นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง “บริบทเศรษฐกิจไทยในอาเซียน” ว่า ต้องการให้รัฐบาลเร่งปฎิรูปการศึกษา เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากปัจจุบันความสามารถการแข่งขันของไทยต่ำลงต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับพัฒนาการของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเรื่องของการคอร์รัปชัน และขาดแคลนฝีมือแรงงานที่นักลงทุนรายใหญ่ ๆ จากยุโรปสหรัฐ ญี่ปุ่น อ้างว่าไทยผลิตแรงงานออกมา ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด เช่น ค่านิยมที่ผู้ปกครองต้องการให้บุตรหลานจบปริญญาตรี เพื่อเป็นเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูลทั้ง ๆ ที่ภาคธุรกิจต้องการแรงงานในกลุ่มช่างฝีมือ จนกระทบการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในอนาคต“สิ่งที่ยังน่าเป็นห่วง คือไทยยังเป็นสังคมเชิงอุปถัมภ์มากเกินไป ทั้งด้านการศึกษา และการทำงาน ซึ่งบางครั้ง ก็ต้องส่งสารถึงผู้ปกครองที่ผ่านมาบางรายนอกจากขายที่ดินให้ลูกหลานได้เรียนหนังสือ แต่เมื่อจบออกมา ก็ต้องขายที่ดินอีกแปลง เพื่อฝากให้ลูกหลานได้เข้าไปทำงานในที่ดี ๆ หากไม่แก้ปัญหาเหล่านี้ เชื่อว่าหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก็จะทำให้ความสามารถการแข่งขันของไทย จะสู้ประเทศเพื่อนบ้านลำบาก”ทั้งนี้การปฎิรูปการศึกษา ต้องส่งเสริมผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการตลาด,ส่งเสริมให้เถ้าแก่รุ่นใหม่ ออกไปทำตลาดการค้าในประเทศอาเซียน, ส่งเสริมภาษาอังกฤษในวิชาชีพมากขึ้น โดยเฉพาะในเชิงพาณิชย์ รองรับการเข้ามาทำธุรกิจในไทย ของต่างชาติ หรือการออกไปค้าขายกับเพื่อนบ้าน และส่งเสริมการต่อต้านการทุจริต หรือการจ่ายเงินใต้โต๊ะ เป็นต้น เบื้องต้นหากผลักดันได้ เชื่อว่าในอนาคต คนรุ่นใหม่จะเป็นความหวังของประเทศอยู่รอดต่อไปขณะเดียวกัน ต้องการให้นักธุรกิจไทยรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาควบรวมกิจการ (เทคโอเวอร์) กิจการต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนให้ธุรกิจไทย สามารถเข้าไปทำตลาดในอาเซียนมากขึ้น เพราะจะอาศัยคนรุ่นเก่า คงลำบาก เนื่องจากจำนวนมาก ไม่พร้อมที่จะรองรับต่อการเปลี่ยนแปลง หรือการแข่งขันที่รุนแรงนายสุรินทร์ กล่าวว่า สิ่งที่สังคมไทยควรส่งเสริม คือการผลักดันให้อาชีพช่าง และแรงงานฝีมือ เป็นอาชีพที่มีเกียรติในสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องปรับเพดานเงินเดือนให้สูงขึ้น เพื่อให้ผู้ที่ศึกษาด้านช่างต่าง ๆ มีความภูมิใจในอาชีพเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นช่างไฟฟ้า ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างประปา ช่างเชื่อม หรือแม้แต่อาชีพเด็กเสิร์ฟ คนขับรถสาธารณะ เป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “สุรินทร์”แนะปฎิรูปการศึกษาไทย
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายกฤษดา ชวนะนันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออย จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ภายในเดือน พ.ย. นี้ โดยจะนำเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก(ไอพีโอ) 236 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.11% ของหุ้นสามัญที่ออก และเรียกชำระแล้วทั้งหมด แบ่งเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป 140 ล้านหุ้น และขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมไม่เกิน 96 ล้านหุ้น"บริษัทมีกำลังการผลิตที่ 180 ตันผลปาล์มดิบต่อชั่วโมง หรือ 560,000-600,000 ตันต่อปี ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรม มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 8.4 เมกะวัตต์ รวมถึงยังเป็นผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย ที่ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปยังต่างประเทศได้ด้วยตนเอง ซึ่งถือว่าจะได้เปรียบ หลังจากการเปิดประชาคมอาเซียน (เออีซี) ค่อนข้างมาก”ทั้งนี้ จะนำเงินที่ได้ไปชำระคืนเงินกู้ยืม ที่ปัจจุบันบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 1.19 เท่า คาดว่าเมื่อชำระหนี้แล้ว จะทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนเหลือเพียง 0.7 เท่า สามารถลดต้นทุนดอกเบี้ยได้ถึงปีละ 20 ล้านบาท รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนนระยะต่อไปด้วย อย่างไรก็ตามคาดว่าในปี 58 จะมีกำไรสุทธิเติบโตได้ 30-40% เนื่องจากการลดต้นทุนด้านภาระทางการเงินดังกล่าวลง และโอกาสของธุรกิจส่งออกน้ำมันปาล์มหลังเปิดเออีซีที่มีมากขึ้นนอกจากนี้ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทรายได้รวม 1,445 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 173 ล้านบาท เป็นรายได้จากการขายน้ำมันปาล์มดิบ 1,151.41 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 79.65% เป็นรายได้จากในประเทศ 453.52 ล้านบาท ส่งออกต่างประเทศ 697.89 ล้านบาท ส่วนรายได้จากการเมล็ดในปาล์มอยู่ที่ 230.79 ล้านบาท รายได้จากการขายไฟฟ้า 43.44 ล้านบาท และรายได้จากผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้ 19.86 ล้านบาท แต่ครึ่งปีหลังคงมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นไม่มากนัก เนื่องจากไม่ใช่ช่วงฤดูกาลของธุรกิจ
นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ ประธานกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) เปิดเผยว่า ธอท.กำลังตรวจสอบฐานะทางการเงิน รวมทั้งวิเคราะห์ และคัดกรองคุณภาพสินเชื่อลูกหนี้ทุกประเภท ของลูกหนี้ที่ค้างชำระเกิน 3 เดือน โดยเฉพาะรายใหญ่ และรายกลาง เพื่อจัดชั้นลูกหนี้ และหาแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ต่อไป เบื้องต้นคาดว่ากระบวนการดังกล่าวจะแล้วเสร็จสิ้นเดือน พ.ย. นี้ จากนั้น จะเสนอแผนฟื้นฟูทั้งหมดให้คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐ วิสาหกิจ (คนร.) หรือซุปเปอร์บอร์ดพิจารณาได้ภายในสิ้นปีนี้ทั้งนี้ ยังบอกไม่ได้ว่าธอท.ต้องการใช้เงินเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลัง และผู้ทั้งหุ้นเท่าใด คงต้องรอดูความชัดเจนเรื่องความต้องการใช้เงินจากกระบวนการจัดตรวจสอบฐานะทางการเงิน และแผนฟื้นฟูก่อน โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการธนาคารชุดเดิมได้ขอเงินเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลังไป 7,000 ล้านบาท“ขณะนี้ตรวจสอบแล้วเสร็จไปกว่า 74% คาดว่าสิ้น พ.ย.นี้จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ส่วนตัวเลขเงินเพิ่มทุนนั้น ยืนยันว่ายังไม่มีตัวเลขในใจ จึงยังชี้แจงไม่ได้ โดยสัดส่วนเงินเพิ่มทุน คงต้องไปดูความต้องการใช้เงินเป็นที่ตั้ง ธอท.ไม่อยากเอาเงินที่ได้มากองไว้โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ คาดว่าแผนฟื้นฟูแล้วเสร็จ เงินเพิ่มทุนจะเข้ามาถึงธนาคารช่วงต้นปี 58”อย่างไรก็ดี หลังจากฟื้นฟูกิจการเรียบร้อยแล้ว ธอท.จะเดินหน้าสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเมียนม่าร์ เพื่อขยายการทำธุรกรรมไปยังประเทศเหล่านี้ให้มากขึ้น และเพื่อให้ธนาคารแข็งแกร่ง รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ได้ในอนาคต รวมถึงจะออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ ด้วย และจะขยายสาขาทั่วประเทศเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 130 สาขา พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากร และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้ บริการ สร้างความแข็งแกร่งให้ธอท.สำหรับผลการดำเนินงานปัจจุบัน มีสินเชื่อรวมกว่า 120,000 ล้านบาท มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 30-40% ของสินเชื่อทั้งหมดกว่า 100,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้เสียของกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง แต่ขณะนี้ธอท.ได้หยุดการให้สินเชื่อกับกลุ่มนี้แล้ว และเตรียมหารือร่วมกับธนาคารของรัฐ เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาหนี้เสียจากการเมืองอย่างบูรณาการด้านเงินฝากมี 106,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เมื่อเทียบกับช่วงที่มีกระแสข่าวการยุบธนาคาร ที่ทำให้เงินฝากไหลออกไป 3,000-5,000 ล้านบาทเท่านั้น โดยกรรมการชุดใหม่ยืนยันว่าจะบริหารงาน และแก้ปัญหาให้ธอท. กลับมาเดินหน้าและเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศได้ โดยจะเน้นให้สินเชื่อลูกค้าชาวมุสลิม ลูกค้าทั่วไปที่ต้องการทำการค้ากับชาวมุสลิม ส่วนการปล่อยสินเชื่อรายใหญ่และรายกลาง คงต้องชะลอไปก่อน โดยตั้งเป้าหมายภายใน 3 ปี จะกลับมาดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ มีจุดยืน และมีบทบาทในการผลักดันเศรษฐกิจไทย