นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง 7 สาเหตุที่ประสิทธิภาพแรงงานไทยอยู่ในระดับต่ำ ว่า สาเหตุใหญ่ที่ส่งผลให้ประสิทธิภาพแรงงานไทยอยู่ในระดับต่ำ เพราะการลงทุนของภาครัฐในช่วงหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 40 ไม่ได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย และอินโดนิเชีย ที่มีสัดส่วนการลงทุนเกิน 100% แต่ไทยกลับมีสัดส่วนลงทุนลดเหลือเพียง 84% เท่านั้น และที่เห็นได้ชัดเจน คือ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา งบลงทุนของแต่ละรัฐบาล ลงทุนเฉลี่ยไปเพียงแค่ 19% ของงบประมาณทั้งหมดเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่รัฐบาลจะเน้น การใช้เงินงบประมาณไปกับโครงการประชานิยม จึงทำให้งบประมาณลงทุนแต่ละปีมีสัดส่วนที่น้อยมาก “หากเป็นอย่างนี้ต่อไปปัญหาจะตามมาหลายอย่างแน่นอน เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่วัดออกมาเป็นตัวเลขจีดีพี ก็เน้นเรื่องการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งก็เปลี่ยนไปตามสภาพ แต่สิ่งที่เป็นหัวใจหลักให้เศรษฐกิจโตอย่างยั่งยืนคือ การลงทุนที่ต่อเนื่องต้องให้ความสำคัญ เพราะที่ผ่านมาพื้นที่การใช้งบประมาณของบไทยผิดเพี้ยนไป เพราะนำเงินไปใช้ในโครงการประชานิยม ดังนั้นการแก้ไขก็ คือ รัฐต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เอกชน แต่การลงทุนก็ควรทำให้โปร่งใส หรือผลิตโครงการออกมาเป็นชิ้นโบว์แดง ให้ทุกคนเห็นว่า โครงการใสสะอาด ตรวจสอบได้จริง ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนลงทุนเพิ่ม และยังช่วยให้รัฐบาลต่อๆ ไป สนใจผลักดันการลงทุนในโครงการนั้นๆเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดสาเหตุแรงงานไทยคุณภาพต่ำ
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (22ก.ย.) ดัชนีเคลื่อนไหวผันผวนในแดนบวกตลอดวัน หลังตอบรับทิศทางเชิงบวกจากบรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวดีต่อเนื่อง ประกอบกับแรงซื้อเก็งกำไรจากความคาดหวังมาตรการทางเศรษฐกิจของภาครัฐ ผลักดันหุ้นในกลุ่มธนาคาร และกลุ่มสื่อสารปรับตัวเพิ่มขึ้นชี้นำดัชนี ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีทะยานขึ้นสูงสุด 1,592.94 จุด และลดลงต่ำสุด 1,583.22 จุด จนมาปิดตลาดที่1,589.51 จุด เพิ่มขึ้น 4.60 จุด หรือ 0.29% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 44,229.36 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1.ปตท. ปิดที่ 358.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท 2.ทรู ปิดที่ 12.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท 3.เอไอเอส ปิดที่ 217.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท 4.เอเคอาร์ ปิดที่ 2.34 บาท เพิ่มขึ้น 0.24 บาท 5.เอคิว ปิดที่ 0.54 บาท ปิดไม่เปลี่ยนแปลง
นางวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนบัวหลวง จำกัด เปิดเผยว่า สมาคมฯเตรียมยื่นข้อมูลเรื่องขอทบทวนการต่อระยะเวลาสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(แอลทีเอฟ) ต่อกระทรวงการคลังในเดือน ต.ค. นี้ โดยจะนำความคิดเห็นของผู้ลงทุนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยให้ทางคลังพิจารณา เนื่องจากแอลทีเอฟเป็นกองทุนที่ทำให้ชนชั้นกลาง หรือมนุษย์เงินเดือนได้รับประโยชน์สูงสุด และสามารถทำความเข้าใจกับการออมเงินในตลาดทุนมากขึ้น โดยในปัจจุบันกองทุนแอลทีเอฟมีมูลค่ารวมกว่า 240,000 ล้านบาท คิดเป็นจำนวน 960,000 บัญชี ซึ่งคาดว่าหากมีการยกเลิกสิทธิประโยชน์จะทำให้นักนักลงทุนสถาบันในประเทศทยอยลดลงพอสมควร “ที่ผ่านมานักลงทุนสถาบันมีสัดส่วนการซื้อขายต่อวันเพิ่มขึ้นที่ 9-10% จากในอดีตก่อนที่จะมีแอลทีเอฟ อยู่เพียง 4-5 % เท่านั้น โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาทางบลจ.ได้เดินหน้าให้ความรู้ด้านการลงทุนแก่นักลงทุนหน้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถึงแม้จะมีผู้เข้าใจในด้านการลงทุนเพิ่มมากขึ้น แต่ประเมินว่าระยะเวลาในการให้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดนักลงทุนยังคงไม่เพียงพอ และอยากให้ทางภาครัฐทบทวนข้อดีและข้อเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคตควบคู่กันไปด้วย” นอกจากนี้อัตราเงินออมของประเทศในปัจจุบัน คิดเป็นสัดส่วนเพียง 17% ของการขยายตัวเศรษฐกิจ(จีดีพี)เท่านั้น ในขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ 50% และสิงคโปร์ 60% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสัดส่วนการออมของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ และในขณะนี้เศรษฐกิจต่างประเทศยังไม่แข็งแกร่งมากนัก เป็นโอกาสดีที่ภาครัฐควรตระหนักต่อความมั่นคงของสังคมและความยั่งยืนภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นจีดีพีในอนาคต