วันนี้( 4 พ.ย.) ที่โรงแรมดับเบิลยู น.ส.นพวรรณ จุลกนิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ดีบี(ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการเว็บไซต์ จ๊อบส์ดีบีดอทคอม เปิดเผยว่า ปัจจุบันสมาร์ทโฟนกำลังได้รับความนิยม ทางบริษัทจึงได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นในเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด คือ จ๊อบส์ดีบี โมบาย แอพ 2.0 (jobsDB mobile app 2.0) ซึ่งพัฒนาฟีเจอร์ต่างๆในการสมัครและค้นหางานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ ค้นหางานอาชีพต่างๆ พื้นที่และที่ตั้งของบริษัท จำนวนเงินเดือน ฯลฯ “ที่มาผ่านบริษัทมีการพัฒนาโมบายไซค์ และแอพพลิเคชั่นเพื่อรองรับความต้องการหางานผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่มาแล้ว โดยตัวเลขเมื่อเดือน กันยายนที่ผ่านมาบริษัทมีจำนวนสมาชิกอยู่ 1.2 ล้านราย มีประวัติส่วนตัว หรือเรซูเม่อยู่ ประมาณ 1 ล้านฉบับ และมีการสร้างเรซูเม่ใหม่ประมาณ 8 หมื่นฉบับในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และมีปริมาณเข้าชมเว็บไซต์ผ่านโมบายไซค์ และโมบายแอพ มีประมาณ 6.1 แสนราย ต่อเดือน หรือประมาณ 5.1 ล้านเพจวิว ต่อเดือน และเมื่อดูเฉพาะการเข้าชมผ่านเดสก์ทอป และโมบายมีจำนวน 1.5 ล้านราย ต่อเดือน หรือประมาณ 11.4 ล้านวิวต่อเดือน และมีตำแหน่งงานมากว่า 1.4 หมื่นตำแหน่ง” น.ส.นพวรรณ กล่าวต่อว่า จากตัวเลขผู้เข้าชมดังกล่าว เมื่อนำมาประมวลพบว่า ในปัจจุบันมีคนเข้าชมเว็บไซต์ จ๊อบส์ดีบีดอทคอม จากโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นเป็น 42% จากเมื่อช่วงเดือน มี.ค. ที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 20% เท่านั้น และคาดว่าหลังจากเปิดตัวแอพพลิเคชั่นในเวอร์ชั่นใหม่จะมีคนใช้งานเว็บไซต์ผ่านมือถือมากกว่าการใช้งานผ่านเดสก์ทอป หรือคิดเป็นสัดส่วนมากว่า 50% ภายใน 6 เดือนข้างหน้าอย่างแน่นอน ด้านนายเจค แอนดรู หัวหน้าฝ่ายวางแผนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ จ๊อบส์ดีบี กรุ๊ป กล่าวว่า การพัฒนาแอพพลิเคชั่นใช้งบประมาณไปมากว่า 1 ล้านดอลล่าห์สหรัฐฯ และจะต้องมีการลงทุนไปอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันแนวโน้มการหางานบนโทรศัพท์มือถือกำลังได้รับความนิยมเพราะใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา โดยผู้ใช้งานส่วนใหญ่มีอายุ 25 ขึ้นไป ซึ่งแอพพลิเคชั่นใหม่จะช่วยให้ผู้ประกอบการ ผู้หางาน สามารถลงประมาณตำแหน่งงานที่ต้องการ และสามารถสมัครงานได้จากทุกที่ทุกเวลา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “จ๊อบส์ดีบี”ชี้แนวโน้มคนใช้สมาร์ทโฟนหางานเพิ่มมากขึ้น
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า ดีแทคมองเห็นโอกาสในการเติบโตของแท็บเล็ต โดยปีนี้และปีหน้าจะโต 50% จากปัจจุบันมียอดรวมอยู่ที่ 1.5 ล้านเครื่อง แบ่งเป็น ดีแทค 5.2 แสนเครื่อง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส 7-8 แสนเครื่อง และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด 3 แสนเครื่อง ทั้งนี้ ดีแทคมีลูกค้าใช้งานแท็บเล็ตบนเครือข่ายประมาณ 5.2 หมื่นคน อย่างไรก็ตาม จากพฤติกรรมในการอ่านหนังสือของคนไทยที่เริ่มเปลี่ยนไปสนใจการอ่านแบบอินเตอร์แอคทีฟมากขึ้น โดยเน้นไปที่รูปภาพ วีดีโอ และมักจะแชร์สิ่งที่อ่านให้กับกลุ่มเพื่อนในสังคมออนไลน์ เจ้าของคอนเทนต์สำนักพิมพ์ต่างๆ ก็เข้ามามีบทบาทผลักดันเปลี่ยนหนังสือและแมกกาซีนให้เป็นรูปแบบดิจิทัลที่หลากหลาย ทำให้จำนวนผู้อ่านขยายวงกว้างมากขึ้นผ่านโซเชียลมีเดีย ปัจจุบันประเทศไทยขายหนังสือดิจิทัลแค่ 0.5% จากมูลค่าตลาดหนังสือในไทยที่ 2,400 ล้านบาท โดยปีหน้ามองว่าจะเพิ่มเป็น 4% จากพฤติกรรมลูกค้า โดยตั้งเป้าสิ้นปีลูกค้าดาวน์โหลด 1 แสนราย ดังนั้น ดีแทค จึงเปิดตัวแอพพลิเคชั่นรีดเอเวอร์ (Rradever) อ่าน เขียน แชร์ เพื่อผลักดันให้มีการเข้าถึงการอ่านมากขึ้น รวมทั้งสร้างสังคมให้เป็นสังคมที่แข็งแกร่งและมีความรู้ โดยมีหนังสือจากสำนักพิมพ์ต่างๆ ทั้งการตลาด ธุรกิจ เทคโนโลยี แฟชั่น บันเทิง แม่และเด็ก ปรัชญา นักเรียน สุขภาพ ตกแต่งบ้าน เป็นต้น เข้าร่วมโครงการ และพิเศษสุดด้วยหนังสือเอ็กซ์คลูซีฟ 4 เล่ม จาก 4 นักเขียนและเซเลบริตี้ ประกอบด้วย บัณฑิต อึ้งรังษี “The Leader in You”, โจ๊ก โซคูล “OPPA! บร๊ะเจ้าสไตล์, ชาคริต-วุ้นเส้น “เมนูปรุงรัก” และปลื้ม-ทับทิม “คู่เลิฟ Idol” ที่นำมาให้ลูกค้าได้ดาวน์โหลดฟรีด้วย ปัจจุบันสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นผ่านแท็บเล็ตในระบบปฏิบัติการไอโอเอส และแอนดรอยด์ “ดีแทคศึกษาพฤติกรรมการแชร์ของลูกค้าแล้วนำมาเป็นคอนเซ็ปต์การแชร์แบบใหม่ โดยเป็นแอพแรกที่ให้ลูกค้าแชร์สิ่งที่ได้อ่านมาในลักษณะของรูปภาพ แอพนี้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในสังคมยุคดิจิทัล ต้องการให้ลูกค้าใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตมากขึ้น แอพดังกล่าวยังจะช่วยเพิ่มรายได้ให้สำนักพิมพ์ เพิ่มจำนวนนักเขียน เปิดโอกาสให้นักเขียนได้แสดงความสามารถโดยไม่ต้องผ่านบรรณาธิการ ปัจจุบัน ดีแทคมีพาร์ทเนอร์ 30 กว่าราย และจำนวนหนังสืออีกกว่า 1,000 หัว” นายปกรณ์ กล่าว
วันนี้(4พ.ย.)ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกสทช.และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.)เปิดเผยว่า ที่ประชุมกสท. เห็นชอบข้อเสนอคณะอนุกรรมการด้านมาตรฐานทางเทคนิคฯ ในการจัดรูปแบบ การให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล เพื่อให้บริการในระดับชาติ หรือ MUX (มักซ์) 4 รูปแบบ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ได้รับใบอนุญาต ได้แก่รูปแบบที่ 1. 12 ช่องวาไรตี้คุณภาพมาตรฐาน(เอสดี) รูปแบบที่ 2 คือ 1 ช่องวาไรตี้คุณภาพคมชัดสูง(เอชดี) และ 9 ช่องวาไรตี้คุณภาพมาตรฐาน(เอสดี) รูปแบบที่ 3 คือ 2 ช่องวาไรตี้คุณภาพคมชัดสูง(เอชดี) และ 6 ช่องวาไรตี้คุณภาพมาตรฐาน(เอสดี) และรูปแบบที่ 4 คือ 3 ช่องวาไรตี้คุณภาพคมชัดสูง(เอชดี) และ 3 ช่องวาไรตี้คุณภาพมาตรฐาน(เอสดี) โดยผู้ประกอบการโครงข่ายต้องเป็นผู้เลือกรูปแบบเพื่อให้เป็นไปตามกลไกตลาดผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาแก้ไข ปรับปรุง สาระสำคัญ ของร่างประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลเนื้อหารายการในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. …” หรือร่างฯกำกับเนื้อหาทางวิทยุ – โทรทัศน์ ตามม.37 พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 จากเดิมกำหนดไว้ 3 หมวด คือ หมวดที่ 1 การกำหนดลักษณะหรือรูปแบบหรือสาระสำคัญของรายการที่มีเนื้อหาหรือลักษณะต้องห้ามไม่ให้ออกอากาศ หมวดที่ 2 ข้อปฏิบัติของผู้รับใบอนุญาตในการกำกับดูแลหรือควบคุมการจัดทำหรือผลิตรายการ และหมวดที่ 3 มาตรการกำกับดูแลการตรวจสอบเนื้อหารายการก่อนการออกอากาศรายการ และกระบวนการสั่งระงับ หรือห้ามการออกอากาศ ตัดให้เหลือเพียง 2 หมวด โดยการตัดหมวดที่ 2 ออกแล้วนำเนื้อหาสาระที่สำคัญไปรวมไว้กับหมวดที่ 1 แทน โดยจะนำร่างฯที่ปรับแก้ไขเสนอเข้าที่ประชุมกสท.วันที่ 11 พ.ย. 56 และเข้าที่ประชุมกสทช.วันที่ 13 พ.ย. 56 เพื่อขอมติที่ประชุมสำหรับขยายการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ อีกครั้งประมาณเดือนพ.ย. 56 หลังจากที่สิ้นสุดการรับฟังไปเมื่อ 22 ส.ค. – 22 ก.ย. 56 เป็นระยะเวลา 30 วัน