ควันหลงจากการปรับราคาน้ำมันของคสช. เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา ผมอ่านในสื่อบางฉบับพบว่ายังมีคอลัมนิสต์บางคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า การลดราคาน้ำมันเบนซิน 95 ลงถึง ลิตรละ 3.89 บาท/ลิตร และขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 14 สต./ลิตร เป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะเป็นการลดราคาน้ำมันให้คนรวย แต่กลับไปเพิ่มภาระให้คนจนต้องใช้น้ำมันแพงขึ้น ข้อวิพากษ์นี้ถ้าพูดลอย ๆ โดยไม่ได้ไปย้อนดูที่มาที่ไปของโครงสร้างราคาในอดีตก็น่าจะเห็นด้วย แต่ถ้าเราย้อนไปดูโครงสร้างราคาก่อนลดราคา เราจะพบว่าคนที่ใช้น้ำมันเบนซิน คือ กลุ่มคนที่ถูกเพิ่มภาษีสรรพสามิตและเงินเก็บเข้ากองทุนฯ มาโดยตลอด แม้แต่ก่อนลดราคาสองอาทิตย์คนใช้เบนซินก็ยังถูกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ เพิ่มจากลิตรละ 10 บาท เป็นลิตรละ 11.85 บาท ทั้ง ๆ ที่ควรจะได้ลดราคาตามกลไกตลาดก็ไม่ได้ลด ซึ่งเงินที่เรียกเก็บเข้ากองทุนฯ นี้ ถ้านำเข้าเป็นรายได้ของรัฐ (เหมือนภาษีสรรพสามิต) เพื่อไปใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่เป็นไร พอทำใจได้ แต่นี่กลับนำเงินกองทุนน้ำมันฯ ไปอุดหนุนให้คนใช้ก๊าซแอลพีจีได้ในราคาถูกกว่าต้นทุนที่แท้จริง และในบางครั้งก็ยังนำไปอุดหนุนคนใช้น้ำมันดีเซลให้ได้ใช้น้ำมันดีเซลในราคาไม่เกินลิตรละ 30 บาทอีกด้วย ส่วนคนใช้น้ำมันดีเซลนั้น นอกจากได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯ เป็นครั้งคราวแล้ว ยังไดัรับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตจากรัฐบาลมาเป็นเวลานานถึง 3 ปี 4 เดือนแล้ว โดยลดลงจากลิตรละ 5.31 บาท ลงเหลือเพียง 0.005 บาท/ลิตร (ลิตรละครึ่งสตางค์) ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปปีละ 1 แสนล้านบาท รวมทั้งสิ้น 360,000 ล้านบาท ดังนั้นการที่ คสช. ตัดสินใจปรับโครง สร้างราคาน้ำมันในครั้งนี้ จึงเท่ากับเป็นการคืนความชอบธรรมให้กับผู้ใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์นั่นเอง เพราะเป็นกลุ่มที่ต้องแบกรับภาระภาษีสรรพสามิตและกองทุนน้ำมันฯ ที่สูงแทนผู้ใช้กลุ่มอื่นมาโดยตลอด ส่วนการขึ้นราคาดีเซลเพียงลิตรละ 14 สต. นั้น จะนับว่าเป็นการขึ้นราคาก็คงพูดได้ไม่ถนัดปากนัก เพราะเป็นการปรับกลับไปใช้ราคาเดิมที่ไม่เกินเพดาน 30 บาท/ลิตร (29.99 บาท) ที่รัฐบาลตรึงราคามาเป็นเวลา 3 ปี 4 เดือนแล้ว (คสช.เพิ่งจะมาลดราคาลงเหลือ 29.85 บาท/ลิตร เมื่อสองเดือนที่แล้วนี่เอง ซึ่งความจริงไม่ควรจะลดเลย) จึงไม่มีเหตุผลที่จะพูดว่าเป็นการขึ้นราคาแต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อพิจารณาถึงที่มาที่ไปและเหตุผลเพื่อความเป็นธรรมของผู้ใช้น้ำมันทุกกลุ่มแล้ว ผมเห็นว่าที่ คสช.ได้ตัดสินใจทำไปนั้นชอบแล้ว และที่ควรทำต่อเนื่องไปให้การปรับโครงสร้างราคามีความสมบูรณ์มากขึ้นก็คือการปรับราคาก๊าซแอลพีจีทั้งภาคครัวเรือนและขนส่งให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยเฉพาะในภาคขนส่ง ซึ่งขณะนี้เป็นภาคที่ได้เปรียบมากที่สุด ควรปรับราคาขึ้นโดยเร็วที่สุด อย่างน้อยขึ้นมาให้เท่ากับภาคครัวเรือนก่อนก็ยังดีครับ !!!.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลดเบนซิน เพิ่มดีเซล : เพิ่มความ เหลื่อมล้ำจริงหรือ? – พลังงานรอบทิศ
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















ร.ต.ไพโรจน์ คนึงทรัพย์ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 11-12 ก.ย.นี้ สคบ.จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ออกสุ่มตรวจธุรกิจขายตรงทั้งสินค้าและบริการ บริเวณจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น และอุดรธานี หลังจากพบข้อมูลว่า สินค้าส่วนใหญ่ที่นำมาจำหน่าย ไม่ได้ติดฉลากอย่างถูกต้อง รวมทั้งบางรายการไม่ได้มีภาษาไทยระบุคุณสมบัติ วิธีการใช้สินค้า และวันหมดอายุ ทำให้ผู้บริโภคใช้สินค้าผิดวิธี อาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ โยการลงพื้นที่ตรวจสอบครั้งนี้ หากพบว่าสินค้าใดเข้าข่ายผิด จะแจ้งให้ผู้ประกอบการแก้ไขทันที ทั้งนี้ในการตรวจสอบดังกล่าว นอกจากจะช่วยคุ้มครองป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน แล้ว ยังถือเป็นการออกตรวจคุณภาพของสินค้าด้วย เพราะปัจจุบัน ธุรกิจขายตรงได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก และมีสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างหลากหลาย ดังนั้นหากไม่มีการควบคุมตั้งแต่ต้น หากเกิดปัญหามาแล้ว การแก้ไขปัญหาอาจยุ่งยาก และใช้เวลานานกว่าจะแก้ไขให้เสร็จสิ้น และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค“การสุ่มตรวจครั้งนี้ หากพบผู้ที่ทำผิด สคบ.จะเตือนให้ผู้ประกบการแก้ไขก่อน แต่หากกลับมาตรวจอีกครั้งแล้วยังไม่แก้ หรือไม่ได้ทำให้ดีขึ้นจากเดิม ก็ต้องมีโทษทางกฎหมาย นอกจากนี้ในวันที่ 16 ก.ย. สคบ.จะเชิญผู้ประกอบการขายตรงทั่วประเทศ เข้ามาประชุมหารือ และมอบนโยบายการทำงานที่ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค โดยจะให้ข้อมูลกับผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายด้วย”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (10 ก.ย.) ดัชนีเคลื่อนไหวผันผวนในแดนลบตลอดวัน โดยเผชิญแรงขายทำกำไรระยะสั้นดิ่งลงแรงต่ำสุดถึง 16.74 จุด จากความกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยที่อาจเร็วกว่าที่คาดของสหรัฐ หลังตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดเริ่มมีความแข็งแกร่งมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังมีแรงซื้อเก็งกำไรหุ้นในกลุ่มสื่อสารช่วยประคองดัชนี ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีหุ้นไทยลดลงต่ำสุด 1,566.44 จุดทะยานขึ้นสูงสุด 1,584.99 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,582.13 จุด ลดลง 1.05 จุด หรือ 0.07% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 59,071.83 ล้านบาทสำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก1.ทรู ปิดที่ 12.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.70บาท2.ปตท. ปิดที่ 350.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท3.เอไอเอส ปิดที่ 209.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท4.เด็มโก้ ปิดที่ 17.10 บาท เพิ่มขึ้น 1.50บาท5.บีเอ็มซีแอล ปิดที่ 2.02บาท เพิ่มขึ้น 0.02บาท