รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันที่ 30 ต.ค.นี้ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะประกาศปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 57 เป็นรอบสุดท้าย โดยคาดว่าปรับลดจีดีพีไม่ถึง 2% แต่มากกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดไว้ที่ 1.5% ซึ่งจากเดิมที่ สศค.คาดว่าจะเติบโตโตได้ 2% ช่วงคาดการณ์ 1.5-2.5% รวมถึงปรับตัวเลขส่งออกจากเดิมที่ 1.5% มาเหลือ 0-0.5% และประกาศตัวเลขจีดีพีปี 58 ครั้งแรก โดยคาดว่าจะเติบโตได้ 5%ทั้งนี้ สาเหตุที่ สศค.ปรับลดจีดีพีลง เนื่องจากภาคการส่งออกไทยชะลอตัวลงกว่าที่คาดไว้ โดยเดือน ส.ค.ขยายตัวติดลบ 7.4% ต่อเนื่องจากเดือน ก.ค.ที่ขยายตัวติดลบ 7.9% และตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนส.ค. ขยายตัวติดลบ 1.4% โดยตลาดหลักมาจากประเทศจีนที่ส่งออก ตั้งแต่ต้นปีติดลบ 5.4% ส่วนตลาดญี่ปุ่นตั้งแต่ต้นปีติดลบ 1.6% ขณะที่ตลาดยุโรปจากปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ส่งผลต่อคำสั่งซื้อสินค้าจากไทย ก็เริ่มมีสัญญาณชะลอตัว โดยเดือนส.ค.ติดลบ 5.4% ทำให้ช่วง 3 เดือนที่เหลือยังคงทรงตัวขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทั้งปีคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 25 ล้านคน ต่ำกว่าปี 56 ที่ 26.5 ล้านคน คิดเป็นการชะลอตัว -1.5% โดยผลกระทบหลักมาจากปัญหาการเมืองช่วงต้นปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีช่วง 3 เดือนที่เหลือ มีสัญญาณที่ดีจากนักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มกลับมาขยายตัวเป็นบวกในเดือนส.ค.ซึ่งมาจากมาตรการยกเลิกวีซ่า และฐานนักท่องเที่ยวจีนที่ต่ำในเดือนต.ค.ปีก่อนหน้า จากการควบคุมเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญ ขณะที่ตลาดอื่น เช่นรัสเซีย คาดว่ายังไม่ดีขึ้นมากนอกจากนี้ สศค.จะนำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 เดือนแรกของรัฐบาลมาพิจารณา โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณและงบลงทุน รวมกว่า 324,000 ล้านบาท ที่ต้องดูรายละเอียดว่ามีงบส่วนใดที่เป็นการลงทุนใหม่ ไม่ได้รวมอยู่ในประมาณการเดิม และสามารถเบิกจ่ายได้ทันปีนี้หรือไม่ ขณะที่การจ่ายเงินชาวนาไร่ละ 1,000 บาทจะส่งผลต่อการบริโภคอย่างไร เพราะหากนำไปใช้หนี้เก่าหมดก็จะไม่ส่งผลอะไรมากน.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่หดตัวลง มาจากการส่งออกที่ยังหดตัว และความอ่อนแอของภาคสินค้าและบริการ ส่วนปีหน้า มองว่าจีดีพีจะขยายตัวเพียง 3.5%ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะโต 4.5%เนื่องจากได้แรงสนับสนุนจากการส่งออกที่ฟื้นตัวโตขึ้น 6.4% และจากการลงทุนภาครัฐ โตขึ้น 10%ส่วนการลงทุนภาคเอกชนโต 6%คาดว่าจะทำให้การนำเข้าขยายตัวถึง 7.9%หลังจากนำเข้าปีนี้ถดถอย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังเตรียมหั่นจีดีพี ต่ำกว่า2%
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะประธานกรรมการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ภายใน 1-2 วันนี้จะออกหนังสือเวียนไปยังกรรมการธนาคารทุกคน เพื่อแต่งตั้งประธานกรรมการสรรหาผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ ภายหลังจากที่นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการธนาคาร และเป็นประธานสรรหาผู้อำนวยการฯ ยื่นหนังสือลาออก เพื่อไปรับตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ซึ่งจะทำให้การสรรหาผู้อำนวยการฯ เดินหน้าได้ตามแผนเดิมที่วางไว้“ตอนแรกที่ทราบเรื่องว่านายเอ็นนูเตรียมจะลาออกนั้น เบื้องต้นผมจะขึ้นไปรับตำแหน่งเอง เพื่อทำให้งานที่ค้างอยู่เดินหน้าได้ทันที แต่มีหลายฝ่ายติงว่าอาจจะไม่เหมาะสม ดังนั้นจึงต้องแต่งตั้งบุคคลให้เข้ามาทำหน้าที่แทน ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการก่อน คงรอประชุมคณะกรรมการธนาคารในช่วงปลายเดือน ต.ค. นี้ไม่ไหว”สำหรับส่วนการสรรหาผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่นั้น เบื้องต้นจะเลือกคนที่มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านการบริหารงานธนาคารเป็นหลัก มีความรู้ความสามารถ ทำงานอย่างสุจริตและโปร่งใส สามารถบริหารงานตามบทบาทของธนาคารได้ และประสานงานกับคณะกรรมการธนาคารได้เป็นอย่างดี ส่วนจะเป็นคนใน หรือคนนอกนั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหาที่จะพิจารณาเรื่องนี้ด้านนายเอ็นนู กล่าวว่า ขณะนี้เตรียมยื่นใบลาออกจากตำแหน่งกรรมการธนาคาร และประธานสรรหาฯ คาดว่าจะมีผลในวันที่ 10 ต.ค. นี้ ส่วนความคืบหน้าเกี่ยวกับการสรรหาผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ ขณะนี้มีผู้ยื่นใบสมัครทั้งสิ้น 8 คน โดยเป็นคนภายใน 2 คน และคนนอกอีก 6 คน ซึ่งหลังจากนี้คณะกรรมการสรรหาจะต้องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครทุกคนว่าถูกต้อง ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้หรือไม่
นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมาปรับตัวลดลงต่ำสุด ระหว่างวันถึง 28 จุด เนื่องจากการเทขายทำกำไรของนักลงทุน หลังจากผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทฯบางแห่งที่เริ่มทยอยประกาศออกมาบ้างแล้ว และนักลงทุนประเมินว่าราคาหุ้นสะท้อนเกินพื้นฐานไปค่อนข้างมาก จึงเริ่มปรับฐานให้สมเหตุสมผลมากขึ้น ประกอบกับตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐอเมริกาฟื้นตัวทำให้ค่างเงินดอลล่าร์สหรัฐมีทิศทางแข็งค่าขึ้นทำให้นักลงทุนกลับเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ของสหรัฐเพิ่มขึ้น”ช่วงนี้มีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลกลับระยะสั้น ซึ่งต่างชาติเทขายหุ้น,ตราสารหนี้ และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ภายในประเทศไทยค่อนข้างมากตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแรงจูงใจให้เข้าไปลงทุนอย่างหนาแน่น อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าเป็นผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น เพราะเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มการฟื้นตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องช่วยผลักดันดัชนีรวมทั้งไทยยังเป็นตลาดทุนที่น่าสนใจและให้ผลตอบแทนที่ดีในสายตานักลงทุนต่างชาติ”นายธวัชชัย อัศวพรไชย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ดัชนีได้ตอบรับปัจจัยลบทั้งภายในและภายนอกในช่วงนี้มากพอสมควร โดยนักลงทุนเริ่มประเมินว่าภาวะตลาดมีความเสี่ยงมากขึ้น ทำให้เกิดแรงขายทำกำไรระยะสั้น แต่คาดว่าหากดัชนีทดสอบแนวรับที่ 1,540-1,537 จุด น่าจะเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาอีกครั้งรายงานข่าวจากนักค้าเงินธนาคารพาณิชย์แจ้งว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเมื่อวันที่ 6 ต.ค.อยู่ที่ระดับ 35.62 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างวันอ่อนค่าสุดที่ระดับ 32.68 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการอ่อนค่ามากสุดในรอบ 4 เดือนนับจากเดือนก.ค.ที่อ่อนค่าสุดที่ระดับ 32.45 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นผลมาจากการประกาศตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ และประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วว่ากำหนดทำให้นักลงทุนเข้าซื้อเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นกว่าทุกสกุลเงินในภูมิภาค