นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงานเสวนา “มุมมองการบริหารงานกฎหมายภาครัฐ” จัดโดย ธปท. ว่า ขณะนี้ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่หลายประเทศมีเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ทั้งประเทศจีน อินเดีย และบราซิล ซึ่งเป็นที่ถกเถียงว่าการชะลอตัวในครั้งนี้ เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวหรือสะท้อนการลดลงของศักยภาพทางเศรษฐกิจระยะยาว เนื่องจากมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญเป็นอย่างมาก “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่องจึงเป็นหัวใจสำคัญในการนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นระบบกฎหมายที่แข็งแกร่งและการบังคับลิขสิทธิ์ทางปัญญาที่เข้มงวด จะไม่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ หากระบบการศึกษาไม่สามารถผลิตแรงงานที่มีความรู้ความสามารถในการคิดค้นประดิษฐ์ได้ ระบบการศึกษาที่ดีจะไม่ช่วยมากนัก หากเศรษฐกิจไม่มีเสถียรภาพ และแม้เศรษฐกิจจะมีเสถียรภาพ การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนก็จะเป็นไปได้ยากหากมีการคอรัปชั่นสูง” อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการผสมผสานระหว่างปัจจัยเชิงประวัติศาสตร์ การแบ่งแยกอำนาจ และโชคชะตา ทำให้การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเศรษฐกิจย่อมมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ แต่การถ่วงดุลอำนาจไม่ให้ผู้เสียประโยชน์กีดขวางการเปลี่ยนแปลงนั้น จำเป็นต้องพึ่งกลไกการกระจายผลประโยชน์ระหว่างสมาชิกในสังคมอย่างสมดุล ทั้งนี้ เมื่อประเทศมีกระบวนการจากสถาบันเศรษฐกิจและการเมืองแบบมีส่วนร่วมการปฏิรูป ส่งผลให้สถาบันต่างๆ จะเกี่ยวเนื่องกับการเมือง ทำให้ศักยภาพของเศรษฐกิจในระยะยาวขึ้นอยู่กับพัฒนาการด้านการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในหลายๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทยที่สำคัญการเมืองเป็นสิ่งที่มีความไม่แน่นอนสูงและพลิกแพลงได้เรื่อยๆ โดยยากที่จะคาดเดาผลลัพธ์ จึงไม่แปลกที่การปฏิรูปสถาบันรองรับมักจะเกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อตามเหตุการณ์ต่างๆ ที่พลิกแพลงไปมา ส่งผลต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคม “ชะตากรรมของประเทศตลาดเกิดใหม่ไม่ได้ผูกติดกัน แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละประเทศในการฉวยโอกาสในการปฏิรูป ซึ่งบางประเทศอาจทำสำเร็จ และบางประเทศอาจไม่สำเร็จ โดยการที่ประเทศจะก้าวข้ามจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในปัจจุบันไปได้นั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมในเรื่อง คอรัปชั่น ธรรมาภิบาล และการคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ เป็นสำคัญ”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธปท.ชี้ปัญหาคอรัปชั่นฉุดเศรษฐกิจไทย
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว. คลัง เปิดเผยว่า หากรัฐต้องการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจจะต้องมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนกับบางประเทศ แต่ทั้งนี้ขึ้นกับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือกนง.ว่า ประเมินภาวะเศรษฐกิจเป็นอย่างไร เนื่องจากแต่ละประเทศดำเนินนโยบายเศรษฐกิจไม่เหมือนกัน ” ในช่วงเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว มีหลายประเทศเศรษฐกิจยังชะลอตัว ทำให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความแตกต่างกัน บางประเทศมีปัญหาขาดดุลการค้า ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลการชำระเงิน จึงต้องการดึงเงินเข้าประเทศ บางประเทศมีปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูง เพราะอุปสงค์ในประเทศค่อนข้างมาก จึงต้องดึงเงินเข้าระบบด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย” สำหรับไทยมีสภาพคล่องในประเทศสูง และทุนสำรองระหว่างประเทศมีมากถึง 170,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นและเงินไหลออกก็จะเป็นผลดีต่อค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากจน เกินไป เพียงพอ หากเงินทุนต่างชาติที่เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นไหลออกไปบ้างนับว่าจะเป็นผลดี เพราะลดแรงกดดันต่อเงินบาทแข็งค่า ส่วนกรณีภาคเอกชนเป็นห่วงว่าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะไม่คืบหน้า เพราะร่าง พ.ร.บ.ลงทุน 2 ล้านล้านบาทยังไม่ผ่านสภาฯ นั้น ไม่อยากให้มีความกังวลมากเกินไป เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มตั้งโครงการมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าโครงการลงทุนมีความจำเป็น ดังนั้น จึงมั่นใจว่าโครงการลงทุนจะเกิดขึ้นได้ นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่ากนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.5% และอาจจะมีการปรับขึ้นใหม่ในปีหน้า ตามภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตเพิ่มขึ้น รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุม กนง. เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมาได้มีมติ 2.50% ต่อปี เนื่องจากคณะกรรมการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มทรงตัว และมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 14 พ.ย. ดัชนีฟื้นตัวขึ้นทันทีที่เปิดตลาด จากนั้นก็แกว่งตัวในแดนบวกได้สดใสตลอดทั้งวัน ตามแรงเข้าซื้อกระจายในหุ้นกลุ่มต่างๆ รวมถึงเคลื่อนไหวตามตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปิดบวกกันถ้วนหน้า หลังนักลงทุนคาดการณ์ว่านางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ จะยังเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) ต่อไป เพราะเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน ส่งผลให้ระหว่างวันหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,421.82 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 1,410.91 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,415.69 จุด เพิ่มขึ้น 10.92 จุด หรือ 0.78% ด้วยมูลค่าการซื้อขายเบาบาง 29,688.18 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1. ทรู ปิดที่ 8.65 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท 2. จัสมิน ปิดที่ 8.15 บาท ลดลง 0.15 บาท 3. เอไอเอส ปิดที่ 230.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท 4. อินทัช ปิดที่ 78.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท 5. ซีพีออลล์ ปิดที่ 41.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท