กสท. เดินหน้า ขับเคลื่อนกลไกเปลี่ยนผ่านดิจิทัล อนุญาตจำหน่ายทีวีดิจิทัล จำนวน 60 รุ่นแล้ว ด้านเซต ทอป บ็อกซ์ ไม่น้อยหน้า มาตรฐานผ่าน พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า กสท.ได้ดำเนินการอนุมัติให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าทีวีระบบดิจิทัล ที่มีจูนเนอร์ แบบบิวต์-อินในตัวเครื่อง ระบบดีวีบี ที 2 รวมทั้งหมดแล้วจำนวน 8 บริษัท โดยแบ่งเป็นอนุญาตรอบแรก 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท พานาโซนิค เอวีซี เน็ตเวิร์คส์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด, บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไทยซัมซุงอิเลคโทรนิคส์ จำกัด ส่วนรอบที่ 2 อนุญาตให้จำหน่ายอีก 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ชาร์ป ไทย จำกัด, บริษัท ไทย ซัมซุงอิเลคโทรนิคส์ จำกัด และบริษัท โปรวิชั่น ไทย จำกัด ทำให้ในปัจจุบันมีทีวีระบบดิจิทัลจำหน่ายในท้องตลาดแล้วจำนวน 60 รุ่นที่ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานทางเทคนิคอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตามการอนุญาตให้ผู้ประกอบการจำหน่ายทีวีระบบดิจิทัล ช่วยทำให้การเปลี่ยนผ่านทีวีระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิทัลอีกช่องทางหนึ่ง โดยที่ผ่านมาการจำหน่ายทีวีเริ่มมีการชะลอตัวการซื้อ เนื่องจากประชาชนจำนวนหนึ่งรอความชัดเจนทีวีดิจิทัล แต่ในขณะเดียวกันประชาชนที่ใช้ทีวีเครื่องเดิมไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทีวีใหม่ เพียงมีกล่องรับสัญญาณระบบดิจิทัล หรือ กล่องเซต ทอป บ็อกซ์ ซึ่ง กสท.ได้พิจารณารับทราบมาตรฐานแล้วจำนวน 16 รุ่น ซึ่งหลังจากนี้เตรียมที่จะอนุญาตต่อไป.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสท.หนุนจำหน่ายทีวีระบบดิจิทัล
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















ที่ผ่านมา ไทยสร้างรายได้จากการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับถึง 3.71 แสนล้านบาท โดยส่งออกเครื่องประดับเงินเป็นอันดับหนึ่ง ของโลก แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยยังขาดศักยภาพในการแข่งขัน เนื่องจากใช้วิธีการผลิตแบบเดิม ๆ อย่างการหล่อแบบขี้ผึ้งหาย ซึ่งกว่า 70% คือเวลาที่เสียไปกับกระบวนการผลิต ดร.บุญรัตน์ โล่วงศ์วัฒน หน่วยปฏิบัติการวิจัยนวัตกรรมโลหะ ภาควิชาวิศวกรรมโลหการ คณะวิศว กรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ประจำปี 2556 ของมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ศึกษาด้านโลหะวิทยา มาเกือบ 20 ปี จึงพัฒนาเทคโนโลยีด้านอุณหพล ศาสตร์และการปรับปรุงโครงสร้างเชิงโลหะวิทยา เพื่อพัฒนาระบบโลหะผสมและคิดค้นเทคนิคการผลิตใหม่สำหรับอุตสาหกรรมผลิตเครื่องประดับไทย ดร.บุญรัตน์ บอกถึงงานวิจัยนี้ว่า เป็นการพัฒนาโลหะผสม เพื่อลดต้นทุนการผลิต ภายใต้กระบวนการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผมคงเป็นคล้ายกับนักเล่น แร่แปรธาตุ งานวิจัยหลักเน้นด้านอุตสาหกรรมการผลิต ไม่ว่าจะเป็นด้านโลหะและวัสดุทางการแพทย์ หรืองานเครื่องประดับ โดยมองว่างานวิจัยทั้ง 2 อย่าง อยู่บนพื้นฐานเดียวกัน เนื่องจากเราสามารถผสมโลหะในสูตรของเราเองในอัตราส่วนที่กลมกล่อม เพื่อตอบโจทย์ในสิ่งที่เราต้องการได้ โดยเฉพาะในวงการอุตสาหกรรมเครื่องประดับ หากมีการลดขั้นตอนหรือลดกระบวนการผลิตลงจะสามารถประหยัดพลังงานได้เยอะมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงด้วย ทั้งนี้กระบวน การขึ้นรูปเครื่องประดับแบบเดิม ๆ จะเป็นการหล่อแบบขี้ผึ้งหาย หรือแทนที่ขี้ผึ้ง ซึ่งมีกรรมวิธีที่ละเอียดซับซ้อน กว่าจะได้ชิ้นงานแต่ละชิ้นจะใช้เวลาในการผลิตถึง 15 ขั้นตอน ขณะที่นวัตกรรมใหม่ที่คิดขึ้น สามารถลดขั้นตอนได้ถึง 9 ขั้นตอน เหลือเพียง 6 ขั้นตอนเท่านั้น โดยเป็นการพัฒนาโลหะผสมเงินสูตรใหม่ ใช้ร่วมกับวัสดุแม่พิมพ์ใหม่ ที่ใช้อุณหภูมิในการหลอมเหลวลดลงจากเดิมกว่า 40-70% ของอุณหภูมิที่ใช้หลอมขึ้นรูปปกติ และใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง หรือลดลงเกือบ 7 เท่า จากกรรมวิธีเดิม นอกจากนี้ ดร.บุญรัตน์ ยังได้วิจัยพัฒนาโลหะผสมทองคำ 18 k ที่สามารถขึ้นรูปได้เหมือน พลาสติก ซึ่งเป็นการผลิตชิ้นงานเครื่องประดับที่เน้นปริมาณ โดยการนำโลหะทองคำผสมรัตนโลหะ ที่มีคุณสมบัติแข็งแรง และมีพื้นผิวที่สวยงามกว่าวัสดุเดิม แต่มีความสามารถในการขึ้นรูปที่อุณหภูมิต่ำแบบพลาสติกมาประยุกต์ใช้กับทองคำ 18 k งานวิจัยดังกล่าวยังอยู่ในระดับต้นแบบทางวิศวกรรม อย่างไรก็ดี ดร.บุญรัตน์ ยอมรับว่า การคลุกคลีกับธาตุต่าง ๆ ในตารางธาตุกว่าห้าสิบชนิด พร้อม ๆ กับการศึกษาวิจัยด้านโลหะวิทยาที่ทุ่มเทมาเกือบ 20 ปี แม้จะเหนื่อยและดูยาวนาน แต่หากนักวิจัยรุ่นหลังหยิบยกงานวิจัยและสูตรโลหะผสมบนหิ้งไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็ถือว่างานวิจัยที่ทำมาคุ้มค่า และเป็นการส่งสัญญาณในทางที่ดีของวงการอุตสาหกรรมเครื่องประดับไทย ให้ก้าวไปสู่การเปลี่ยนผ่านในเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน. นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com
วันนี้(30ต.ค.) ที่โรงแรมเดอะสุโกศล คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฎิบัติงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ซุปเปอร์บอร์ดกสทช.) ประกอบด้วย พลเอกธวัชชัย สมุทรสาคร ประธานซุปเปอร์บอร์ด และกรรมการด้านกิจการกระจายเสียง นายพิชัย อุตมาภินันท์ กรรมการด้านกิจการโทรทัศน์ นายอมรเทพ จิรัฐิติเจริญ กรรมการด้านกิจการโทรทัศน์ นายประเสริฐ อภิปุญญา กรรมการด้านคุ้มครองผู้บริโภค และพลเอกบุณยวัจน์ เครือหงส์ กรรมการด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เปิดเผยว่าได้ยื่นหนังสือรายงานผลการปฎิบัติงาน ปัญหา อุปสรรคหลังจากปฎิบัติงานช่วง 6 เดือนแรก ต่อนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เรียบร้อยแล้ว โดยภายหลังจากรับคัดเลือกให้ปฎิบัติงานเพื่อตรวจสอบ ติดตามการทำงานการบริหารงานกสทช.เลขาธิการกสทช. คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.)และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.)พบว่า ไม่ยอมรับการตรวจสอบการทำงาน โดยเฉพาะ กทค.ที่ไม่ให้การสนับสนุนด้านข้อมูล อาทิ มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการในกรณีสิ้นสุดสัญญาสัมปทานมือถือ 1800 เมกะเฮิร์ตซ โดยมองว่า กสทช.เป็นองค์กรอิสระ ที่มีอำนาจในมือ ควรต้องมีความโปร่งใส ยอมรับการตรวจสอบจากหน่วยงาน นอกจากนี้ยังไม่มีการสนับสนุนเรื่องบุคคลากรในการทำงาน ผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่ หรือแม้กระทั่งสิ่งอำนวยความสะดวก ตามที่ได้ยื่นเรืี่องขอ ทำให้การทำงานติดขัดค่อนข้างมาก ในขณะที่งบประมาณการดำเนินงานได้ยื่นขอจำนวน 43 ล้านบาทนั้น สามารถใช้ได้จริง 17 ล้านบาทซึ่งเป็นเงินเดือนและค่าสำนักงานต่างๆ ส่วนที่เหลือเป็นค่าจัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ และอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถเบิกจ่ายได้เนื่องขาดเรื่องบุคคลากรปฎิบัติงานด้านดังกล่าว อย่างไรก็ตามในขณะนี้ทางคณะกรรมการซุปเปอร์บอร์ด มีพนักงานและลูกจ้างสำนักงานกสทช.จำนวน 2 คน สถานที่ทำงานเป็นลักษณะชั่วคราว โดยเช่าสำนักงานอาคารไอทาวเวอร์ พื้นที่การทำงานประมาณ 50 ตารางเมตร โดยปฎิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมพ.ศ.2553 ม.72 ในการทำหน้าที่ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล และรายงานให้กสทช. รัฐสภา และประชาชนทราบ แต่ในขณะเดียวกันยังมีอำนาจสั่งให้เข้าชี้แจงและให้ข้อมูลตาม ม.37 เช่นกัน