ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 13 พ.ย. ดัชนีแกว่งตัวผันผวน และส่วนใหญ่อ่อนตัวในแดนลบ ตามตลาดหุ้นต่างประเทศที่ลดลง เนื่องจากนักลงทุนกลับมากังวลเรื่องการชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) ของสหรัฐ ซึ่งอาจลดขนาดมาตรการคิวอีเร็วขึ้น เป็นเดือนธ.ค.นี้ จากเดิมที่คาดว่าจะทยอยลดคิวอีในเดือนมี.ค.57 หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐหลายตัวที่ออกมาเริ่มมีทิศทางดีขึ้น อีกทั้งนักลงทุนบางส่วนยังกังวลสถานการณ์การเมืองในประเทศที่มีการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างวันหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,414.04 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 1,403.07 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,404.77 จุด ลดลง 8.31 จุด หรือ 0.59% ด้วยมูลค่าการซื้อขายเบาบาง 28,779.45 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1. เอไอเอส ปิดที่ 227.00 บาท ลดลง 6.00 บาท 2. ทรู ปิดที่ 8.40 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 บาท 3. ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 181.50 บาท ลดลง 2.00 บาท 4. อินทัช ปิดที่ 77.00 บาท ลดลง 0.75 บาท 5. จัสมิน ปิดที่ 8.30 บาท เพิ่มขึ้น 0.15 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยวันที่ 13 พฤศจิกายน 2556 ปิดลบ 8.31 จุด
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายอาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการประชานิยม โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว ถือเป็นปัญหาสำคัญต่อประเทศ เพราะไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อการขาดทุนจนเป็นภาระหนี้ของรัฐบาล แต่ยังทำลายระบบแรงจูงใจของเกษตรกรระยะยาวในการผลิตขัาวที่มีคุณภาพ รวมถึง ทำให้เกิดปัญหาจากขัอเรียกร้องต่างๆ ในอนาคต โดยรัฐบาลควรนำเงินที่ไปใช้ในโครงการลงทุนพัฒนาในระบบสาธารณูปโภค ที่เป็นสิ่งสำคัญมากกว่า “อยากให้รัฐบาลทบทวนการดำเนินนโยบายโครงการรับจำนำข้าว เห็นได้จากนักวิชาการทั่วโลกได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าโครงการดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะมีการรับจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าตลาดโลก ส่งผลให้รัฐบาลเกิดภาวะขาดทุน ผลผลิตข้าวที่ไม่ได้ตามคุณภาพ รวมทั้ง ส่งผลต่ออันดับของการส่งออกข้าวของไทยที่ลดลงอีกด้วย” อย่างไรก็ตาม กรณีสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ มองว่าภาคการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว หากสถานการณ์เริ่มมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น จะทำให้นักท่องเที่ยวไม่เข้ามาพักในประเทศ และส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทยไม่เติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ส่วนแนวทางอารยะขัดขืนนั้น มองว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แต่ละบุคคลต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาด้วย น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิล์ดแบงก์) กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวจะส่งผลกระทบต่อภาระการคลังพอสมควร แต่เชื่อว่าจะไม่เกินกรอบหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ที่ 50% ต่อจีดีพี เนื่องจากในอนาคตภาครัฐจะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และโครงการบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท ทำให้ภาคเอกชนเกิดการลงทุนตาม ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เวิล์ดแบงก์เตรียมออกรายงานเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวในเดือน ธ.ค. โดยจะมีการชี้แจ้งว่าใครได้หรือเสียในโครงการดังกล่าว ที่ปัจจุบันได้มีการประเมินตัวเลขความเสียหายในโครงการนี้อยู่ที่ปีละ 200,000 ล้านบาท ขณะที่ สถานการณ์การเมือง หากมีความรุนแรงและยืดเยื้อเพิ่มขึ้น จะกระทบต่อการท่องเที่ยวโดยตรง เพราะนักท่องเที่ยวมีความอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ดังกล่าว รวมทั้ง จะส่งผลต่อภาคธุรกิจในบริเวณนั้น โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก แต่เชื่อว่าทั้ง 2 ส่วนจะมีการฟื้นตัวค่อนข้างเร็ว ภายใน 3 เดือน เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปี 53 ที่ผ่านมา
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงกรณีวุฒิสภาจะพิจารณาร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของประเทศ ในวันที่ 18 พ.ย.นี้ ว่า การชุมนุมต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม จะไม่กระทบต่อการพิจารณาพ.ร.บ.นี้ เนื่องจากเป็นคนละพ.ร.บ. และเป็นคนละประเด็นกัน โดยสมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้มีวุฒิภาวะ จะไม่นำประเด็นพ.ร.บ.นิรโทษกรรมมาเชื่อมโยงกัน ทั้งนี้ มั่นใจว่าพ.ร.บ.กู้เงินจะผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา เพราะที่ผ่านมาได้ปรับมีการปรับตามข้อเสนอแนะของกรรมาธิการทุกอย่าง โดยเบื้องต้นรับทราบว่าวุฒิสภามีการตั้งข้อสังเกต 2 ประเด็น คือ ประเด็นเงินคงคลัง ซึ่งกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียด และประเด็นการเพิ่มรายละเอียดโครงการแนบท้ายพ.ร.บ.กู้เงิน ซึ่งกระทรวงคมนาคมพร้อมชี้แจงรายละเอียดทั้งหมด เพราะที่ผ่านมาเป็นเวลากว่า 6 เดือน ตนก็ชี้แจงเรื่องนี้มาโดยตลอด “พ.ร.บ.กู้เงิน ไม่ใช่เรื่องการเมือง เป็นเรื่องของการพัฒนาประเทศ แตกต่างจากพ.ร.บ.นิรโทษกรรม และที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับพ.ร.บ.กู้เงิน แต่กังวลเรื่องความโปร่งใส ซึ่งกระทรวงคมนาคมจะต้องพัฒนาระบบการควบคุมการทำงานให้โปร่งใสมากขึ้น ขณะเดียวกันพ.ร.บ.กู้เงินยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ดังนั้นเชื่อว่าการชุมนุมในขณะนี้จะไม่ส่งผลกระทบผูกพันกับพ.ร.บ.กู้เงินที่วุฒิสภาจะพิจารณาในเร็วๆนี้”