ผู้ผลิตเคสมือถือใช้คริสตัลชวารอฟสกี้ ประดับเคสมือถือไอโฟนรุ่นใหม่ เผยเทรนด์ถ่ายรูปตัวเองจากหน้ากระจกในสถานที่ต่าง ๆ กำลังมาแรงบนโลกโซเชียล อวดมือถือและเคส ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทบลิงค์ มาย ธิง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย เคสสำหรับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ได้เปิดตัว เคสสำหรับไอโฟน 5 เอส และ 5 ซี คอลเลกชั่นใหม่ประดับด้วยคริสตัลชวารอฟสกี้ เรียกว่า คอลเลกชั่น มิลกี้ เวย์ ตัวเคสทำจากโพลีคาร์บอเนตและเคลือบยูวี บาง 1.3 มม. ทนต่อรอยขีดข่วน ส่วนคอลเลกชั่นมิสทีค เป็นแบบหนังวัว ประดับคริสตัลชวารอฟสกี้ ราคาเริ่มต้น 890-2,290 บาท นางสาวอยาโนะ คิมูระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บลิงค์ มาย ธิง จำกัด กล่าวว่า โดยส่วนตัวชอบตกแต่งของเล่นให้สวยงามมาตั้งแต่เด็ก ๆ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ออกแบบเคสสำหรับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่เน้นความหรูหรา เข้ากับสไตล์การแต่งตัวของผู้คน ในรูปแบบต่าง ๆ สำหรับการออกแบบเคสประดับด้วยคริสตัลชวารอฟสกี้ ได้เซาะร่องรอบตัวเคส แล้วติดกาวชนิดพิเศษ เพื่อให้คริสตัลไม่หลุด ต่างกับคริสตัลทั่วไปที่จะหลุดร่อนง่าย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระแสการใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปตัวเองจากหน้ากระจกในสถานที่ต่าง ๆ กำลังได้รับความนิยมในหมู่ดารา และขยายตัวสู่แฟนคลับ แล้วโพสต์ขึ้นโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยในภาพถ่ายจะเห็นทั้งตัวเอง โทรศัพท์มือถือ และเคสที่สวยงาม ทำให้ผู้ผลิตเคสสำหรับสมาร์ทโฟน เห็นช่องทางการทำธุรกิจ จึงออกแบบเคสให้ดูหรูหรา เพื่อสะท้อนรสนิยมของผู้ใช้.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เทรนด์ถ่ายตัวเองผ่านหน้ากระจกมาแรง ถ่ายแล้วอัพอวดเคส-มือถือบนโซเชียล
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















วินาทีนี้ ต้องยอมรับว่า ธุรกิจอีคอม เมิร์ซ เป็นสิ่งที่น่าจับตามองและร้อนแรงมากขึ้น เนื่องจากกระแสธุรกิจซื้อขายสินค้าบนโลกออนไลน์ เริ่มเป็นที่ยอมรับของคนไทยมากยิ่งขึ้น และจะเพิ่มความน่าสนใจยิ่งขึ้นในปีหน้า ซึ่ง “ภาวุธ พงษ์วิทยุภานุ” ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการราคูเท็น ตลาด ดอทคอม ( Rakuten TARAD. Com) บอกว่า ปีพ.ศ. 2557 จะเป็นปีที่น่าจับตามองของวงการอีคอม เมิร์ซไทยอีกปีหนึ่ง เนื่องจากจำนวนตัวเลขของผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้น ทำให้การซื้อขายออนไลน์พัฒนาไปอย่างมาก ส่งผลให้แบรนด์ที่เป็นที่รู้จักดี หันเข้ามาทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มยอดขายและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์มากยิ่งขึ้น และจะมี ร้านค้าจำนวนมากที่ ทำยอดขายได้อย่างสวยงาม สำหรับราคูเท็นในปีที่ผ่านมา มีการทำตลาดอย่างเต็ม ที่ ทั้งปรับเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ให้มีความหลากหลาย นอกจากนี้ยังอาศัยช่องทางสังคมออนไลน์อย่าง เฟซบุ๊ก ที่สามารถล็อกอินเข้ามาชมสินค้า และการเพิ่มช่องทางส่งอีเมลไปกว่า 20 ล้านฉบับ โดยการย่อขนาดและปรับเปลี่ยนรูปภาพให้เหมาะสมกับมือถือ ทำให้ปัจจุบัน มีผู้เข้าชมเว็บจำนวนกว่า 30 ล้านคน เป็นสมาชิก 2.5 ล้านคน และมีผู้ประกอบการร้านค้าบนเว็บจำนวน 3 แสนร้านค้า และร้านค้าระดับพรีเมียมอีก 2,000 ร้านค้า ส่วนในปีพ.ศ. 2557 ราคูเท็น ตลาด ดอท คอม จะปรับเปลี่ยนอีกครั้ง และมุ่งสู่ระดับโลกมากขึ้นโดยใช้ชื่อว่า “ราคูเท็น ดอทซีโอดอททีเอช ตลาดออนไลน์” (Rakuten.co.th TARAD online) ที่จะดึงผู้ประกอบการระดับพรีเมียมที่เป็นลูกค้าปัจจุบันเข้าสู่รูปแบบของธุรกิจราคูเท็น ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นช่วยให้ผู้ประกอบการคนไทยเปิดตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น งานนี้นอกจากผู้ประกอบการระดับพรีเมียมต้องปรับตัวแล้ว ผู้ประกอบการร้านค้าคนไทยที่อยู่ใน ราคูเท็น ตลาด ดอทคอม อีก 3 แสนร้านค้า ต้องรับมือกระแสคนไทยที่เบนทิศเข็มหันมาซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น เพื่อแข่งขันกับต่างชาติที่ทำธุรกิจเช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกัน นายภาวุธ ระบุว่า สิ่งที่น่าจับตามองในวงการอีคอมเมิร์ซ คือตลาดขนส่งที่เป็นปัจจัยหลักของอีคอม เมิร์ซเพื่อใช้ในการส่งสินค้า ซึ่งพบว่านักลงทุนต่างประเทศหันมาสนใจลงทุนเรื่องเกี่ยวกับการขนส่งเป็นอย่างมาก ดังนั้นไปรษณีย์ไทย ที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานกำลังจะถึงจุดเปลี่ยนต่อไป อย่างไรก็ตามปัจจุบันต้องยอมรับว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยน คนไทยหันมาซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ในต่างจังหวัดเริ่มซื้อสินค้าออนไลน์ ถึง 78% ถือว่าแซงหน้ากลุ่มลูกค้ากรุงเทพฯ และที่สำคัญการดูสินค้าออนไลน์ผ่านมือถือ มียอดที่สูงกว่าดูผ่านคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะสะท้อนให้เห็น ว่าการใช้งานอินเทอร์ เน็ต การมีเทคโนโลยี 3 จี หรือแม้กระทั่งตัวอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟน หรือแท็บแล็ต ราคาถูกลงทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น จึงนับว่าตลาดอีคอม เมิร์ซไทยยังคงเติบโตไปได้อย่างแน่นอน หากผู้ประกอบการร้านค้าปรับตัวให้รับกับสถานการณ์ได้ทุกรูปแบบ.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) วันที่ 18 พ.ย. นี้ กสท.เตรียมออก (ร่าง) หลักปฏิบัติการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ ถือเป็นแนวทางสำคัญของการดำเนินการประมูลให้เป็นธรรม โปร่งใส และเป็นไปตามที่กฎหมายโดยกำไหนดหลักปฏิบัติการประมูลไว้ 6 หมวด คือ1.การเตรียมการประมูล 2.การเข้าสู่สถานที่การจัดประมูล 3.การประมูล 4.การติดต่อสื่อสารระหว่างการประมูล 5.การประกาศและรับรองผลประมูล 6.มาตรการรักษาความเป็นธรรม และผลประโยชน์ของรัฐในการประมูล นอกจากนี้ ยังรวมถึง ภาคผนวก ก หนังสือยินยอมเพื่อการรักษาข้อมูลสารสนเทศที่ต้องห้ามเปิดเผยและป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และภาคผนวก ข สิ่งของและอุปกรณ์ที่อนุญาตนำเข้าห้องประมูล เป็นต้น นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. กล่าวว่า เกณฑ์นี้จะมีผลบังคับใช้ต่อผู้เข้าร่วมประมูลทุกราย อยากให้ทุกบริษัทช่วยกันจับตาร่างนี้เพื่อให้ทุกเกณฑ์เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และสำนักงานควรมีการซักซ้อมสร้างคามเข้าใจก่อนการประมูลจริง นอกจากนี้ ที่ประชุมเตรียมพิจารณาข้อมูลชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ตามที่นายศุภชัย ศรีหล้า ประธานคณะกรรมาธิการฯ มีหนังสือเชิญ ประธาน และกรรมการกสทช.เข้าร่วมประชุม เพื่อสอบถามข้อมูลในประเด็นที่เกี่ยวกับการจัดประมูล ทั้งในเรื่อง ข้อกฎหมาย หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ความแตกต่างข้อดีข้อเสียระหว่างการให้สัมปทานกับการจัดประมูล รวมถึงผลกระทบด้านต่างๆ ต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบกิจการ นอกจากนี้ ยังขอข้อมูลการขอสนับสนุนเงินงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา หน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ จาก กสทช.และหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณ ตั้งแต่ปี 53 – 56 รายละเอียดงบประมาณค่าใช้จ่าย และแผนการเผยแพร่ความเข้าใจให้แก่ประชาชน การใช้อำนาจชะลอการเปิดประมูลทีวีดิจิทัลได้หรือไม่ ข้อมูลต่างประเทศที่มีการประมูลคลื่นความถี่ทีวีดิจิทัล การจัดการคลื่นสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และประเด็นแนวทางการควบคุมเนื้อหารายการโทรทัศน์ที่มีการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ในรายการที่ใช้ถ้อยคำหมิ่นประมาทหรือไม่เหมาะสม และเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม ทั้งโทรทัศน์ภาคพื้นดินและผ่านดาวเทียม น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า การที่ กสทช.ถูกตรวจสอบเป็นเรื่องการประมูล หรือการตั้งคำถามเข้ามาทั้งจากกรรมาธิการ กลุ่มต่างๆ หรือแม้แต่สหภาพฯ เป็นเรื่องที่ดี เพราะการประมูลย่อมมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จึงเป็นหน้าที่ กสทช.ควรชี้แจง ตนเชื่อว่าข้อมูลที่จะเตรียมหารือเพื่อเข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการ จะออกมาด้วยดี สามารถสร้างความเข้าใจในการประมูลครั้งนี้ที่ยึดตามกรอบกฎหมาย ส่วนถ้ามีข้อบกพร่องอะไรจะช่วยกันปรับปรุง แต่หากจะไม่ให้เกิดการประมูลเลยคงเป็นไปไม่ได้เพราะจะกระทบต่อทิศทางการปฏิรูปโครงสร้าง และระบบโทรทัศน์ไทย ที่เราอยากจะใช้โอกาสการประมูลครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนระบบโทรทัศน์จากระบบอะนาล็อกเป็นดิจิทัลเท่านั้น ทั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนระบบสัมปทานกึ่งผูกขาดมาเป็นระบบใบอนุญาต ที่เปิดโอกาสตลาดให้มีการแข่งขันมากขึ้น สุดท้ายแล้วผู้บริโภคจะมีทางเลือกในการรับชมมากขึ้น เป็นหลักสำคัญที่ กสทช.ต้องดำเนินการตามแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2555 – 2559) ซึ่งในวันที่ 20 พ.ย. เวลา 10.00 น. ตนจะเข้าร่วมชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าว ณ ห้องประชุมหมายเลข 213 – 214 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา 2 ด้วย