วันที่ 5 พ.ย.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.25 น.. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 1 ขึ้น 50 บาท ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,950 บาท รับซื้อ 19,162.24 บาท ทองแท่งขาย 19,550 บาท รับซื้อ 19,450 บาท ราคาทองคำและครั้งที่ปรับ ราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 ขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 19,950 บาท รับซื้อ 19,162.24 บาท ทองแท่งขาย 19,550 บาท รับซื้อ 19,450 บาท เวลา 09.25 น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทองคำ 5 พ.ย.56 ปรับครั้งที่ 1 ขึ้น 50 บาท
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















เมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา สายการบินไทย สไมล์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการบินไทย ได้ฤกษ์เปิดเส้นทางบินใหม่ไปยังประเทศจีนพร้อมกันถึง 2 จุด กรุงเทพฯ-ฉงชิ่ง และกรุงเทพฯ-ฉางชา ซึ่งถือเป็นเมืองท่องเที่ยวและเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มต้นบินสัปดาห์ละ 3 เที่ยว ทุกวันพุธ-ศุกร์ และอาทิตย์ และวางแผนขยายเส้นทางบินไปฉางชาเป็นสัปดาห์ละ 5 เที่ยวบินในเดือน ม.ค. ปีหน้า การเปิดเส้นทางบินใหม่ของไทยสไมล์ครั้งนี้ การบินไทยและผู้บริหารไทยสไมล์หมายมั่นปั้นมือว่า จะได้รับการตอบรับอย่างดี เพราะทั้ง 2 เมืองนี้ยังไม่มีเที่ยวบินของการบินไทยบินมาก่อน โดยเฉพาะในฉงชิ่งที่ขณะนี้ประชาชนมีกำลังซื้อสูงขึ้นมาก ที่สำคัญยังนิยมชมชอบเมืองไทยเป็นพิเศษ เห็นได้จากสถิติการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยในปีก่อนสูงถึง 1.6-1.7 แสนคน “ไทยสไมล์” จึงตั้งเป้าหมายว่า เส้นทางกรุงเทพฯ–ฉงชิ่ง จะมีอัตราผู้โดยสารหรือเคบินแฟคเตอร์ เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 75-80% ซึ่งแม้เป็นอัตราที่สูงมาก แต่เชื่อว่ามีโอกาสเป็นไปได้ เพราะแม้ชื่อ “ฉงชิ่ง” ยังไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยนัก แต่หากศึกษาลงลึกแล้ว ฉงชิ่งนับเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญของประเทศจีนทางภาคตะวันตก และเป็น 1 ใน 4 มหานครอันยิ่งใหญ่ ต่อจากมหานครปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเทียนสิน มีการบริหารงานขึ้นตรงกับรัฐบาลกลาง มีประชากรมากถึง 33 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดของไทย ที่สำคัญ “มหานครฉงชิ่ง” ยังมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจสูง มากถึง 12-13% มากกว่าค่าเฉลี่ยของเศรษฐกิจจีนที่เติบโตระดับ 7- 9% นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางเมืองอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ และรถยนต์ มีผู้ใช้แรงงานอยู่จำนวนมาก ตลอดจนมีการคมนาคมขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศที่สะดวก มีเส้นทางรถไฟขนส่งสินค้า เชื่อมต่อกับยุโรปโดยใช้เวลาเพียง 15-17 วันเท่านั้น ส่งผลให้ทุกวันนี้ชาวฉงชิ่งมีกำลังซื้อเติบโตขึ้น และมีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ขณะที่ด้านการท่องเที่ยว ตอนนี้มหานครฉงชิ่งและเมืองใกล้เคียงอย่างอู่หลง, ต้าจู๋ กำลังเปิดตลาดเร่งประชาสัมพันธ์กันเต็มที่ เพราะที่นี่มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติสวยงาม ติดอันดับมรดกโลกอยู่หลายแห่งด้วยกัน เช่น รอยแยกปฐพีและน้ำตกหุบผาสวรรค์ ถ้ำมรดกโลกฝูตันหยง รวมถึงอุทยานแห่งชาติหลุมฟ้า-สะพานสวรรค์ ที่รัฐบาลจีนเปิดให้ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวูด ทรานฟอร์มเมอร์ 4 เข้ามาถ่ายทำเพื่อโปรโมตแหล่งท่องเที่ยว ทำให้หลังจากนี้แหล่งท่องเที่ยวในฉงชิ่งจะได้รับความนิยม และมีคนไทยใช้ไทยสไมล์เดินทางไปท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น การปูพรมเปิดเส้นทางการบินของไทยสไมล์ในช่วงนี้ จึงนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่เพียงแค่การเปิดเส้นทางบินเชิงพาณิชย์ธรรมดา แต่ยังหมายถึงการช่วยต่อลมหายใจให้บริษัทแม่อย่างการบินไทย ที่กำลังมีผลประกอบการย่ำแย่ สาละวันเตี้ยลง โดยเฉพาะไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ขาดทุนสูงถึง 8,400 ล้านบาท สวนทางกับอุตสาหกรรมสายการบินอื่นที่ฟันกำไรเป็นกอบเป็นกำ ในแผนฟื้นฟูธุรกิจการบินไทย ไทยสไมล์ถูกตั้งความหวังให้เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยกอบกู้การบินไทยให้ฟื้นกลับคืนได้ เพราะหลังจากนี้การบินไทยจำเป็นต้องทบทวนปรับแผนการบิน การใช้เครื่องบินใหม่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด เพื่อลดต้นทุนและสร้างรายได้ใหม่เพิ่มสูงสุด โดยส่วนหนึ่งจะใช้ไทยสไมล์ มาช่วยแบ่งเบาภาระของการบินไทยในเส้นทางบินที่ขาดทุน ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศที่มีระยะทางไม่เกิน 4 ชั่วโมง ปกติ…การบินไทยจะใช้เครื่องลำใหญ่ 300 คนขึ้นไปในการให้บริการ แต่ต่อไปหากเส้นทางไหนมีผู้โดยสารน้อย ก็จะส่งไทยสไมล์ที่ใช้เครื่องบินเล็กกว่า เป็นรุ่นแอร์บัส เอ320-200 ขนาด 160-170 ที่นั่ง ไปให้บริการแทน รวมถึงจะเข้าไปเสริมเที่ยวบินใหม่ที่มีศักยภาพเพิ่มด้วย ขณะเดียวกันไทยสไมล์จะใช้กลยุทธ์การบีบต้นทุน ปรับลดบริการที่ไม่จำเป็น เพื่อให้แข่งขันค่าโดยสารกับสายการบินต้นทุนต่ำได้ เป็นจุดขายในการทำธุรกิจ สายการบินไทยสไมล์ในวันนี้ จึงมีสถานะเป็นสายการบินที่ อยู่ตรงกลางระหว่าง สายการบินขนาดใหญ่ กับโลว์คอสต์ ที่มีความคุ้มค่าในด้านราคา และบริการที่จำเป็นคงอยู่ เช่น ยังบริการเสิร์ฟอาหาร ให้น้ำหนักกระเป๋า เปลี่ยนแปลงไฟลต์ และสะสมไมล์ได้ ซึ่งเป็นการช่วยเสริมศักยภาพของการบินไทยให้มีธุรกิจการบินที่ครบถ้วนทั้ง 3 ตลาด คือ สายการบินหลักเป็นการบินไทย สายการบินรองเป็นไทยสไมล์ และสายการบินต้นทุนต่ำเป็นนกแอร์ เป็นโมเดลเหมือนกับสิงคโปร์ ที่วางกลยุทธ์ 3 ตลาด สิงคโปร์แอร์ไลน์ ซิลค์แอร์ และสกูท จนประสบความสำเร็จ สำหรับผลดำเนินงานของไทยสไมล์ในช่วงทดลอง 1 ปีเศษที่ผ่านมา ได้ผลน่าพอใจมีรายได้มากกว่าพันล้านบาท มีเส้นทางบินในประเทศอยู่ 8 เส้นทาง และต่างประเทศอีก 6 เส้นทาง ทำให้เมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ครม.จึงเห็นชอบให้ไทยสไมล์ เดินหน้าแยกบัญชีและการบริหารงานออกจากการบินไทยอย่างชัดเจน แต่ยังคงให้การบินไทยถือหุ้น 100% เหมือนเดิม เพื่อช่วยให้ไทยสไมล์ สามารถบริหารงานวางแผนขยายตลาดได้คล่องตัว และมีรูปแบบชัดเจนขึ้น ไม่ต้องห่วงพะวงกับภาพลักษณ์การบินไทยเหมือนที่ผ่าน ๆ มา นอกจากนี้อนาคตยังมีแผนเพิ่มเจ้าหน้าที่จาก 500 คน เป็น 900 คน และเพิ่มฝูงบินจากสิ้นปีนี้ 10 ลำ เป็น 20 ลำในอีก 2 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกันในช่วงสิ้นปีจะมีการเพิ่มเส้นทางใหม่ กรุงเทพฯ-หลวงพระบาง และเส้นทางอื่น ๆ ในปีหน้าอีกมาก ดังนั้น…การปรับกลยุทธ์เข้าเกียร์ 5 ให้ไทยสไมล์เดินหน้าธุรกิจเต็มตัวครั้งนี้ จึงติดตามว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ และจะฉุดการบินไทยให้ฟื้นคืนกลับมาได้เร็วเพียงใด!!. ศักดิ์ชัย อินทร์จันทร์
นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กระทรวงยุติธรรมได้ขอให้กรมฯ จัดหาพื้นที่ราชพัสดุ เพื่อย้ายเรือนจำ 42 แห่งทั่วประเทศออกไปนอกเมือง โดยใช้งบประมาณ 40,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหานักโทษล้นคุก ซึ่งกรมฯ ได้มอบหมายให้บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด ไปศึกษาว่าพื้นที่ราชพัสดุแห่งใดที่เหมาะสม คาดว่าต้องใช้เวลาในการศึกษาระยะหนึ่งก่อนที่จะสรุปแผนที่ชัดเจนได้ นอกจากนี้ศาลปกครองต้องการสร้างสำนักงานแห่งที่ 2 ขณะที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศกลาง และศาลล้มละลายกลาง ต้องการให้กรมฯ จัดหาสถานที่สำนักงานแห่งใหม่ เพื่ออยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน โดยกรมฯพร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือจัดหาสถานที่ให้กับหน่วยงานราชการ “นักโทษล้นเรือนจำมานานแล้ว หากใครลุกไปห้องน้ำ กลับมาที่เดิมของตนเอง จะถูกคนอื่นแย่งที่นอนไป โดยรัฐอยากแก้ปัญหานี้มานานแล้ว แต่ต้องใช้เงินหลายหมื่นล้านบาท จึงให้บริษัทลูกไปศึกษาข้อมูลว่าแต่ละพื้นที่ มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน หลังจากนั้นจะต้องเสนอครม.พิจารณาอนุมัติการก่อสร้างเรือนจำใหม่ และหากดำเนินการได้สำเร็จจะช่วยระบายนักโทษที่เป็นปัญหาในปัจจุบันได้ในระดับหนึ่ง” นายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด กล่าวว่า จะต้องลำดับความสำคัญเรือนจำในแต่ละแห่งก่อนว่า เรือนจำแห่งใดพร้อมที่ต้องย้ายก่อนหลัง หากเรือนจำแห่งใดมีนักโทษล้นคุก ก็จำเป็นต้องดำเนินการก่อน เบื้องต้นเห็นว่ามีเรือนจำ 26 แห่ง ที่พร้อมจะย้ายไปสถานที่ใหม่ คาดว่าใช้งบประมาณ 25,000-30,000 ล้านบาท จากทั้งหมด 42 แห่ง ส่วนเรือนจำที่เหลือที่ยังไม่มีความพร้อม ก็ให้ชะลอไว้ก่อน เพราะการสร้างเรือนจำแต่ละแห่งต้องทำอย่างรอบคอบ เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูง และพื้นที่มีความสลับซ้ำซ้อนมาก ทั้งนี้นี้ต้องหารือในระดับนโยบายว่า งบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างเรือนจำมีประมาณเท่าไหร่ และรัฐต้องจัดทำงบผูกพันหรือไม่ เพื่อไม่ให้กระทบต่องบประจำ “เราพร้อมที่จะหารือกับกระทรวงการคลัง และกระทรวงยุติธรรม เกี่ยวกับงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินโครงการ เพราะต้องการรู้รายละเอียดที่ชัดเจน หากรัฐมีงบประมาณไม่เพียงพอ บริษัทก็ต้องหาแนวทางระดมเงินมาลงทุนก่อนได้ เนื่องจากการก่อสร้างศูนย์ราชการก่อนหน้านี้บริษัทฯ ก็ระดมทุนจากสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ยังไม่เห็นด้วยที่จะย้ายเรือนจำลาดยาว เพราะต้องใช้เงินเป็นหมื่นล้านในการลงทุนก่อสร้างเรือนจำแห่งใหม่ และที่สำคัญยังไม่ได้ศึกษารายละเอียดว่า หากย้ายไปแล้วพื้นที่เรือนจำเดิมจะพัฒนาเชิงพาณิชย์ในด้านใดบ้างที่ให้คุ้มทุน ซึ่งยังไม่มีแผนที่ชัดเจน” นายชาญณัฏฐ์ แก้วมณี รองอธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่ศึกษาว่ามีพื้นที่ใดที่หน่วยงานราชการเช่าแล้วใช้พื้นที่ไม่คุ้มค่า หรือปล่อยให้เป็นพื้นที่ว่างเปล่าหรือไม่ เพื่อจะได้ขอคืนพื้นที่มาใช้ประโยชน์ หรือนำพื้นที่มาพัฒนาและหารายได้ในอนาคต โดยปัจจุบันพื้นที่ราชพัสดุทั่วประเทศมี 12.5 ล้านไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หน่วยงานราชการเช่า 98.6% และที่เหลือให้เอกชนเป็นผู้เช่า สำหรับกรณีที่กระทรวงคมนาคมมีแผนนำพื้นที่บริเวณมักกะสันของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) 498 ไร่ พัฒนาเพื่อแลกกับหนี้ 80,000 ล้านบาทนั้น ได้ให้เจ้าหน้าที่ทำการรังวัดที่ดิน เพื่อประเมินราคาว่า หากทำเป็นคอมเพล็กซ์จะมีมูลค่าเท่าไหร่ คาดว่าจะใช้เวลา1 เดือน จากนั้นจะกำหนดเงื่อนไขรายละเอียดของโครงการต้องใช้เวลาอีก 3-4 เดือนถึงจะได้ข้อสรุป ว่าจะให้เช่ากี่ปีถึงคุ้มค่า และเป็นประโยชน์มากสุด นอกจากนี้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังขอให้จัดสรรพื้นที่ทำสวนสาธารณะเพื่อสังคม ศูนย์วัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการขนส่งของประเทศ ส่วนการพัฒนาที่ดินบริเวณหมอชิต 63 ไร่นั้น จะเปิดให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนตามพรบ.ร่วมลงทุน พ.ศ. 2535 ซึ่งมีแนวทางพิจารณา 3 แนวทางคือ การให้เอกชนรายเก่าเข้ามาประมูล หรือเปิดเอกชนรายใหม่เข้ามาดำเนินการ หรือปรับเปลี่ยนเงื่อนไขทีโออาร์ใหม่ อย่างไรก็ตาม แนวทางใดเหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับคณะกรรมการฯ.