นแกนหลักในการผลิตบุคลากรวิจัยสู่วงการวิชาการอย่างต่อเนื่องทั้งนี้จากการรับสมัครผลงานเข้าร่วมโครงการประจำปี 2556 คณะกรรมการทุนนักวิจัยแกนนำ ได้มีมติเห็นสมควรมอบทุนดังกล่าวแก่นักวิจัยแกนนำของประเทศจำนวน 2 ท่าน คือ ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากโครงการวิจัย เรื่อง “บทบาทของสัตว์ แมลง ในการก่อโรค กลไกเชื้อและการรักษา” และศ.ดร.สมชาย วงศ์วิเศษ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)จากโครงการวิจัยเรื่อง “การเพิ่มการถ่ายเทความร้อนเชิงนวัตกรรมสำหรับอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนในอนาคต” โดยทุนดังกล่าวมีระยะเวลา 5 ปี ทุนละ 20 ล้านบาทสำหรับ ศ.ดร. ธีระวัฒน์ ฯ เป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น และศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคทางด้านสมองของประเทศไทย มีผลงานวิจัยที่โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ และยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกด้านค้นคว้าและอบรมโรคติดเชื้อไวรัสสัตว์สู่คน และศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยโครงการโรคติดเชื้อจากสัตว์และแมลงนี้ เป็นการศึกษาความหลากหลายของเชื้อ การพัฒนาและสร้างแบบจำลองการทำนายการเกิดโรคระบาด การพัฒนาวิธีการวินิจฉัยโรคและระบบเฝ้าระวังโรคเชื้อไวรัส การศึกษากลไกของไวรัสพิษสุนัขบ้าและพัฒนาวิธีการป้องกัน โครงการทั้งหมดจะเพิ่มความตระหนักในวงการแพทย์ในโรคที่มาจากสัตว์สู่คน ทำให้การวิเคราะห์สาเหตุทำได้ด้วยวิธีการที่ง่ายๆใช้ได้ทั่วไป และเป็นการประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้จากการรวบรวมพฤติกรรมสัตว์ในการเคลื่อนย้ายถิ่นฐา น ความสามารถอันหลากหลายของแมลงในการเพาะบ่มเชื้อต่างๆ และกระบวนการของไวรัสที่ทำให้โรคมีความรุนแรงในระดับต่างๆส่วน ศ.ดร.สมชาย เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น บุคคลดีเด่นของชาติ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นผู้เชี่ยวชาญและมีผลงานวิจัยดีเด่นด้านการออกแบบและการสร้างอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน ผลิตผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีส่วนร่วมในภาคอุตสาหกรรม โดยนำผลงานวิจัยไปประยุกต์พัฒนาผลิตภัณฑ์อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนเพื่อการส่งออกให้แก่บริษัทต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งโครงการที่ได้รับทุนนี้ เป็นการพัฒนาและประดิษฐ์อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนรูปแบบต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพในการถ่ายเทความร้อนเพิ่มยิ่งขึ้น
วันนี้ (18 พ.ย.) ที่ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียและแปซิฟิก 2013 โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งแรก ว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็นเวทีให้ผู้นำประเทศ ผู้นำรัฐบาล รัฐมนตรี และผู้นำอุตสาหกรรมไอทีจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ และความเห็นเกี่ยวกับความท้าทายของโลกดิจิทัล รวมถึงโอกาสที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ ตลอดจนกำหนดทิศทางด้านการลงทุนในโครงข่ายพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและไอซีที แอพพลิเคชั่นและบริการที่สร้างสรรค์นอกจากนี้ ยังเป็นการกำหนดทิศทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมไอทีในอนาคตของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในปี 2563 เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่ได้ดำเนินการร่วมกัน และหวังว่าจะทำให้ทุกประเทศได้ใกล้ชิดกัน ไอซีทีไทยจะให้การสนับสนุนการเชื่อมโยง ซึ่งประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเปิดเสรีประชาคมอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 นี้ อีกทั้ง ขณะนี้กำลังเข้าสู่โลกดิจิทัล ทำให้การค้าขายแต่ละประเทศมีการเข้าถึงได้ง่ายขึ้นด้วยอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประชากรทั่วโลกมี 7 พันล้านคน โดยคน 250 ล้านคนทั่วโลกจะมีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต 40% และขณะนี้จะมีการใช้ 4จี โดยปี 2025 จะมีอุปกรณ์4 จี และอุปกรณ์อื่นๆ เข้าถึงอินเทอร์เน็ตจำนวน 1 ล้านล้านเครื่อง โดยเฉลี่ยปี 2012-2017 มีการเติบโตถึง 10 เท่า ทั้งนี้ ปัจจุบันไอซีทีได้มีการพัฒนาสาธารณูปโภค ทำให้มีการเชื่อมโยงกับทุกประเทศ สุดท้ายแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์ เพราะไอซีทีจะช่วยลดต้นทุน ลดความเหลื่อมล้ำทางเพศด้วยทั้งนี้ รัฐบาลมองว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้คือเรื่องช่องว่างของการเข้าถึงเทคโนโลยี สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วมีการเข้าถึงเทคโนโลยีสูงถึง 80% ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนานั้น มีการเข้าถึงเทคโนโลยีเพียง 28% เท่านั้น อีกทั้ง สิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่น้อยไปกว่ากัน คือเรื่องการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด ไม่ว่าจะเป็นการโจรกรรม หรือแม้กระทั่งการก่อการร้าย ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก”การพัฒนาไอซีที นอกจากจะลดช่องว่างในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแล้ว ยังช่วยส่งเสริมในเรื่องของการท่องเที่ยว การศึกษา เกษตรกรรม สาธารณสุข และภาคธุรกิจต่างๆ ด้วย ดังนั้น ผลที่ได้จากการประชุมในครั้งนี้ รัฐบาลจะนำไปพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของไทยให้เจริญก้าวหน้าเทียบเท่านานาประเทศ” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว