ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยกาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 18 พ.ย. ดัชนีแกว่งตัวผันผวน โดยยืนในแดนบวกได้ ตามตลาดหุ้นต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น แต่หุ้นไทยอยู่ในกรอบแคบๆ และปริมาณการซื้อขายค่อนข้างเบาบาง เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลเรื่องสถานการณ์การเมืองในประเทศ ทำให้ดัชนีฟื้นตัวได้ไม่มากนัก ซึ่งระหว่างวันหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,430.37 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 1,422.39 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,423.96 จุด เพิ่มขึ้น 3.30 จุด หรือ 0.23% ด้วยมูลค่าการซื้อขายเบาบาง 26,069.99 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1. ทรู ปิดที่ 9.00 บาท ลดลง 0.05 บาท 2. เอไอเอส ปิดที่ 235.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง 3. จัสมิน ปิดที่ 8.10 บาท ลดลง 0.10 บาท 4. บีแลนด์ ปิดที่ 1.71 บาท เพิ่มขึ้น 0.03 บาท 5. ธ.กรุงไทย ปิดที่ 19.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยวันที่ 18 พฤศจิกายน 2556 ปิดบวก 3.30 จุด
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือด่วนในแม่น้ำเจ้าพระยาได้ทำหนังสือถึงนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เพื่อขอให้พิจารณาขึ้นค่าโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยา อีกเที่ยวละ 2 บาทต่อช่วง เนื่องจากค่าโดยสารปัจจุบันเป็นอัตราที่ขาดทุน เพราะไม่เคยปรับขึ้นมาตั้งแต่ปี 51 ทั้งที่ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเพิ่มขึ้นจากวันละ 215 บาท เป็น 300บาท จนทำให้ขณะนี้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นกว่า 40% ทั้งนี้ปี 55 ที่ผ่านมา เรือด่วนเจ้าพระยาขาดทุนแล้วกว่า 13 ล้านบาท และหากกรมเจ้าท่ายังมีนโยบายให้ตรึงราคาไปถึงสิ้นปี 56 บริษัทก็จะขาดทุนเพิ่มอีก 8 ล้านบาท อย่างไรก็ตามหากกระทรวงคมนาคมไม่อนุญาตปรับค่าโดยสาร ก็เสนอให้เรือด่วนเจ้าพระยาเก็บอัตราค่าโดยสาร 10 บาทตลอดสาย แต่ส่วนเกินให้รัฐบาลเป็นผู้จ่ายชดเชยแทน โดยแนวทางนี้หากรัฐบาลเห็นชอบ เรือด่วนเจ้าพระยาจะเริ่มทันทีวันที่ 1 ม.ค.57 นายชัชชาติ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ยังไม่พิจารณาปรับขึ้นค่าโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยาตามที่ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด เสนอมา แต่จะออกมาตรการช่วยเหลือด้านอื่นแทน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนซึ่งมีจำนวนมากถึง 30,000 คนต่อวัน เบื้องต้นจะหามาตรการจูงใจให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการเรือด่วนเจ้าพระยาเพิ่ม เช่น ปรับเส้นทางการเดินรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพฯและปริมณฑลให้สามารถเข้าถึง ท่าเรือและเชื่อมต่อกับระบบการเดินทางอื่นๆได้มากขึ้น น.ท.ปริญญา รักวาทิน กรรมการผู้จัดการบริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา กล่าวว่า ได้ยื่นขอปรับอัตราค่าโดยสารเรือระยะละ 2 บาท ไปตั้งแต่ปลายปี 54 แต่คณะกรรมการพิจารณาอัตราค่าโดยสารเรือประจำทางยังไม่อนุมัติปรับราคาให้ ทำให้บริษัทต้องแบกรับภาระการขาดทุนปี 55 ประมาณ 13 ล้าน และหากภายในสิ้นปีนี้ยังไม่มีการปรับอัตราค่าโดยสารเรือ คาดว่าจะขาดทุนรวมทั้งสิ้น 26 ล้านบาท ทั้งนี้ สาเหตุที่บริษัทประสบภาวะขาดทุนเนื่องจากอัตราค่าน้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 29.99 บาท แต่ค่าโดยสารที่จัดเก็บเป็นเกณฑ์ราคาน้ำมันระหว่าง 22-25 บาท ประกอบกับการปรับอัตราค่าแรงที่รัฐบาลมีนโยบายให้ปรับเพิ่มขึ้นวันละ 300 บาท ทำให้ต้นทุนค่าน้ำมันและค่าแรงสูงถึง 70% โดยไม่รวมรายจ่ายอื่นๆที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้ มีแนวโน้มว่า ทางกระทรวงคมนาคมจะหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้บริษัทไปลงทุนทำท่าเรือต่อเชื่อมกับระบบรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นใน อนาคต และอาจจะพิจารณาให้ปรับอัตราค่าโดยสารเพิ่มในส่วนของเรือด่วน แต่ถึงขณะนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง สำหรับ อัตราค่าโดยสารที่จัดเก็บปัจจุบัน เรือโดยสารประจำทาง(ไม่มีธง) เส้นทาง นนทบุรี – วัดราชสิงขร จัดเก็บในอัตรา ระยะละ 10-12-14 บาท เรือด่วนพิเศษธงส้ม เส้นทาง นนทบุรี–วัดราชสิงขร จัดเก็บในอัตรา 15 บาทตลอดสาย เรือด่วนพิเศษธงเหลือง เส้นทาง นนทบุรี – สาทร–ราษฏร์บูรณะ จัดเก็บในอัตรา 20 ตลอดสาย และเรือด่วน ส่วนต่อขยาย เส้นทางปากเกร็ด – นนทบุรี จัดเก็บในอัตรา 9 บาท
นายศาสตรา สุดสวาสดิ์ อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาการใช้งบประมาณของภาครัฐที่ยั่งยืน ควรจัดตั้งองค์กรเฝ้าระวังทางการคลังอิสระ (พีบีโอ) เหมือนกับสหรัฐอเมริกา และแคนาดา ที่ทำงานแบบอิสระจากฝ่ายบริหาร เป็นกลางทางการเมือง ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐ และวางนโยบายทางการคลังในอนาคต เพื่อให้รัฐสภาและประชาาชนตรวจสอบการใชัเงินของรัฐบาลได้ และสามารถสรา้งฐานะทางการคลังของประเทศให้ดีขึ้นิไม่ต้องขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องเหมือนในปัจจุบัน ทั้งนี้ หากผลักดันให้องค์กรอิสระดังกล่าวเกิดได้จริง จะช่วยการใช้จ่ายงบประมาณได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เห็นได้จากประเทศที่มีองค์กรดังกล่าวกับกับอยู่ ที่มีอัตราส่วนหนี้สาธารณะลดลง และมีงบประมาณเกินดุล ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจเติบโตในระยะยาว เพราะหากมองการบริหารงบประมาณของรัฐในตอนนี้ พบว่า รัฐบาลมักมองประโยชน์ที่จะเกิดระยะสั้น ไม่ได้คิดริบคอบ แยีงใช้งบประมาณจากกองกลาง และใช้นโยบายการคลังอย่างขาดดุลพินิจมากกว่าใช้นโยบายที่ปรับเสถียรภาพเศรษฐกิจอัตโนมัติ นายภาวิน ศิริประภานุกูล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้จัดทำงบประมาณขาดดุลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้ส่งดีต่อเศรษฐกิจ อีกทั้ง หนี้สาธารณะเองก็ไม่ได้ลดลง แต่ที่ลดลงคือรายจ่ายการลงทุน นอกจากนี้ ตามกรอบการรักษาวินัยการเงินการคลังที่กำหนดเพดานไว้ชัดเจนนั้น รัฐบาลไม่ได้สนใจและหลีกเลี่ยง เห็นได้จากมีการกู้เงินนอกงบประมาณหลายโครงการ เช่น โครงการไทยเข้มแข็ง พ.ร.บ.กู้เงินบริหารจัดการน้ำ และพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปรากฎการที่กระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การจัดสรรทรัพยากรทั้งด้านการคลังและกึ่งการคลังของรัฐ เป็นเพียงการหวังผลในระยะสั้นมากกว่าสร้างการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะการส่งเสริมสินเชื่อของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ที่ไม่สามารถทำได้บรรลุเป้าหมาย เนื่องจากไม่สามารถปิดช่องว่างการเข้าถึงเงินทุน เพราะมีเอสเอ็มอีเข้าถึงน้อย การดำเนินการที่ไม่มีทิศทาง แล้วแต่รัฐบาลแต่ละชุด รวมทั้ง ไม่มีประสิทธิภาพ โดยสร้างภาระการคลังสูงจากหนี้เสีย และไม่มีกลไกติดตามและตรวจสอบ ส่งผลให้กระทบต่อเอสเอ็มอีและเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งนี้ รัฐบาลควรกำหนดเพื่อเพิ่มความครอบคลุมโดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายของเอสเอ็มอีตามรายได้ ให้แบงก์รัฐอยู่ภายใต้กำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคำนวณภาระการคลังของสินเชื่อทุกโครงการ รวมทั้ง ประเมินแบงก์รัฐให้เน้นการเข้าถึงเงินทุนของเอสเอ็มอี และความคุ้มค่าของโครงการสินเชื่อทั้งหมด โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อควรเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์พัฒนาเอสเอ็มอีโดยรวม ไม่ใช่โครงการโดด