นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวคอนโดมิเนียมพร้อมกัน 4 โครงการ ใกล้รถไฟฟ้า 7 สถานี อยู่บน 4 ทำเลศักยภาพสูงใจกลางเมือง ทั้งอโศก ราชทีวี สุขุมวิท มูลค่ารวมกว่า 14,500 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ไอดีโอ และแอชตัน เนื่องจากเห็นว่า เป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่สอดรับกับวิถีชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ หรือเจเนอรัล ซี ที่เน้นความสะดวก โดยเฉพาะกทม. ที่กำลังมีการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ความนิยมอยู่คอนโดฯ เกาะแนวรถไฟฟ้าเติบโตสูงมาก ทั้งนี้มี 2 โครงการที่ได้ร่วมทุนกับบริษัทมิตซุย ฟูโดซัง เรสซิเดนท์เชียล จำกัด จากญี่ปุ่น คือแอชตันอโศก และไอดีโอ คิว สยาม-ราชเทวี เชื่อว่าจะสร้างความสนใจให้คนเมืองได้อีกครั้ง และจากการเปิดตัวทั้ง 4 โครงการดังกล่าว จะมียอดขายในปีนี้มากกว่า 40% หรือ 6,000 ล้านบาทขณะที่ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา มียอดขายแล้วกว่า 5,200 ล้านบาท ทำให้คาดว่าบริษัทจะปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายที่วางไว้ 11,500 ล้านบาทในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะทะลุเป้าหมายดังกล่าว จากสถานการณ์กำลังซื้อที่กลับมาแล้ว และไตรมาสสุดท้ายนี้มองแนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้น ขณะที่ปัจจุบันมีงานค้างในมือ (แบล็ก ล็อค) 17,500 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ปีนี้ 3,628 ล้านบาทส่วนนโยบายการเก็บภาษีที่ดินของรัฐบาลนั้น เบื้องต้นไม่มีผลกระทบใดกับบริษัท เพราะยังไม่ออกมาเป็นรูปธรรม แต่ในแง่จิตวิทยานั้น ได้เริ่มเห็นสัญญาณการขายที่ดินของผู้ที่ครอบครองที่ดินจำนวนมาก หรือเศรษฐีที่ดิน ซึ่งทำให้มีสินค้าในตลาดเพิ่มมากขึ้น แต่จะมีผลกระทบต่อราคาที่ดินมากน้อยแค่ไหนนั้น ต้องรอดูความชัดเจนอีกครั้งสำหรับทั้ง 4 โครงการ ประกอบด้วย โครงการแอชตันอโศกคอนโดมิเนียม ติดรถไฟฟ้าบีทีเอสอโศก 783 ยูนิต มูลค่า 6,358 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์กใจกลางอโศก โดยมีราคาขายเริ่มต้น 6.9 ล้านบาท นอกจากนั้นคือโครงการไอดีโอ คิว สยาม-ราชเทวี ติดรถไฟฟ้าบีทีเอสราชเทวี 550 ยูนิต 3,745 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 5.2 ล้านบาท โครงการไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท อีสท์เกสต์ ติดรถไฟฟ้าบางนา 844 ยูนิต 2,617 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 2.29 ล้านบาท และโครงการไอดีโอ โมบิ (วงศ์สว่าง) อินเตอร์เชนจ์ ติดรถไฟฟ้าบางช่อนสายสีม่วง 559 ยูนิต 1,327 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 2.29 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผุด4คอนโดเกาะแนวรถไฟฟ้า
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ในกรณีที่รัฐบาลมีมติไม่ต่ออายุกองทุนหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) จะทำให้ผู้ถือครองทยอยเทขายหน่วยลงทุนออกมาพอสมควร เพราะไร้แรงจูงใจด้านการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหมือนที่ผ่านมา แต่คาดว่าคงไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยมากนัก เนื่องจากตลาดหุ้นไทยยังอยู่ทิศทางขาขึ้น และยังมีแรงจูงใจด้านผลตอบแทนที่ยังสูงกว่าในการลงทุนประเภทอื่น ส่งผลให้มีนักลงทุนเข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง “การเปิดขายกองทุนแอลทีเอฟทำให้มีสัดส่วนนักลงทุนสถาบันเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากในช่วง 8 ปี ที่ผ่านมาอยู่ที่ 5-6% เพิ่มขึ้นเป็น 9-10% ซึ่งรัฐบาลควรให้การสนับสนุนกองทุนดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นบุคลที่มีรายได้ปานกลาง ที่ต้องการลงทุนเพื่อผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝาก รวมทั้งเป็นการกระตุ้นการออมในประเทศให้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย” สำหรับในระยะต่อไปทางสภาฯจะเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอรูปแบบกองทุนชนิดใหม่ หากรัฐบาลมีการยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุนแอลทีเอฟที่จะสิ้นสุดในปลายปีนี้ โดยจะเป็นกองทุนผสมที่มีสัดส่วนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน,พันธบัตรระยะยาว และหุ้น เพื่อเพิ่มความหลากหลายของรูปแบบการลงทุนมากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องระยะเวลาการถือครองหน่วยลงทุนจะต้องมีการหารือกันอีกครั้ง โดยประเมินเบื้องต้นว่าอาจจะมากกว่า 5 ปี ขึ้นไป ทั้งนี้ รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) กล่าวว่า ผู้ลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟส่วนใหญ่เป็นลูกค้าระดับกลางที่มีรายได้ตั้งแต่ 50,000 บาทถึง 1 ล้านบาทต่อเดือน และ 1 ใน 3 ของผู้ลงทุนจะซื้อต่อเนื่องระยะยาว ในขณะที่พฤติกรรมการลงทุน 50% ของลูกค้าที่ซื้อจะทำการหยุดซื้อ หรือย้ายบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในปีถัดไป เพราะในแต่ละบริษัทให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (15ก.ย.) ดัชนีเคลื่อนไหวผันผวนสลับบวกลบตลอดช่วงเช้า โดยมีแรงขายทำกำไรระยะสั้นระหว่างรอปัจจัยใหม่เข้าหนุนตลาดและมีความกังวลด้านการยกเลิกการลดหย่อนภาษีภาษีของกองทุนหุ้นระยะยาว(แอลทีเอฟ)กดดันดัชนีพอสมควรแต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังรอให้น้ำหนักกับการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ในวันที่16-17 ก.ย. นี้เป็นสำคัญ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าที่ 1,579.13 จุด ลดลง 2.23 จุด หรือ 0.14%ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 19,559.09 ล้านบาท