รายงานข่าวจากไต้หวัน แจ้งผลการประกวดเทคโนโลยีระดับโลก(The10th Taipei International Invention Show & Technomart –INST2014) จัดขึ้นที่กรุงไทเปไต้หวัน ว่า นักวิจัยไทยซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ได้รับรางวัลการประกวดและจัดแสดงสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรม เทคโนโลยีระหว่างประเทศผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลได้แก่1.โครงการ“ผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติที่มีกลิ่นหอมยาวนาน”โดยรศ.ดร.ศุภศรวนิชเวชารุ่งเรือง ภาควิชาเคมีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับรางวัลเหรียญทอง (GoldMedal Award) พร้อมกับรางวัลพิเศษอีก2รางวัลได้แก่ รางวัล SpecialAward จากประเทศเกาหลีไต้และรางวัล LeadingInnovation Award มอบจากเครือข่ายทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ(IIPNF)2.โครงการ “นวัตกรรมเซ็นเซอร์บนกระดาษแบบพกพาสำหรับการตรวจวัดโลหะหนัก” โดย ศ.ดร.อรวรรณชัยลภากุล ภาควิชาเคมีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผู้รับทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก(คปก.)ได้รับรางวัลเหรียญเงิน(SilverMedal Award) และรางวัลพิเศษอีก1 รางวัลคือรางวัล Honorof Invention จากไต้หวันสำหรับผลงาน“ผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติที่มีกลิ่นหอมยาวนาน”เป็นการพัฒนาการกักเก็บน้ำหอมไว้ในยางให้ปลดปล่อยกลิ่นได้นานมากกว่า1ปี ผลิตจากโพลิเมอร์ธรรมชาติที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนำไปประยุกต์ใช้ใส่ในผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติได้หลากหลายเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอมตามความต้องการของผู้ใช้และคงความหอมได้ยาวนานมากกว่า 1ปี อาทิ ที่นอน หมอนยางพารา ถุงมือแม่บ้าน และแผ่นยางพื้นรองเท้าและผลิตภัณฑ์จากยางพาราอีกหลายชนิด ส่วนผลงาน“นวัตกรรมเซ็นเซอร์บนกระดาษแบบพกพาสำหรับการตรวจวัดโลหะหนัก”นั้นเป็นการพัฒนาอุปกรณ์ตรวจวัดโลหะหนักในรูปแบบเซ็นเซอร์กระดาษที่ตรวจวัดโลหะหนัก 6ชนิดได้ในเวลาเดียวกัน ได้แก่ นิเกิล (Ni)เหล็ก(Fe)ทองแดง(Cu)ตะกั่ว(Pb)แคดเมียม(Cd)โครเมียม(Cr)มีขนาดเล็กพกพาสะดวก ใช้งานง่าย และประหยัดเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในด้านการตรวจวัดคุณภาพอากาศและน้ำในเขตอุตสาหกรรมการประกวดเทคโนโลยีระดับโลกดังกล่าวจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีปีนี้เป็นปีที่ 10โดยหน่วยส่งเสริมการค้าต่างประเทศของไต้หวัน(theTaiwan External Trade Development Council (TAITRA)เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้แลกเปลี่ยนด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18– 21 กันยายน2557ที่เวิลด์เทรดเซนเตอร์(TaipeiWorld Trade Centre TWTC) กรุงไทเปไต้หวัน มีการประกวดและจัดแสดงสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรม และเทคโนโลยีผลงานจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศที่มาร่วมออกบูธแสดงผลงานมากกว่า1,000บูธประกอบด้วยผลงานและสิทธิบัตรจำนวนมากกว่า2,000ชิ้นมีผู้เข้าร่วมชมงานในแต่ละปีประมาณ2–3หมื่นคนประเทศที่ได้รับเชิญนำผลงานเข้าร่วมจัดแสดงครั้งนี้รวมกว่า15ประเทศ อาทิ สหรัฐ อังกฤษ ฮังการี ญี่ปุ่น เกาหลีไต้ โปแลนด์ รวมทั้งประเทศไทย.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นักวิจัยไทยซิวเหรียญทองระดับโลก
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)เปิดเผยว่า แผนการโอนย้ายเนคเทคไปสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) นั้น ขึ้นอยู่กับระดับนโยบายเป็นหลัก ทั้งนี้ เชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้จะเน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันทั้งหมด ดังนั้น เนคเทคจะสังกัดกระทรวงใดก็ไม่เป็นปัญหา แต่ต้องชัดเจนว่าหน่วยงานใดที่จะโอนย้ายไปบ้างทั้งนี้ ปัจจุบัน โครงสร้างของเนคเทคมีทั้งส่วนนโยบาย ส่วนงานวิจัย และ ส่วนงานดิจิทัล ซึ่งอาจจะโอนย้ายไปทั้งหมด หรือ จะดึงเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล อีโคโนมี ไปเท่านั้น เช่น หากกระทรวงไอซีทีต้องการบุคลากรด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือการวิจัยที่เกี่ยวกับไอซีที ก็จัดสรรบุคลากรดังกล่าวไปอยู่ตามความเหมาะสม หรือ อาจเป็นในรูปแบบการขยายความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับกระทรวงไอซีทีให้มากขึ้นอย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญของการปฏิรูป คือ คน ดังนั้นนโยบายจะต้องชัดเจนก่อน เพื่อจะได้รู้ว่า ส่วนใดบ้างที่ควรต้องย้ายไป เพราะข้อกังวลของเนคเทคขณะนี้ คือ งานวิจัยที่ทำอยู่จะหายไปหรือไม่ หากย้ายไปอยู่กับกระทรวงไอซีทีแล้วจะตอบโจทย์การบูรณาการของประเทศยังไงบ้าง ซึ่งกระทรวงวิทย์ฯ และกระทรวงไอซีทีจะต้องคุยกันให้ชัดเจนโดยเร็ว แต่ส่วนตัว การจะปรับโครงสร้างทั้งรูปแบบทั้งหน่วยงาน หรือดึงเอาไปเฉพาะบางส่วนก็ต้องเป็นความเต็มใจของบุคลากรด้วย
วันนี้(19 ก.ย.) นายทาสุยะ ทานากะ รองประธานบริหาร อาวุโส กลุ่มธุรกิจเอเชีย บริษัท ฟูจิตสึ จำกัด เปิดเผยว่า ฟูจิตสึ ได้ปรับโครงสร้างองค์กรธุรกิจใหม่ เพื่อให้การบริการงานในการทำธุรกิจทั่วโลกมีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากขึ้น โดยแบ่งเป็น 5 ภูมิภาค ซึ่งจะมีผู้บริหารที่รับผิดชอบโดยตรงที่สามารถตัดสินในการการนำธุรกิจได้ทันที จากเดิมที่ต้องรายงานตรงต่อซีอีโอที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อพิจารณา นอกจากนี้ยังมีแผนขยายธุรกิจในเอเชียที่ไม่นับรวมญี่ปุ่นให้มีอัตราการเติบโตมากขึ้นเป็นเลขสองหลัก จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเลขหลักเดียวเท่านั้น โดยการนำเสนอโซลูชั่นและฮาร์ดแวร์ ให้กับกลุ่มธุรกิจในภาคการผลิตและค้าปลีก และจะตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมาที่สำนักงานใหญ่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจทั่วเอเชีย ด้วยการส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยพัฒนาธุรกิจให้ลูกค้าในท้องถิ่นนั้นให้มีศักยภาพมากขึ้นด้วยการใช้ไอซีที สำหรับในประเทศไทยฟูจิตสึจะพยายามเพิ่มจำนวนลูกค้าบริษัทคนไทย และลูกค้าภาครัฐให้เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย โดยจะนำเสนอให้ส่วนของโซลูชั่นซอร์ฟแวร์ คลาด์คอมพิวติ้งและการบริการ โดยปัจจุบันลูกค้าหลักส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคการผลิต อย่างไรก็ตามจากการที่ประเทศไทยกำลังมีนโยบายดิจิตอล อีโคนิมี่ นั้น ที่ผ่านมาฟูจิตสึที่ญี่ปุ่นก็ได้มีการพัฒนาโซลูชั่นให้กับรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นจำนวนมาก สำหรับในไทยฟูจิตสึเตรียมทีมขายและผู้เชียวชาญเฉพาะ เพื่อนำเสนอบริการและโซลูชั่นต่างๆ ให้กับหน่วยงานในกระทรวงต่างๆที่ต้องการนำไอซีทีไปช่วยพัฒนาศักยภาพการทำงานและช่วยลดต้นทุนในเรื่องต่างๆ เชื่อว่าจะเป็นโอกาสให้ฟูจิตสึในไทยมีอัตราการเติบโตได้ ด้าน นายมาซายูกิ คูนิมารู ประธาน บริษัท ฟูจิตสึ ซีสเต็ม บีสซีเนส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ฟูจิตสึ จะใช้ประเทศไทยเป็นฮับในการขยายธุรกิจในภูมิภาคอินโดไช่นา เนื่องจากประเทศไทยมีภูมิศาสตร์และระบบโลจิติกส์ที่ดีในภูมิภาคนี้ ซึ่งการขยายธุรกิจในไทยจะเน้นเรื่องคลาด์ คอมพิวติ้ง แอพพลิเคชั่นและโซลูชั่น โดยนำไอซีทีมาช่วยสนับสนุนลูกค้าในไทย แม้ว่าการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของไทยจะยังมีไม่มาก แต่ยังมีกลุ่มธุรกิจที่ยังสามารถเข้าไปเจาะตลาดได้ โดยจะเน้นในกลุ่ม ธนาคาร ประกันภัย ลิสซิ่ง ฯลฯ สำหรับรายได้ของฟิจิตสึทั่วโลกในปีงบประมาณสิ้นสุด วันที่ 31 มี.ค. 57 มีรายได้จำนวน 46,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ