เมื่อวันที่ 21 พ.ย. นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นำคณะสื่อมวลชนจากประเทศญี่ปุ่นเข้าหารือภาพรวมการลงทุนในไทยว่า สื่อมวลชนญี่ปุ่น ได้สอบถามถึงนโยบายการผลิตรถยนต์ในไทย ตนได้ชี้แจงว่า ตลาดรถยนต์ของไทยจะขยายตัวต่อไปทั้งตลาดภายในประเทศ และตลาดส่งออก โดยปี 60 ยืนยันว่า ไทยจะเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับที่ 5 ของโลก มีปริมาณการผลิตที่ 3.4 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ตั้งไว้ 3 ล้านคัน จากเดิมในปี 55 ไทยอยู่อันดับ 9 ของโลก มียอดการผลิต 2.4 ล้านคัน ส่วนยอดการผลิตรถยนต์ในปี 56 คาดว่า มีปริมาณไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านคัน “ ผมมั่นใจว่า ภาพรวมการผลิตรถยนต์จนถึงปี 60 จะเป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะมาตรการสนับสนุนรถยนต์ส่งเสริมการลงทุนรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล ระยะที่ 2 (อีโอคาร์ 2) ที่เมื่อขอรับการส่งเสริมในปีหน้าแล้ว จะเริ่มผลิตออกมาได้ตั้งแต่ช่วงปี 59 ซึ่งขณะนี้ค่ายรถยนต์หลายแห่งก็ให้ความสนใจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเดิม ที่ใช้ระยะเวลาลงทุนไม่นานมาก” อย่างไรก็ตามในปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก โดยปัจจุบันมีผู้ผลิตชิ้นส่วน (เทียร์1-3) รวมกันกว่า 2,400 ราย ทำให้ไทยขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์ อันดับที่ 9 และขึ้นเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ของอาเซียน เมื่อเทียบกับประเทศอินโดนีเชียที่ผลิตได้ 1.06 ล้านคัน และมาเลเซีย 569,000 คันต่อปี นอกจากนี้สถาบันยานยนต์ยังมีแผนพัฒนาฝีมือแรงงานภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนราว 300,000 คน ภายในปี 54-59 เพื่อเพิ่มศักยภาพและรองรับการผลิตรถยนต์ที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเพื่อลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน หรือการเข้ามาซื้อตัวแรงงานจากอุตสาหกรรมอื่น โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 59 แรงงาน 1 คนจะผลิตรถยนต์ได้ปีละ 6 คัน จากปัจจุบันอยู่ที่ 3 คัน ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับแรงงานญี่ปุ่น 1 คน ที่สามารถผลิตรถยนต์ได้เฉลี่ยปีละ 11-12 คัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อุตฯตั้งเป้าผลิตรถขึ้นอันดับ5ของโลก
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายธนวรรธร์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ได้ประเมินสถานการณ์ของประเทศขณะนี้ โดยพบว่าหากสถานการณ์ทางการเมืองยืดเยื้อออกไปจนถึงปีหน้า อาจจะมีผลกระทบต่อจีดีพี 0.5% และหากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทฯ ไม่เกิดขึ้นในปีหน้า จะฉุดจีดีพีลงอีก 0.5% เช่นกัน แต่หากไม่เกิดโครงการใด ๆ ขึ้นเลย อาจจะส่งผลให้ที่ประเมินไว้เบื้องต้นว่าจีดีพีใน 5 ปี ที่จะโต 5-7% เหลือเพียง 4-5% เท่านั้น ส่วนจีดีพีปีนี้ คาดว่าน่าจะอยู่ที่ 3-3.3% แต่อย่างไรก็ดี ในการประชุมหอการค้าประจำปี จะรวบรวมข้อมูลจากหอการค้าทั่วประเทศเพื่อปรับประมาณการณ์อีกครั้ง และมองว่าสถานการณ์การเมืองจะส่งผลระทบให้เศรษฐกิจชะลอตัวไปถึงสิ้นปี แต่ทั้งนี้ก็มีผลดีที่การชุมนุมไม่มีความรุนแรง เป็นการพัฒนาการทางประชาธิปไตย ซึ่งมองว่าการชุมนุมน่าจะอยู่ในช่วงสั้น ๆ แค่ 1-3 เดือนเท่านั้น แต่ยืดเยื้อ ก็อาจจะยาวถึง 1 ปี และทำให้จีดีพีปี 57 โตได้ที่ 4.5-5%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 21 พ.ย. ยังเต็มไปด้วยความผันผวน แต่อยู่ในขาลง หลังดัชนีปรับตัวลดลงทันทีที่เปิดตลาด จากนั้นก็เหวี่ยงตัวลงอย่างหนักในช่วงบ่าย ตามแรงเทขายของนักลงทุน รวมถึงเคลื่อนไหวตามตลาดหุ้นต่างประเทศที่ส่วนใหญ่ปิดลบ จากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดขนาดมาตการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) เร็วขึ้น รวมถึงได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์การเมืองในประเทศ ส่งผลให้ระหว่างวันหุ้นไทยลดลงต่ำสุดที่ 1,374.37 จุด ทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,395.29 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,375.86 จุด ลดลง 28.95 จุด หรือ 2.06% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 34,420.03 ล้านบาท ซึ่งดัชนีปิดถือว่าต่ำสุดในรอบเกือบ 3 เดือน สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1. ทรู ปิดที่ 8.55 บาท ลดลง 0.40 บาท 2. ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 173.00 บาท ลดลง 7.50 บาท 3. จัสมิน ปิดที่ 7.50 บาท ลดลง 0.60 บาท 4. ธ.ไทยพาณิชย์ ปิดที่ 157.50 บาท ลดลง 6.50 บาท 5. บีทีเอส ปิดที่ 9.00 บาท ลดลง 0.35 บาท