ไปไม่ได้ครับแก๊สไม่พอ ไปส่งรถครับ ไม่ไปครับ!! เป็นประโยคที่ผู้ใช้บริการรถแท็กซี่อย่างเป็นประจำ มักได้ยินกันจนชินหู แม้ว่าเรื่องของการปฏิเสธผู้โดยสารไม่ว่ากรณีใดก็ตามจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่มีผู้ขับแท็กซี่ส่วนใหญ่ฝ่าฝืนอยู่เป็นประจำ สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพมาตรฐานด้านงานบริการสาธารณะของเมืองไทยที่ไม่มี ประสิทธิภาพ ยิ่งถ้าถึงช่วงที่เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี กำลังนับเวลาถอยหลังเข้ามาอีกไม่นานจากนี้ หากไม่เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้หมดไป หรือไม่เริ่มยกระดับมาตรฐานการบริการให้ลูกค้ารู้สึกอุ่นใจเมื่อใช้บริการแล้ว ความฝันที่วาดไว้จะเป็นศูนย์กลางการบริการของอาเซียน คงไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน ดร.ฐิตารีย์ ไชยเศรษฐ หัวหน้าสาขาวิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกในรายการเศรษฐกิจติดจอ ทางเดลินิวส์ทีวี เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ว่า ปัญหารถโดยสารสาธารณะ โดยเฉพาะบรรดาผู้ขับแท็กซี่ที่คอยเอาเปรียบนักท่องเที่ยวยังมีอยู่มากในปัจจุบัน เรื่องนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ไม่ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย และควรแก้ไขอย่างเร่งด่วน เริ่มแรกอาจต้องสร้างจิตสำนึกของผู้ที่ขับแท็กซี่ก่อน สร้างมาตรฐาน สร้างตัวอย่างที่เป็นไปตามมาตรฐานที่มีอยู่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาใช้บริการได้รู้สึกถึงความปลอดภัย และไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ขณะที่ภาครัฐเอง ตอนนี้ถือว่ายังไม่ได้มีความสำคัญอะไรมาก เพราะการจะยกระดับมาตรฐานการบริการได้ ต้องให้ผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของเองปรับตัวเอง มองหาสิ่งใหม่ที่มีตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้ว เช่นตัวอย่างของแท็กซี่ในประเทศญี่ปุ่น แต่งตัวดีใส่ชุดสูท ใส่ถุงมือ และมีเงินทอนทุกครั้ง โดยผู้ที่ใช้บริการไม่จำเป็นต้องพูดภาษาญี่ปุ่น หรืออังกฤษให้ได้ เพราะเมื่อเข้าไปใช้บริการจะรู้สึกถึงความปลอดภัย และสะดวกสบายมาก ส่วนไทยเองถ้าหยิบเอาตัวอย่างที่ดีอย่างนี้มาพัฒนาปรับปรุง ปรับโฉมแท็กซี่เดิม ๆ ของที่มีอยู่ใหม่ ก็ไม่ใช่เรื่องยากและสามารถทำได้ทันที แต่อยู่ที่ว่าจะเริ่มทำหรือยัง ซึ่งตอนนี้ก็หวังว่า ผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของสหกรณ์แท็กซี่ที่มีอยู่อย่างหลากหลายกลุ่มในเมืองไทยนั้น น่าจะมีกลุ่มสหกรณ์ใดสักสหกรณ์หนึ่ง นำร่องสร้างมาตรฐานที่ว่านี้ให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นตัวอย่าง และต่อไปเมื่อได้รับการยอมรับ เชื่อว่าทุก ๆ สหกรณ์คงต้องนำรูปแบบที่ว่านี้มาใช้ต่อแน่นอน และตอนนั้นคงเรียกได้ว่า แท็กซี่บ้านเรามีมาตรฐานแล้ว นอกจากนี้ในเรื่องของมารยาท อาจต้องแยกออกมามาตรฐานการบริการด้วย เพราะสิ่งนี้สร้างได้ด้วยจิตสำนึกการให้บริการที่แท้จริง ขณะที่กรณีการคิดค่าใช้จ่าย หรือการอ้างว่านำรถไปส่งคืน ถ้าเราตำหนิไปที่คนขับรถแท็กซี่หมดเลยคงไม่ได้ เพราะต้องย้อนไปดูด้วยว่า สาเหตุที่เขาต้องทำอย่างนั้นเพราะอะไร เรื่องนี้ผู้เป็นเจ้าของสหกรณ์แท็กซี่คงต้องไปหาทางแก้ โดยนัดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมานั่งคุยกันว่า ทำอย่างไรถึงจะให้ส่วนแบ่งค่าใช้จ่าย และส่วนแบ่งรายได้ที่มาสมเหตุสมผล ไม่กระทบต่อการบริการผู้โดยสาร เพื่อกำหนดให้คนขับแท็กซี่รับรู้ว่า เมื่อประกอบอาชีพนี้แล้วมีความยั่งยืนในอาชีพ อยากให้เอาสิ่งที่ทำได้จริงมาทำเสียก่อน เรื่องบริการนี้เป็นเรื่องง่าย ๆ ไม่ต้องใช้กลไกรัฐเข้ามากำกับก็ทำได้ และอยากให้มีสหกรณ์ใดสหกรณ์หนึ่งทำเป็นโมเดลขึ้นมา ทำให้ดีเลย แล้วเมื่อถึงตอนนั้นผู้โดยสารคงเลือกใช้และรู้ว่าเมื่อได้รับบริการอย่างนี้แล้วก็อยากมาใช้บริการ อยากให้เราทำให้เรื่องของการบริการแท็กซี่บ้านเรานี้เป็นเรื่องที่เป็นปกติ เป็นธรรมชาติของการบริการ ที่มีอยู่แล้วกับตัวมันเอง ไม่ใช่อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำอย่างไรให้ผู้มาใช้รู้สึกว่ามีความปลอดภัยการเดินทาง ง่ายกว่าไปคิดโครงการที่บ้านเราทำไม่ได้ อย่างเช่น แท็กซี่อัจฉริยะ กรุงเทพฯเมืองแห่งจักรยาน ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้วว่ากรุงเทพฯไม่ใช่สถานที่ที่น่าขี่จักรยานอะไรเลย อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากลัวต่อจากนี้ หากประเทศไทยยังไม่ปฏิรูประบบการให้บริการประชา ชนทั้งระบบให้ได้มาตรฐาน คงอาจเสียประโยชน์จากการที่เปิด เออีซีไปแล้ว เพราะถึงเวลานั้นสิ่งที่เรายืนยันว่า พร้อม แต่เมื่อมี ผู้มารับการใช้บริการแล้ว เห็นว่า ไม่ใช่ เมื่อนั้นถ้าจะแก้อะไรคงไม่ทันอีกแล้ว ขณะเดียวกันการขนส่งสาธารณะทุกรูปแบบที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ หากในอนาคตรัฐบาลผลักดันก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า และรถไฟฟ้าความเร็วสูงได้เสร็จจริง การกระจายคนไปยังต่างจังหวัดจะมีมากขึ้น เมืองใหญ่ในต่างจังหวัดจะเริ่มโต ส่วนกรุงเทพฯ คนจะอยู่น้อยลง คนใช้แท็กซี่ก็ลดน้อยลง ยิ่งถ้าคนรู้ว่าใช้แท็กซี่แล้วเจอการให้บริการเหมือนเดิม ตอนนั้นจะมาร้องก็คงสายไปแล้ว ดร.ฐิตารีย์ บอกทิ้งท้ายด้วยว่า การจะทำให้อาชีพบริการมีมาตรฐาน คุณภาพทัดเทียมชาติที่เจริญ เป็นตัวอย่างให้เรามาปรับปรุงนั้น คงเกิดขึ้นได้ถ้าเมืองนั้น หรือประเทศนั้น มีคนที่เห็นความเป็นคนเท่ากัน ให้รู้ถึงความสำคัญของกันและกัน ใช้โมเดลของการบริการจัดการตัวเอง เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเอง จะมาอ้างว่าหน่วยงานภาครัฐไม่มาช่วยเหลือไม่ได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องตระหนักอย่างยิ่งยวด ถ้าจะยึดอาชีพบริการไว้คอยเลี้ยงชีพ. วสวัตติ์ โอดทวี
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะยกระดับแท็กซี่รับเออีซี – เออีซีกับม.หอการค้าไทย
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















7 สถาบันเอกชนจี้ทุกฝ่ายเจรจาจบปัญหาหยุดใช้ความรุนแรงชี้ผลกระทบฉุดเศรษฐกิจดิ่งเหวรุนแรงกว่าน้ำท่วมปี 54 หวั่นสายตาโลกมองไทยเป็นรัฐล้มเหลว เลิกเข้ามาลงทุน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง มีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. ทางภาคเอกชน 7 สถาบัน คือ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการ ค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สมาคมธนาคารไทย ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (สทท.), สภาธุรกิจตลาดทุนไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ได้มีความกังวลต่อสถานการณ์ที่มีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้นัดประชุมหารือร่วมกันเพื่อแสดงจุดยืนของภาคเอกชน วอนหันหน้าเจรจาเร่งยุติปัญหา นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธาน กกร. และประธานสภาหอการค้าฯ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกันของภาคเอกชนว่า ภาคเอกชน 7 สถาบันได้มีข้อสรุปร่วมกันว่าเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้งและการกระทำที่นำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรง ซึ่งจะยิ่งสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งยังกระทบต่อความน่าเชื่อถือประเทศ ไทยในสังคมโลกและความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน โดยขอให้แก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการเจรจา ห้ามใช้ความรุนแรง ซึ่งจะทำให้เกิดความสูญเสีย หากยังมีการชุมนุมลากยาวต่อไปยิ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจไทย และจะทำให้ไทยถูกจัดเป็น “รัฐที่ล้มเหลว” ทั้งนี้ภาคเอกชนเห็นว่าหนทางที่จะนำไปสู่สันติคือ การทำตามกติกา โดยหาทางออกในวิถีประชาธิปไตยเพื่อให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นไปในลักษณะเดิม ภายหลังจากการเลือกตั้งซึ่งไม่ได้เสนอให้รัฐบาลยุบสภา แต่หมายความว่า หากจะมีการเลือกตั้งใหม่ ต้องให้มีการเจรจาระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องกับทุกฝ่ายเพื่อให้ได้ข้อยุติเบื้องต้น ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งให้มีผู้แทนองค์กรเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยภาคเอกชนพร้อมที่จะร่วมกันเพื่อหาทางออกให้ประเทศ โดยยึดหลักความถูกต้อง ท่องเที่ยวสูญ 2.5 หมื่นล้าน นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ส.ท.ท.) กล่าวว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวเดือน พ.ย. 56 เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 11%แต่จากสถานการณ์ความรุนแรงในขณะนี้ส่งผลให้ 33 ประเทศได้ประกาศเตือนเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยแล้วในระดับ 2 หากเตือนถึงระดับ 5 คาดว่า ในช่วงเดือน ธ.ค. ซึ่งเป็นฤดูช่วงท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) นี้นักท่องเที่ยวจะลดลง 8-10% หรือคิดเป็นนักท่องเที่ยวหายไป 500,000 คน สูญรายได้ 25,000 ล้านบาท ผลกระทบม็อบแรงกว่าน้ำท่วม นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองในครั้งนี้ ส่งผลร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นสูงกว่าเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 54 เนื่องจากเป็นผลมาจากโครงสร้างทางสังคม การเมืองที่มีปัญหา ซึ่งจะกระทบต่อการตัดสินใจมาลงทุน ในบ้านเมืองที่กฎระเบียบเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ตอนนี้นักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เริ่มวิตกกังวล ชะลอการลงทุน และย้ายฐานการลงทุนไปประเทศอื่นในภูมิภาคบ้างแล้ว และในระยะยาวความน่าสนใจในการลงทุนของไทย จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 3 ของภูมิภาค รองจากประเทศอินโดนีเชีย และเวียดนาม อาจตกลงไปอีก หรืออาจจะแพ้พม่าเลยก็ได้ จีดีพีดิ่งเหวโตได้แค่ 2% นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ขณะนี้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศลดลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เห็นได้จากแรงขายใน ตลท. ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติขายสุทธิแล้ว 17,000 ล้านบาท เดือน พ.ย. นักลงทุนเทขายไป 50,000 ล้านบาท ส่งผลให้ทั้งปีนี้ยอดขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติอยู่ที่ 150,000 ล้านบาทแล้ว และถ้าเหตุการณ์ ยังยืดเยื้อต่อเนื่อง การขายของนักลงทุนต่างชาติจะยังไม่จบ เพราะนักลงทุนมีทางเลือกเป็นจำนวนมาก ซึ่งตลาดหุ้น เป็นหัวใจหนึ่งของภาคการเงินในประเทศ จะทำให้กระทบต่อความเสียหายของเศรษฐกิจ จากเดิมที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จะขยายตัวที่ 3% อาจทำได้แค่ 2% กว่า ๆ และปีหน้าจากเดิมคาดว่า ขยายตัว 4-5% แต่ถ้าไม่รีบจบปัญหา จะขยายตัวได้แค่ 3% ก็ไม่รู้จะถึงหรือไม่ เงินหุ้นไหลออก 4.5 หมื่นล้าน นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า หากประเมินผลกระทบเงินไหลออกตั้งวันที่ 30 ต.ค. จนถึงปัจจุบันซึ่งมีการชุมนุมเกิดขึ้น พบว่ามีเงินไหลออกจากตลาดหลักทรัพย์แล้วกว่า 45,000 ล้านบาท ซึ่งหากยังมีความรุนแรงมากขึ้นสถานการณ์เงินไหลออกดังกล่าวก็จะยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ถึงเวลาต้องยอมรับความจริงกันเสียทีว่า วิกฤติการทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นอย่างรุนแรงมาในอดีต ต่างเป็นบทเรียนราคาแพงให้กับเศรษฐกิจในภาพรวม และกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ที่ยังต้องอาศัยรายได้จากภาคธุรกิจ บริการ ท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน โดยเฉพาะจากต่างประเทศ ที่ต้องมีความเชื่อมั่นในการหอบเงินเข้ามาลงในประเทศไทย. จิตวดี เพ็งมาก
นายโชคชัยปัญญายงค์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการพาณิชย์บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่าจากการประชุมวิเคราะห์สถานการณ์ผู้โดยสารที่ใช้บริการการบินไทยในช่วงปลายปีมีสัญญาณลดลงอย่างต่อเนื่องโดยเดือนพ.ย.56มีอัตราผู้โดยสาร(เคบินแฟคเตอร์)เฉลี่ยเหลือ74%ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มี 76%ขณะที่ยอดในเดือนธ.ค.56คาดว่าจะเฉลี่ย75%ลดลงจากปีก่อน78% ทั้งนี้ตลาดที่ได้รับผลกระทบมากได้แก่ จีนที่ยอดผู้โดยสารหายไป18%ขณะที่ออสเตรเลียในเดือนธ.ค.ปกติน่าจะอยู่ที่83.8%แต่ตอนนี้คาดเหลือ75.6%ส่วนตลาดยุโรปอยู่ที่77%ทั้งที่จริงตั้งเป้าหมายว่าจะเติบโตดีกว่านี้เหลือเพียงตลาดญี่ปุ่นที่ยังเติบโตจากการที่การบินไทยเพิ่มจำนวนที่นั่งผู้โดยสาร เพิ่มเที่ยวบินและเส้นทางการบินใหม่เข้าไปหลังคนไทยนิยมเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นมากขึ้น สำหรับสาเหตุที่ทำให้ยอดผู้โดยสารลดลงมาจากหลายปัจจัยประกอบกันได้แก่ มีคู่แข่งขันสายการบินจำนวนเพิ่มขึ้นปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวอย่างล่าช้าทั้งในสหภาพยุโรปและเศรษฐกิจในออสเตรเลียอินเดียชะลอตัวมีปัญหาความเข้มงวดของรัฐบาลจีนในการดูแลทัวร์ศูนย์เหรียญรวมถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในไทยช่วงวันที่28-30พ.ย.ที่ทวีความรุนแรงขึ้นและเกิดสัญญาณอินเตอร์เน็ตล่มทำให้ยอดจองตั๋วผ่านระบบอินเตอร์เน็ตซึ่งมีสัดส่วนถึง10%ขาดหายไป “ปกติในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวการบินไทยคาดหวังจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาใช้บริการมากกว่านี้แต่เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้ก็กระทบต่อแผนรายได้ของบริษัทในไตรมาสสี่แต่ไม่ยังไม่รู้ว่าจะมากน้อยแต่หากเหตุการณ์ยิ่งแรงยิ่งยืดเยื้อก็ยิ่งกระทบเยอะอย่างไรก็ดีตอนนี้ยังไม่มีการยกเลิกการบินแต่ที่ห่วงคือนักท่องเที่ยวในกลุ่มตลาดระยะใกล้ที่อาจชะลอตัดสินใจเดินทางมาไทย และเลือกไปประเทศอื่นแทน” นายทัศพลแบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่าการชุมนุมทางการเมืองจนทำให้มี 34ประเทศประกาศเตือนเข้าไทยได้ส่งกระทบต่อจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการไทยแอร์เอเชียอย่างมากโดยตอนนี้ภาพรวมของอัตราผู้โดยสารหรือเคบิน แฟคเตอร์ลดลงไปประมาณ5%ซึ่งปกติในปีที่แล้วฤดูกาลท่องเที่ยวจะเคบินแฟคเตอร์87%แต่ปีนี้เหลือเพียง82%เท่านั้นสำหรับตลาดที่ลดลงมาก คือจีน ขณะที่ตลาดในประเทศยังมียอดใช้บริการสูงอยู่ “ตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศตอนนี้กังวลมากโดยเฉพาะชาวจีนที่ห่วงเรื่องการเมืองรวมถึงเจอปัญหาจากทัวร์ศูนย์เหรียญทำให้แอร์เอเชียต้องยอดเปิดให้ผู้โดยสารเลื่อนตั๋วได้ในช่วงสถานการณ์ที่ไม่สงบ และหากสถานการณ์เมืองยังร้อนแรงการท่องเที่ยวน่าจะซบเซาลงอีกเพราะตอนนี้แหล่งท่องเที่ยวอย่างแห่งอย่างมาบุญครองตลาดนัดสวนจตุจักรก็มีต่างชาติมาเดินน้อยโดยนักท่องเที่ยวอาจเลือกเดินทางแบบเช่าเหมาลำไปลงแหล่งท่องเที่ยวโดยตรงเพิ่ม เช่น บินตรงไปลงภูเก็ตกระบี่ เชียงใหม่ หรือไปประเทศอื่นแทนดังนั้นจึงอยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าแก้ปัญหาร่วมกันเพื่อยุติปัญหาโดยเร็ว”