นางเบญจา หลุยเจริญ รมช. คลัง ในฐานะกำกับดูแลกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากกรมศุลกากร ถึงการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย 17 ชนิดพบว่ายอดนำเข้าตลอดทั้งปีงบ 2556 สูงถึง 1 แสนล้านบาท โดยสินค้าที่นำเข้าสูง คือ น้ำหอมมียอดนำเข้า 1.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 4 พันล้านบาท รองลงมาคือ กระเป๋า 1.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3 พันล้านบาท นาฬิกานำเข้า 1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2 พันล้านบาท เสื้อผ้านำเข้า 6,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 1 พันล้านบาท แว่นตานำข้า 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่าตัว 1,000 ล้านบาท แว่นตานำเข้า 2,00 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 400 ล้านบาท ที่เหลือเป็นการนำเข้าเบ็ดเตล็ด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตะลึงยอดนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยพุ่ง
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) นี้ ภาคการท่องเที่ยวต่างจับตาเฝ้าระวังกับปัจจัยลบมากที่สุดคือ ปัญหาการเมือง เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ทั้งการพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรม และการตัดสินของศาลโลกในคดีเขาพระวิหารวันที่ 11 พ.ย. โดยสทท.ต้องการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเคารพในกฏหมาย และจัดการชุมนุมให้อยู่ในขอบข่ายความเรียบร้อย รวมทั้งอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านความสงบปลอดภัย จะมีผลเป็นอันดับหนึ่ง ต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจเดินทางมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมาไทยด้วย นายยุทธชัย สุนทรรัตนเวช นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) กล่าวว่า หากเกิดปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองขึ้น แม้ว่าระยะสั้นจะไม่มีผลกระทบ เพราะลูกค้าจองตั๋วท่องเที่ยวล่วงหน้าไว้แล้วสำหรับเดือน พ.ย-ธ.ค. แต่หากแนวโน้มความรุนแรงบานปลาย จะสะเทือนต่อไฮซีซั่นปลายปีนี้ถึงปีหน้าทันที ทั้งนี้การรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่ง ที่จะส่งผลรุนแรงในระยะยาวได้ เพราะขณะนี้นักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุเริ่มลดกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อไว้อาลัยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก แล้ว จากปกตินักท่องเที่ยววัย 60-75 ปี ที่มีฐานกว่า 10 ล้านคนในไทย ถือเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ของบริษัทนำเที่ยว เหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มลูกจ้างพนักงานบริษัท ก็ชะลอตัดสินใจเดินทางในช่วง 2 เดือนนี้เช่นกัน เพราะต้องการรอผลการพิจารณาโบนัสก่อน ซึ่งจากสภาพเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าคาดการณ์ อีกทั้งสภาวะตลาดหุ้นที่ยังผันผวน ล้วนมีต่อการวางแผนค่าใช้จ่ายด้านท่องเที่ยว โดยเฉพาะลูกจ้างในภาคอุตสาหกรรมส่งออกที่มีจำนวนมากและได้รับผลกระทบโดยตรง ทำให้ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น นายชิตชัย สาครบดี รองนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า หากเกิดการชุมนุมที่ไม่รุนแรงมากนัก คาดว่าจะไม่มีผลกระทบกับนักท่องเที่ยวโดยตรง เพราะนักท่องเที่ยวยังมีเส้นทางท่องเที่ยวที่มีสายการบินบินตรง (ชาร์ตเตอร์ไฟล์ท) เข้าจังหวัดนั้น ๆ ได้เลย เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของโลกอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม หากเหตุการณ์มีความรุนแรงมากกว่านี้ เช่น กรณีการปิดถนนราชประสงค์ จะเกิดผลเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยแน่นอน เพราะสื่อมวลชนจะเผยแพร่ภาพลักษณ์ประเทศว่าไม่ปลอดภัย.
นางวรวรรณ ธาราภูมิ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ในฐานะกรรมการกลยุทธ์ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ประเมินว่าสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศขณะนี้ จะผลให้ตลาดหุ้นผันผวนในระยะสั้น เห็นได้จากนักลงทุนเริ่มชะลอการลงทุนบ้างแล้ว และหากมีความรุนแรงเกิดขึ้น จะยิ่งทำให้ตลาดหุ้นผันผวนอย่างรุนแรง โดยหากปล่อยให้ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำผิด เนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง และการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนผ่านไปได้ คาดว่าจะกระทบความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติในระยะยาว ที่ถือว่าไม่ดีต่อการพัฒนาประเทศ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติจะไม่มีความเชื่อมั่นจะเข้ามาลงทุนในไทย “ตลาดหุ้นช่วงนี้คงผันผวนรับข่าวเรื่องการเมือง แต่เชื่อว่าเป็นระยะสั้นเหมือนที่เคยผ่านๆ มา แต่ที่สำคัญหากมีการล้างความผิดให้ผู้ที่คอร์รัปชั่น จะส่งผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว เพราะนักลงทุนต่างชาติไม่เชื่อมั่นที่จะเข้ามาลงทุนในไทย โดยล่าสุดคะแนนความโปร่งใสของการบริหารประเทศของไทยอยู่เพียง 37 คะแนน จาก 100 คะแนน และอยู่ในอันดับ 88 จาก 176 ประเทศ ซึ่งต่ำกว่าประเทศซาอุดีอาระเบีย อยู่ที่ 66 และจีน อยู่ที่ 80 บ่งชี้ได้ว่าไทยคอร์รัปชั่นสูง จึงอยากให้ทุกอย่างผ่านกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ทำผิดแล้วก็มาล้างกันอย่างนี้ง่าย ๆ ถือว่าไม่ถูกต้อง” ทั้งนี้ สภาธุรกิจตลาดทุนร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ภาคธุรกิจ การเงินและการลงทุน ร่วมกันคัดค้านตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมความร่างในมาตรา 3 เพื่อล้างผิดคดีทุจริต และยืนยันว่าบรรดาคดีในฐานความผิดคอร์รัปชั่นทั้งหมดต้องเข้าสู่ขบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องของกระบวนการยุติธรรมในสังคมเพื่อให้การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นรูปธรรมอย่างจริงจังและน่าเชื่อถือ ด้านนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันจะคัดค้านล้างผิดคดีโกง โดยเฉพาะการแก้ไขเพิ่มเติมความในร่างมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจนถึงที่สุด และยืนยันว่าทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่นต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมจากทุกฝ่ายและช่วยสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องให้กับสังคม “การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง โดยมองว่าการแก้ไขร่างดังกล่าวจะส่งผลต่อทุกภาคส่วนอย่างร้ายแรง เนื่องจากสถานการณ์คอร์รัปชั่นในไทยเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะจากการศึกษาพบว่าไทยสูญเสียงบประมาณในการทุจริตมากกว่าปีละ 300,000 ล้านบาท รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมการทุจริต ทำให้ผู้ที่กระทำความผิดไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ซึ่งทำให้การคอร์รัปชั่นมีมากขึ้น เกิดค่านิยมที่ผิดว่าโกงแล้วไม่มีความผิดต่อทัศนคติของคนรุ่นใหม่ ที่มีผลเสียต่อสังคมเกินกว่าจะแก้ไขได้ และยังเป็นความเสี่ยงอาจทำให้รัฐบาลไทยเสียภาพลักษณ์ในสายตาของประชาคมโลก” นายมานะ นิมิตรมงคล ผู้อำนวยการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นฯ กล่าวว่า วันที่ 29 ต.ค. องค์กรฯ ได้เดินทางไปสำนักงานอาชญากรรมและยาเสพติดแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอดีซี) เพื่อยื่นแถลงการณ์คัดค้านการแก้ไขในร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว รวมทั้งเดินสายเข้าพบทูตประเทศต่าง ๆ ประจำประเทศไทย ที่มีบทบาทและให้ความสำคัญเกี่ยวกับการต่อต้านทุจริตคอรัปชั่นภายในสัปดาห์นี้ เพื่อต้องการสื่อสารให้นานาชาติและสังคมโลกช่วยกันตีแผ่และให้รับรู้ว่าไทยตระหนักถึงเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง