นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า เตรียมเสนอให้ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นำเสนอมาตรการ เพิ่มวันหยุดยาวสำหรับเทศกาลปีใหม่ เป็นระหว่างวันที่ 31 ธ.ค.57-4 ม.ค.58 กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยให้เกิดความคึกคัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวจะ มีการวางแผนการเดินทางได้เพิ่มขึ้น ซึ่งประเมินว่า จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเพิ่มขึ้น ถึง 61% จากเดิมที่จะเดินทางในช่วงปีใหม่ประมาณ 36%“ต้องยอมรับว่า การส่งเสริมให้มีวันหยุดยาว จะทำให้คนไทย มีวันหยุดเพื่อวางแผนการเดินทางได้มากขึ้น จากเดิมที่ส่วนใหญ่ก็จะต้องมีการเดินทางอยู่แล้ว ก็อาจจะหันมาวางแผนให้เดินทางมากขึ้นไปอีก เพราะมีวันหยุด ซึ่งก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้เข้าประเทศได้ “นอกจากนี้ สทท. ยังได้ประเมินดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 3 ปี 57 โดยพบว่า เท่ากับ 93 ซึ่งยังต่ำกว่าระดับปกติแต่ดีขึ้นกว่าไตรมาสที่ 2 แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ส่วนในไตรมาสที่ 4 ได้คาดการณ์ว่าดัชนีความเชื่อมั่นเท่ากับ 106 และเป็นที่ดัชนีความเชื่อมั่นที่สูงที่สุดของปีนี้ โดยภูมิภาคที่คาดการณ์สถานการณ์จะดีขึ้น คือ ภาคตะวันออก และ กรุงเทพฯ“หากเรามองภาพรวมของสถานการณ์การท่องเที่ยว จะเห็นว่า ในปลายปีนี้ จะเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้น เพราะบ้านเมืองสงบเรียบร้อยมากขึ้น และการจัดตั้งรัฐบาลมีความชัดเจน โดยคาดว่า ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว(ไฮซีซั่น) จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 7.47 ล้านคน เติบโต 7.02% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะทำให้ปี 57 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางเข้ามา 25.25 ล้านคน ลดลง 4.90% จากปีที่ผ่านมา”นางปิยะมาน กล่าวว่า ขณะนี้สทท.ได้เสนอ โรดแมป การท่องเที่ยว 8 มาตรการ ต่อ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อผลักดันรายได้ทางการท่องเที่ยวให้ได้ถึง 4 ล้านล้านบาท และ มีนักท่องเที่ยวจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 50 ล้านคน และนักท่องเที่ยวไทย 237 ล้านคน/ครั้ง ในปี 61ซึ่งภาคเอกชนมองว่า การตั้งเป้าหมายควรจะต้องให้สูง เพื่อให้มีแรงผลักดันในการทำกลยุทธ์ จากปกติที่นโยบายด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐ จะมีเป้าหมายที่ไม่ยาก และเป็นไปได้จริงอยู่แล้ว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงวันหยุดยาวปีใหม่
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า สถิติการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ใช้บริการรถแท็กซี่ผ่านศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ ในช่วง 11 เดือนของปีงบ 57 (เดือนต.ค.56-ส.ค.57) มี 31,183 ราย ความผิดส่วนใหญ่ ได้แก่ การปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร 11,340 ราย แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ 4,304 ราย ขับรถประมาทน่าหวาดเสียว 3,641 ราย ไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร 2,217 ราย และพาผู้โดยสารไปตามเส้นทางที่อ้อมเกินควร 1,534 ราย ซึ่งความผิดทั้งหมดมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท และขณะนี้ได้เรียกตัวผู้กระทำผิดมาสอบสวนข้อเท็จจริงและเปรียบเทียบปรับแล้ว 24,436 ราย หรือ คิดเป็น 78.36% ที่เหลืออยู่ระหว่างเรียกตัวมาสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อเปรียบเทียบปรับต่อไป ส่วนการร้องเรียนรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก มี 13,676 ราย ความผิดส่วนใหญ่ คือ ขับรถประมาทหวาดเสียว 4,622 ราย ไม่หยุดรับ-ส่งผู้โดยสารที่ป้ายรถประจำทาง 2,178 ราย แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ 1,988 ราย ให้ผู้โดยสารลงก่อนถึงจุดหมาย 677 ราย และเก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่กำหนด 527 ราย โดยได้เรียกตัวผู้กระทำผิดมาสอบสวนข้อเท็จจริงและปรับแล้ว 10,966 ราย หรือ 80.18% พร้อมกับยังนำข้อมูลมาพิจารณาในการต่ออายุใบอนุญาตประกอบการขนส่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงสถานการณ์ราคาสินค้าผักและอาหารเจก่อนที่จะถึงเทศกาลกินเจระหว่างวันที่24 ก.ย. – 2 ต.ค. 57 ว่า จากการตรวจสอบพ่อค้าแม่ค้าในตลาดต่างๆ พบว่าราคาผักภาพรวมตลาดสดในกรุงเทพฯในปีนี้ยังปรับตัวสูงไม่มากนักแต่ที่มีการปรับราคาบ้างก็จะเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารเจซึ่งสูงกว่าช่วงปกติ เช่น โปรตีน เห็ดหอม เต้าหู้ และเครื่องปรุง ปรับราคาขึ้น 5-10บาทโดยสินค้าที่ขายดีจะเป็นวัตถุดิบซีฟูดส์และน้ำจิ้มในการทำสุกี้และราดหน้าเจเป็นต้น สำหรับราคาผักในตลาดสดกรุงเทพฯในปัจจุบันเมื่อเทียบกับเดือนก่อน(ส.ค. 57) พบว่า ผักคะน้าคัดอยู่ที่ 28-30 บาทต่อกก. เพิ่มขึ้น 1-3 บาทต่อกก. จากเดือนก่อนที่เฉลี่ย27 บาท, ผักบุ้งจีน อยู่ที่ 20-22 บาทต่อกก. เพิ่มขึ้น 2บาทต่อกก.จากเดือนก่อนที่อยู่ระดับ 20 บาท, กะหล่ำดอก อยู่ที่ 50-55 บาทต่อกก.เพิ่มขึ้น 6-10 บาทต่อกก.จากเดือนก่อนที่เฉลี่ย 44-45 บาท, มะระจีน อยู่ที่ 30-35บาทต่อกก. เพิ่ม 6-11 บาทต่อกก. จากเดือนก่อนที่อยู่ระดับ 24 บาท นางจิตนา ขัยยวรรณาการ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวภายหลังการสำรวจราคาสินค้าและวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงอาหาร และอาหารสำเร็จรูปในเทศกาล กินเจ ตลาดสดเทศบาลนนทบุรี จ. นนทบุรี ว่า ภาพรวมราคาสินค้าทั้ง ผักสด และ อาหารเจก่อนที่จะถึงเทศกาลกินเจระหว่างวันที่ 24 ก.ย. – 2 ต.ค. 57นั้นล่าสุดสถานการณ์ของราคาผักยัง ไม่ปรับตัวสูงขึ้นมีเพียงบางรายการที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นบ้างเมื่อเข้าสู่เทศกาลกินเจ แต่ไม่ได้ผิดปกติมากนัก ส่วนราคาผัก ที่ลดลงนั้น เป็นเพราะเกษตรกรมีการปลูกพืชผักจำนวนมากเพื่อรับรองรับความต้องการเทศกาลกินเจประกอบกับปัญหาน้ำท่วมในปัจจุบันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ปลูกผักส่งผลให้ปริมาณผักออกสู่ตลาดจำนวนมาก “หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนพบว่าราคาผักในภาพรวมปรับลดลงเฉลี่ย2-5 บาทต่อกก. และเมื่อถึงเทศกาลกินเจจริงๆราคาคงไม่ปรับสูงไปกว่านี้มากนักเพราะหากปรับขึ้นก็จะมีผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค”